- Frame from 1906 film from Bangkok Trams (1894-1968) Main Page at 2Bangkok.com : "Tram photos from 1906 - September 16, 2003; Ric Francis sent in some frame grabs from a 1906 film of the Bangkok trams."
- รูปที่ 1 เต้าเสียบและเต้ารับชนิดสองขั้ว 10 อัมแปร์ 250 โวลต์ from มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เต้าเสียบและเต้ารับไฟฟ้าสำหรับงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้าทั่วไป by กระทรวงอุตสาหกรรม
- Brazilian plug types.jpg by Henrique (Ikescs) licensed under a Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported License
- Chinasocket.jpg by Lapin rossignol and Archenbridge Universities licensed by under a Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported License
- NEMA-AC-Power-Plugs.jpg by Evan-Amos
- Thai plug.jpg by Peebidj and Plugwash licensed under a Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported License
- NSCT logo owned by BNSCT, taken from BNSCT website via Internet Archive Wayback Machine
- CEE-7-7-Stecker 2.jpg by SomnusDe
- Steckdose.jpg by Bran
- Weltkarte der Netzspannungen und Netzfrequenzen.svg by SomnusDe
- TISI logo owned by TISI, taken from v-servelogistics.com
- IEC-906-1-plug.svg by Markus Kuhn
- Euro-Flachstecker 2.jpg by SomnusDe
- Bosch-180Lt(2).JPG by Fabiomoie
- Rice-cooker.jpg by Aarchiba and Rama
- Light Label Electric tabletop burner KCK-L103.jpg by Qurren licensed under a Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported License
- Fan series.jpg by Khind Artwork licensed under a Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported License
- Electric iron stand.jpg by Li-sung licensed under a Creative Commons Attribution-Share Alike 3.0 Unported License
- 유럽향 드럼세탁기 (모델명_F1047TD) by LG전자 (LGEPR) licensed under a Creative Commons Attribution 2.0 Generic License
- Japanese Electric Water Boiler 20101026.jpg by Batholith
- Day177lilybday.JPG by Chensiyuan licensed under a Creative Commons Attribution ShareAlike 3.0 Unported License
- Hd tv samsung LE26R41BD.jpg by Ma8thew licensed under a Creative Commons Attribution-Share Alike 2.5 Generic License
- Electric Shower by VeloBusDriver licensed under a Creative Commons Attribution-ShareAlike 2.0 Generic License
Paul_012 : Blog
25 November 2011
ตำนานปลั๊กไฟไทย
1 October 2011
ขออนุญาตบ่น เนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก
เนื้อความในเอ็นทรีนี้ ได้เคยโพสท์ในเว็บบอร์ดสาธารณะแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ยังไงขอโพสท์ซ้ำไว้อีกทีนะครับ
วันนี้ (28 กันยายน) เป็นวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลกครับ
การดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้านี่น่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมาอันดับต้น ๆ อย่างหนึ่งของบุคลากรทางสาธารณสุขทั่วประเทศก็ว่าได้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอย่างที่ทราบกัน ว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง เป็นแล้วตายสถานเดียว ไม่สามารถรักษาได้
ทั้งนี้ใน พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้าถึง 15 ราย (ยังดีกว่า พ.ศ. 2552 มี 24 ราย ส่วน พ.ศ. 2551 มี 16 ราย) ซึ่งแม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า จะเป็นเพราะไม่ตระหนักถึงอันตรายและไม่ได้ไปรับบริการทางสาธารณสุข แต่ความจริงแล้วทุกวันนี้โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศก็ยังมีปัญหาให้การดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าได้ต่ำกว่ามาตรฐาน
