21 October 2005

October 21 8:18 PM

คือ... ไม่มี quote หรือ conversation of the day แล้วแต่อันนี้อยากลงจริง ๆ... ก็เลยลงเป็น post อันนึงเลยละกัน

(เผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาต)
Paul_012 says:
กลับมาแล้วรึ
: ขอจดหน่อย G D Em Bm7 C Bm7 Am D says:
yup
Paul_012 says:
เปงไง
: ขอจดหน่อย G D Em Bm7 C Bm7 Am D says:
เมาค้าง
Paul_012 says:
...

Corpse Bride - คอร์ป ไบร์ด?

ก่อนที่จะอ่าน blog post นี้ กรุณาตอบคำถามต่อไปนี้ก่อน

  1. คุณรู้สึกว่าการสะกดชื่อ "คอร์ป ไบร์ด" มีอะไรผิดปกติไหม
  2. คุณไม่เคยใช้คำอย่าง "มั๊ย" "คลิ๊ก" หรือ"ลิ๊งค์" ใช่หรือเปล่า
  3. คุณหงุดหงิดบ้างไหมเวลาที่เห็นคนสะกดคำแบบแหวกแนว เช่น "นู๋"
  4. คำว่า "ฉันท์มิตร" สะกดผิดหรือเปล่า

ให้คะแนนข้อที่ตอบว่า yes โดยคะแนนเท่ากับเลขข้อ ถ้าคะแนนคุณน้อยมาก กรุณาตัดสินใจว่าจะอ่านต่อหรือเปล่า หรืออย่างน้อยก็ทำใจก่อนว่าอาจโดนกระทบบ้าง


เมื่อวันก่อนผมไปเห็นบอร์ด promotional โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง Tim Burton's Corpse Bride ที่สถานีรถไฟฟ้า เห็นแล้วก็ยิ่งเศร้าใจว่าภาษาไทยของเราคงจะถึงกาลวิบัติเอาเข้าแล้วจริง ๆ

ถ้าคุณได้ 0 คะแนนข้างต้น ลองดูเปรียบเทียบกับคำที่คุ้นเคย ถ้ากีฬากอล์ฟ จะสะกดว่า "กอลฟ์" มันดูแปลก ๆ หรือเปล่า

คำว่า corpse จะไม่รู้ว่าจะสะกดเป็นภาษาไทยยังไงนี่ก็คงไม่ว่าอะไรกัน เพราะจริง ๆ แล้วภาษาไทยไม่สามารถออกเสียงสะกดที่มี 2 หรือ 3 เสียงอย่างนี้ได้ แต่ bride --> ไบร์ด นี่จะถ้าอ่านตามที่สะกดคงต้องอ่านว่า ไบ-ดะ เพราะ ร การันต์ ต้องไม่ออกเสียง ส่วนสระ ไ- ก็เป็นสระเกินที่มีตัวสะกดไม่ได้อยู่แล้ว

[In case it wasn't obvious to you] เป็นผมผมจะสะกดว่า "บรายด์" หรือ "ไบรด์" เพราะถึงในภาษาอังกฤษ dipththong แบบนี้จะมีเสียงสะกดอีกได้ แต่ในภาษาไทยเสียงเหล่านี้ถือว่ามีเสียงสะกดเป็นแม่เกย (หรือแม่เกอว ในกรณีอื่น) แล้ว จึงต้องใช้ไม้ทัณฑฆาตกำกับ ด เพื่อแสดงให้เห็นว่าใส่เอาไว้เพื่อให้รู้รากศัพท์ในภาษาเดิมเฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้วในภาษาไทยจะออกเสียงได้แค่ บฺราย หรือ ไบฺร (พินทุที่จุดไว้ข้างใต้แปลว่าออกเสียงควบกล้ำ)