เพราะในปัจจุบัน มาตรฐานทางการแพทย์โดยคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก กำหนดว่าผู้ที่ถูกสัตว์ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือข่วนผิวหนังจนมีเลือดออก หรือเลียปากเลียตา จำเป็นต้องได้รับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบุลิน (เซรุ่ม) ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทันที ทุกกรณี (เพราะการป้องกันด้วยวัคซีนอย่างเดียว อาจไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เร็วพอที่จะป้องกันโรคได้)
แต่ทุกวันนี้โรงพยาบาลชุมชน สถานพยาบาลขนาดเล็กทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ไม่มีอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ในคลังยาโรงพยาบาลด้วยซ้ำครับ แปลว่าคนไข้ที่ถูกสุนัขกัดมาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ อาจต้องเอาใบส่งตัวเดินทางไปอีกหลายสิบกิโลเมตร เพื่อรับการฉีดอิมมูโนโกลบุลิน
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น อิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า มักประสบภาวะขาดแคลนอยู่เรื้อรัง บางครั้งทั้งจังหวัดไม่มียาจะฉีดให้ สุดท้ายผู้ป่วยก็ได้รับการป้องกันแค่วัคซีน แล้วก็ต้องลุ้นเอาไม่ให้สุนัขเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หรือไม่ก็ขอให้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ทันก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง
ซึ่งหากจะมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขในการจัดหายาที่มีความจำเป็น ก็คงมีส่วนถูก แต่ก็คงจะเป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุเกินไปอยู่ เพราะคนถูกสุนัขกัดกันทุกวี่ทุกวันขนาดนี้ (ยกตัวอย่างสถิติผู้ป่วยที่มารับบริการห้องฉุกเฉิน รพ.จุฬาลงกรณ์ เดือน ส.ค. 2553 มาด้วยเหตุสุนัขกัดมากเป็นอันดับ 3 ถึง 80 ราย รองจากตกที่สูง/หกล้ม และอุบัติเหตุจักรยานยนต์) การจะทุ่มทุนเลี้ยงม้าเพื่อเจาะเลือดมาปั่นเซรุ่มให้ทันตามจำนวนผู้ป่วยที่ถูกสุนัขกัด สุดท้ายก็คงกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ความจริงแล้วการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคนที่ได้ผล ต้องมาจากการควบคุมโรคในสัตว์ที่เป็นพาหะ ซึ่งในกรณีสุนัข ก็คือการจัดให้สุนัขทุกตัวได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะการถูกกัดโดยสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (สุนัขได้รับวัคซีนครบต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี ตั้งแต่อายุ 2-4 เดือน โดยเลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีอาการผิดปกติ และสามารถสังเกตอาการได้) ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรืออิมมูโนโกลบุลินป้องกันพิษสุนัขบ้า
แต่จากประสบการณ์ของตนเองที่จบออกมาปฏิบัติงานได้ปีกว่า ดูแลผู้ป่วยถูกสุนัขกัดไปก็น่าจะร่วมร้อยราย ต้องบอกว่ายังไม่เคยพบสักรายที่ยืนยันได้ว่าสุนัขที่กัดมีความเสี่ยงต่ำ
ทั้ง ๆ ที่พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 ก็กำหนดให้ผู้เลี้ยงสุนัขมีหน้าที่ต้องพาสุนัขไปฉีดวัคซีน หากไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาทแท้ ๆ
คงเป็นเพราะแนวทางการป้องกันโรคโดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของสุนัขนี่มันเอาอย่างมาจากกลุ่มประเทศตะวันตก จึงไม่สามารถนำมาใช้ในบ้านเราได้ผลมั้งครับ
ผมเองก็คงคุ้นเคยกับระบบของต่างประเทศตั้งแต่เด็ก จากที่เห็นในภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Lady and the Tramp (ทรามวัยกับไอ้ตูบ) และที่อื่น ๆ ว่าสุนัขจะต้องมีเจ้าของ จดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว และมีเครื่องหมายแสดง เพื่อมีผู้รับผิดชอบทั้งต่อตัวสุนัขเองและต่อสังคมเวลาสุนัขไปทำอะไรเข้า
แต่สำหรับเมืองไทยเรา คงคาดหวังอย่างนั้นไม่ได้ ในเมื่อค่านิยมของสังคมเรานั้นบอกว่าต้องมีน้ำใจ มีเมตตาต่อสัตว์ และเชื่อว่าการให้อาหารสัตว์จรจัดเป็นการทำบุญทำกุศล ขณะที่ไม่ประสงค์จะรับผิดชอบในด้านอื่น ๆ เพราะไม่ต้องการเป็นเจ้าของชีวิต
ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับศาสนาหรือเปล่า แต่ถ้าใช่ ผมก็คงไม่เข้าใจว่าถ้ามีเมตตาต่อสัตว์แล้ว การมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์จะด้อยความสำคัญกว่าได้อย่างไร
เพราะเห็นคนจำนวนมากเหลือเกิน ที่ให้อาหารสุนัขข้างถนนด้วยความปิติยินดี แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างเฉยชาเวลาที่สุนัขไปก่อความเดือดร้อนให้คนอื่น (จะกัดเขาหรือขี้หน้าบ้านเขาก็ตามแต่) ไม่ต้องพูดถึงพาไปฉีดวัคซีน หรือทำหมันเพื่อควบคุมประชากร
ซึ่งเท่าที่สังเกต ก็ไม่น่าเกี่ยวกับระดับเศรษฐฐานะหรือการศึกษาด้วย เพราะในหมู่คนรู้จักในกลุ่มชนชั้นกลางค่อนไปทางระดับบน ต่างก็มีปัญหากับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องการให้อาหารสุนัขกันทั้งนั้น บางคนเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดี ๆ ในบ้าน ให้การดูแลอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็ให้อาหารสุนัขข้างถนนหน้าปากซอยโดยไม่สนว่าจะไปกัดใครหรือเปล่า ก็ไม่เข้าใจ
เอาง่าย ๆ จากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คนจำนวนมากแสดงความเดือดร้อนกันมากมายกับการจับสุนัขจรจัดไปขายเป็นอาหาร และก็ได้มีการแสดงน้ำใจโดยการบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างมหาศาล แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าในหมู่ผู้ที่บริจาคเงินไปมากมายนี้ จะมีสักกี่คนที่จะเต็มใจช่วยเหลือให้สุนัขเหล่านั้นได้มีที่อยู่ดี ๆ อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่บริจาคหรือได้ให้อาหารก็พอใจ แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้สุนัขเหล่านั้นกลายเป็นภาระของหน่วยงานที่ต้องรับไปเลี้ยง ของพระที่ต้องคอยกวาดขี้หมาบนลานวัด ของระบบสาธารณสุขที่ต้องแบกรับค่ายาค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งก็มาจากภาษีของประชาชน) และของคนอื่น ๆ ในสังคมต่อไป
ป.ล. ในประเด็นค่ายา ลองพิจารณาว่าอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าขนิดที่ได้จากม้าซึ่งผลิตโดยสภากาชาดไทย มีราคาอ้างอิงจัดซื้อปกติ (โดยศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข) อยู่ที่ค่ามัธยฐานหลอดละ 720 บาท ในคนน้ำหนัก 50 กก. จะต้องได้รับยา 2,000 หน่วยสากล หรือ 2 หลอด เฉพาะค่าอิมมูโนโกลบุลินที่ต้องเสียไปกับการถูกสุนัขกัด 1 ครั้ง ก็เกือบ 1,500 บาทแล้ว ยิ่งถ้าเป็นชนิดที่ได้จากมนุษย์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่แพ้อิมมูโนโกลบุลินจากม้า (หรือในประเทศที่พัฒนาแล้วใช้เป็นมาตรฐาน เพราะเลิกใช้แบบที่ได้จากม้าแล้ว) ราคาอ้างอิงเฉลี่ยอยู่ที่หลอดละ 2,000 - 3,000 บาท ซึ่งคนน้ำหนัก 50 กก. จะต้องได้รับ 1,000 หน่วยสากลหรือมากกว่า 3 หลอด หรือคิดเป็นเงินร่วมหมื่นบาท ยังไม่นับค่าบริการทางการแพทย์และยาอื่น ๆ
ที่อิมมูโนโกลบุลินชนิดที่ได้จากม้าขาดแคลน ส่วนหนึ่งก็เพราะบริษัทยาต่างประเทศส่วนใหญ่เลิกผลิตแล้ว จึงทำให้มีภาวะขาดแคลนทั่วโลก ซึ่งสภากาชาดไทยไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ ถ้าลองคิดดูว่าจะใช้อิมมูโนโกลบุลินจากมนุษย์เหมือนมาตรฐานของต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแพ้ยา ก็คงต้องใช้ต้นทุนรักษาสุนัขกัดครั้งละเป็นหมื่น เดือนหนึ่งใน รพ.จุฬาฯ แห่งเดียวมีผู้ป่วย 80 ราย ก็คงไม่ต้องคิดนะครับว่าถ้านับผู้ป่วยทั้งประเทศ รัฐจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย ยังไงก็คงต้องใช้อิมมูโนโกลบุลินจากม้าที่ราคาถูกแต่หาซื้อไม่ได้ต่อไป
24 July 2011
To the STS
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยานขนส่งอวกาศ Atlantis ก็ได้ลงจอดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีเป็นครั้งสุดท้าย เป็นการจบภารกิจ STS-135 และตำนานสามสิบปีของยานขนส่งอวกาศ (Space Shuttle) ของสหรัฐฯ ในที่สุด
สำหรับผมเอง ยานขนส่งอวกาศนี้นับได้ว่าเป็น... ไม่รู้ภาษาไทยจะแปลว่าไงดี: subject of limitless childhood fascination เลยทีเดียว และผมเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนก็คงเติบโตมากับภาพและเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้เช่นเดียวกับผม และก็คงรู้สึกผูกพันกับเจ้ายานนี้ไม่ต่างกัน
ในบรรดาความใฝ่ฝันทะเยอทะยานของมนุษย์ในการเยือนห้วงอวกาศ โครงการยานขนส่งอวกาศนี้อาจไม่ได้เป็นบทจารึกอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ และแน่นอนว่าในการดำเนินโครงการตลอดสามสิบปีที่ผ่านมาย่อมมีปัญหา (ไม่เฉพาะกรณีอุบัติเหตุของทั้งชาเลนเจอร์และโคลัมเบีย) ความผิดหวังกับนาซาและโครงการฯ เองก็มาก แต่สำหรับคนรุ่นผม เหนือกว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เหนือกว่าบทบาทในการสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ สิ่งที่ทำให้ยานขนส่งอวกาศแตกต่างจากตำนานการพิชิตดวงจันทร์ของโครงการอะพอลโล หรือการเดินทางอันยาวไกลของยานวอเยเจอร์ คือการที่เราโตมากับมัน
ขวาล่างในภาพด้านบน เป็นแบบร่างงาน "ART ED" ของผม ที่เขียนขึ้นใหม่จากความทรงจำ ART ED เป็นชิ้นงานสุดท้ายในวิชาศิลปะตอน ม.1 ซึ่งอาจารย์กำหนดให้วาดอะไรก็ได้ (?) ประกอบข้อความดังกล่าว ซึ่งชิ้นงานที่ผมส่งไปก็มียานโคลัมเบียปรากฏอยู่เป็นองค์ประกอบหลักอย่างที่เห็น และก็เป็นงานศิลปะ ม.1 ของผมชิ้นเดียวที่ได้คะแนน A+ และได้ให้อาจารย์เก็บไว้เป็นตัวอย่าง/แรงบันดาลใจ (?) แก่รุ่นน้องต่อไป จึงไม่มีตัวชิ้นงานต้นแบบเก็บไว้เอง (ความจริงจำรายละเอียดของภาพได้น้อยมาก ที่วาดมานี่มั่วเอาซะส่วนใหญ่)
ยังไงก็ต้องขออวยพรให้กับทุกท่านที่มีส่วนร่วมพัฒนาโครงการยานขนส่งอวกาศนี้อีกครั้ง ตลอดจนไว้อาลัยให้กับนักบินอวกาศที่เสียชีวิตทั้งสิบสี่คน หวังว่าประวัติศาสตร์ที่จบบทลงในวันนี้ จะพลิกหน้าไปสู่อีกก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติต่อไป
19 June 2011
Leftists and the Red Shirts: This relationship could write a bad romance.
Note: Pure opinion, strictly unresearched.
So by the fourth of July we should see if Pheu Thai [sic] does score a landslide majority in the upcoming general elections. It should also be interesting to see where those disillusioned with Abhisit take their votes (though I doubt they'd make a real impact). What really matters, though, is what happens next: How long until the PAD (so-called People's Alliance for Democracy) stage their next protest? Will they regain any of the supporters they lost, the anti-Thaksin sentiment which originally formed their core agenda having been overtaken by zealous ultranationalism, and their leadership having confirmed the irony of their chosen name by directly opposing the electoral system? What about the Red Shirts? How will their movement hold out in the long term, given their hodgepodge membership of Thaksin-lovers, intellectuals and fanatics? How will the Pheu Thai, if elected, set about bringing Thaksin home, and when?
It probably is really too early to be asking these questions, given that we're still two weeks ahead of election day, but the composition of the Red Shirt movement is something worth discussing nevertheless.
Main question: How did leftists come to be part of the Red Shirts anyway, let alone assuming major roles in their leadership?
Actually, any presence at all of the left in the politics of Thailand is something, although not new, rarely heard of. Anti-absolutist sentiment leading up to the 1932 revolution achieved civilian government, but that didn't last long against competing military powers. While the post-World War II era saw the spread of Marxist ideologies and the toppling of military government in the 1973 uprising, the social polarity that followed, marked by the 1976 massacre, drove the left out of mainstream politics for good, and the movement waned as the Communist Party dissolved. Although talk of social and political reform followed 1992's Black May and the military withdrew from politics, no strong left movement emerged, even with the 1997 constitution.
I earlier observed that the problem with calling the PAD "right-wing" is that it incorrectly implies the opposite for their rivals. Now despite all the left-wing presence and grassroots participation among the Red Shirts, this plainly is not the case. At its core the Red Shirts (UDD if you will) was, and is, a pro-Thaksin movement, and Thaksin is about as right-wing one can get without being downright fascist. The populist social welfare policies that earned his followers' devotion conveniently served to firmly cement his power. The system's checks and balances were ultimately undermined, civil rights and government accountability thrown into the wind. It is therefore rather amazing that several "October persons" (a term referring to members of the 1973 and 1976 movements) have aligned themselves with his supporters.
Amazing though perhaps understandable. Against the military which ousted Thaksin, this alliance could be seen as a united struggle against a common foe, and Thaksin does have the legitimate claim of popular support through elections. Also important, though unspoken (or rather, unspeakable), is the shared republican agenda formally denied but not-so-secretly known to be harboured by Thaksin, which also serves as a rallying flag for the self-proclaimed royalist PAD, and the antagonism helps keep the alliance alive. (Now how Thaksin managed to undermine generations-old royalist propaganda is rather perplexing.) Abhisit's handling of the May 2010 military crackdown further prompted sympathisers to the Red Shirts' cause, and since no one is currently blocking the streets of Bangkok, the anger of undecided middle-class Bangkokians seems to have eased somewhat.
Once Thaksin is back in the spotlight, though, the movement's integrity might start shaking. It is unlikely that the left-wing intellectuals among the Red Shirts would continue supporting Thaksin if he resumes his pursuit of autocratic power, and how long his rural supporters will continue supporting him is also open to question. One thing the combined Red Shirt movement has achieved, however, is the mobilization of the rural population, having made them realise that their voices do matter, that they do have a say in the country's politics. This alone is unprecedented; during the 1973 uprising it was the students who campaigned in the name of the people. Now the people are beginning to do so themselves. For now they may still be driven by a leadership that is not of their own, but once they gain momentum, they will be a force to be reckoned with.
And we shall see on whose side they are.
17 May 2011
อารมณ์ชั่ววูบของสังคมออนไลน์ | ล้อมคอกแล้วเปิดประตูทิ้งไว้
เกือบห้าเดือนผ่านมาแล้วนะครับสำหรับเหตุการณ์อุบัติเหตุรถเก๋งชนกับรถตู้บนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารรถตู้เสียชีวิต 9 คน ตลอดจนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง¹
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บังเอิญผมได้พบเห็นเหตุการณ์และบทสนทนาที่กล่าวถึงประเด็นนี้อยู่ประปรายในโอกาสต่าง ๆ กัน จึงอยากจะขอย้อนกลับไปมองอีกที ว่าเราเห็นอะไรจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาบ้าง
ที่น่าจะเห็นได้ชัดที่สุด ก็คงเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของชุมชนออนไลน์ภาษาไทย ที่เหมือนว่าเกือบทั้งหมดจะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนพายุอารมณ์ที่ตนได้ปล่อยปะทุขึ้นอย่าง [remarkable] ในคืนนั้นและช่วงวันที่ตามมาไปแล้ว
เหมือนจะน่าเหลือเชื่อ แต่ถ้าคิดดูดี ๆ ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ข้อมูลที่ได้รับทราบมาอย่างจำกัด เมื่อผ่านการปรุงแต่งและแรงยุยงสะสมต่อ ๆ กันเพียงชั่วครู่ จะทำให้คนเป็นแสนคนใช้อารมณ์ตัดสิน และเปลี่ยนอารมณ์นั้นเป็นความเกลียดชัง จนร่วมกันตราหน้าผู้กระทำผิด แปลออกมาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และด่าทออย่างรุนแรง ได้อย่างพร้อมเพรียงกันขนาดนี้
และก็ยังน่าแปลกใจน้อยลงไปอีก ที่ชุมชนเดียวกันนั้นเอง จะพากันลืมพายุที่ตนก่อขึ้นและปล่อยให้มอดดับไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน (ความจริงอาจไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ) เพียงถ้าจะมองว่าทั้งหมดนั้นมันคือ "อารมณ์ชั่ววูบ"
แม้อาจจะมีบางคนที่ถามถึงความคืบหน้าในคดีอยู่ ณ เวลานี้ ยังคงมองว่าผู้กระทำผิด (ซึ่งที่จริงแล้วความผิดของเขาคือการขับขี่รถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต ร่วมกับประมาท² จนเกิดอุบัติเหตุ) คือฆาตกรที่สังคมต้องตามล่าจนถึงที่สุด แต่ผมหวังว่าคนส่วนใหญ่ จะได้ใช้เวลาที่ผ่านมา ปล่อยให้อารมณ์สงบลง และหันกลับไปมองเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียใหม่ และตั้งคำถามว่า "เราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ และจะทำอะไรเพื่อแก้ไขได้บ้าง?"
และอย่างน้อยผู้จัดทำ Facebook Page ที่มีคน Like กว่าสามแสนคนนั้นก็ได้พยายามส่งเสริมให้ใช้พลังที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา โดยกล่าวว่า
Facebook Page วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพจในครั้งนี้ จัดตั้งขึ้น เพื่อความเป็นธรรมในสังคม และการสร้างสรรค์สังคม มิได้มีเจตนาประสงค์ โจมตีหรือ ให้ร้าย บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเพื่อหาแนวทางป้องกัน อุับัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียของบุคคลในครั้งนี้ รวมทั้งทางเพจมิได้เจตนาหลบหลู่ และกล่าวหาบุคคลใด หรือหมิ่นสถาบันใด ๆ สถาบันหนึ่ง และ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น จึงขอประกาศทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน
ยังไงก็คงดีกว่าสภาพที่คุณ @trangs กล่าวไว้ใน Twitter ว่า TL วันนี้ทั้งวันเต็มไปด้วย คนด่าแพรวา คนสงสารแพรวา คนด่าคนด่าแพรวา คนด่าคนสงสารแพรวา คนเสนอทางออก คนด่าคนเสนอทางออก
มั้งครับ
เพราะแม้ว่าผมจะคิดแทนผู้ที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว (ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่จะไม่ลืมมากที่สุด) ไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อว่าการเรียนรู้ แก้ไข และพัฒนา จะเป็นสิ่งที่ทุกคนหวังประสงค์ร่วมกัน
ส่วนเรื่องความคืบหน้าในคดี ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ควรต้องดำเนินการติดตามต่อไป หากเพียงแต่เป็นเพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่การแก้แค้น ซึ่งผมจะไม่ขอวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทยเพิ่มเติม ณ ที่นี้
ในช่วงแรก ๆ หลังเกิดเหตุการณ์ มีสิ่งหนึ่งที่ผมดีใจที่เหมือนจะได้เห็นความพยายามแก้ไขปัญหา คือการจัดให้มีเข็มขัดนิรภัยในรถตู้โดยสาร³ แม้จะเข้าได้กับคำพังเพยไทยที่ว่าวัวหายล้อมคอก และก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็อย่างน้อยได้ทำอะไรเพื่อพัฒนาบ้างสักนิด ก็คงยังดีกว่าปล่อยให้ความสูญเสียนั้นสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง
แต่ทว่าความสูญเปล่านั้นคงจะเป็นสภาพอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมนี้กระมังครับ เพราะผมเองก็เพิ่งจะได้เห็นตอนขึ้นรถตู้เมืองทองธานี-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าเข็มขัดนิรภัยที่ว่าถูกทำให้อยู่ในสภาพดังรูป
วัวหายแล้วล้อมคอกยังรับได้ว่าพยายามแก้ไข แต่ที่ไม่สมควรให้อภัยคือตั้งใจเปิดประตูคอกทิ้งไว้
- ถ้าจำไม่ได้ลองกลับไปอ่านดราม่าอันนี้
- ที่จริงในเชิงปรัชญาและจริยศาสตร์ การตีความผิดให้การประมาทนั้นคงมีประเด็นให้ถกเถียงได้มากทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ก็ถือกันว่าเจตนาเป็นปัจจัยสำคัญของการกระทำความผิด
- ผมไม่ชอบใจมานานแล้วกับการที่รถตู้และรถโดยสารประจำทางไม่มีเข็มขัดนิรภัยให้ แต่ที่เกลียดและรำคาญกว่านั้นคือการที่รถแท็กซี่มีเข็มขัดนิรภัย แต่เ*ือกเอาขั้วล็อกเข็มขัดยัดเข้าไปใต้เบาะไม่ให้ใช้ กะว่าถ้ามีคันไหนที่คาดได้จะชมและทิปให้สัก 100% แต่ก็ยังไม่เคยได้เจอสักที