เผอิญกรณีนี้มันน่าอนาถใจมากเสียจนทนไม่ได้ แต่เรื่องน่าสลดใจจริง ๆ ที่มีให้เห็นทุกวี่ทุกวันก็คือการที่ดูเหมือนว่าคนจำนวนมากสมัยนี้จะไม่รู้จักไตรยางศ์เสียแล้ว (ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เรียนมาตั้งแต่ก่อน ป.1) ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านอยู่คงจะทราบว่า กจฎฏดตบปอ เป็นอักษรกลาง ขฃฉฐถผฝศษสห เป็นอักษรสูง ส่วน คฅฆงชซฌญฑฒณทนพฟยมรลวฬฮ เป็นอักษรต่ำ และผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่อ่านอยู่ก็คงจำได้อย่างน้อยก็คลับคล้ายคลับคลาว่าอักษรกลางผันวรรณยุกต์ได้ครบห้าเสียง ส่วนอักษรสูงกับอักษรต่ำผันได้ไม่ครบโดยอักษรสูงผันเสียงเอก โท จัตวา ได้ ส่วนอักษรต่ำผันเสียงสามัญ โท ตรี ได้ โดยใช้รูปวรรณยุกต์เอก โท (ไม่มี) และ (ไม่มี) เอก โท ตามลำดับ นี่ยังไม่ไม่คำนึงถึงแนวคิดที่ซับซ้อนขึ้นเช่นคำเป็นคำตาย

จริง ๆ แล้วผมไม่เชื่อหรอกครับว่าการใช้วรรณยุกต์ผิด ๆ ที่ผมเห็นทั่วไปจะเกิดจากความไม่ทราบ หรือลืม ในสิ่งที่เรียนรู้มาตั้งแต่ก่อน ป.1 จริง ๆ ไม่เช่นนั้นทำไมเพื่อนผมบางคนถึงจะยังพิมพ์คำว่า "ไม๊" หรือ "มั๊ย" ซ้ำแล้วซ้ำอีกแม้ว่าผมจะแกล้งว่าจนไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้ ผมว่าตรงนี้หลายคนก็มีหลายเหตุผลแตกต่างกันไป ไม่ว่าอาจจะเพื่อแสดงความเป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ เพื่อแสดงตนต่อต้านสังคม หรือเพื่อพยายามเรียกร้องความสนใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ในกรณีเหล่านี้ถ้าทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารต่างก็รู้ดีว่าการใช้ภาษาดังกล่าวไม่ถูกต้อง และยอมรับไม่ได้ในกาลเทศะอื่น ผมก็ไม่เห็นว่าจะเกิดผลเสียอะไรมากมายตามมา (ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการใช้ภาษาดังกล่าวเลยก็ตาม) ยกเว้นเสียแต่ว่าถ้าคนอื่นที่ไม่รู้ประสีประสาเข้ามาอ่านแล้วก็ทึกทักเอาว่าเป็นการใช้งานที่ยอมรับได้ทั่วไป หรือถ้าการใช้เหล่านั้นแพร่หลายระบาดมากเสียจนควบคุมไม่อยู่ และทำให้เส้นที่แบ่งระหว่างการใช้งานที่ถูกต้องกับการใช้งานที่ไม่อาจยอมรับได้ในหลายกรณีต้องเลือนไป

แต่ที่ผมคิดว่าเป็นภัยมากกว่าคือเวลาที่การใช้งานผิด ๆ เหล่านี้ปรากฏออกมาในสื่อที่เผยแพร่สู่สังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อร้านค้า โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ป้ายยักษ์ริมทางด่วน ปกนิตยสาร คู่มือประกอบการใช้งานสินค้า หรือเว็บเพจที่มีคนเข้าจำนวนมาก สื่อเหล่านี้นอกจากจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์แล้ว (ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารที่ชื่อ "โฮ่งโก่วฟู๋" เป็นอันขาด และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าที่มีการโฆษณาแบบอัปลักษณ์ในทำนองเดียวกัน) แต่ด้วยปริมาณที่ออกสู่สายตาคนในสังคมอย่างล้นหลาม สื่อเหล่านี้ยังจะทำให้ความเข้าใจถึงการใช้ภาษาที่เหมาะสมของคนในสังคมต้องผิดไปได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง และนี่เอง เป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความวิบัติแห่งภาษาของเรา

ผมไม่ได้กำลังกล่าวว่าผมเป็นคนเดียวที่ใช้ภาษาได้ถูกต้อง ขณะที่มองเห็นคนโง่ ๆ ทั้งหลายในโลกกำลังทำให้ภาษาของเราพังไป ผมเชื่อว่าในบทความที่ผ่านมาผมได้ทำให้เกิดความวิบัติของภาษาไปแล้วไม่น้อยกว่าสิบวิธี ไม่เฉพาะแค่การใช้สำนวนภาษาที่ซ้ำซ้อน วกวน เยิ่นเย้อ ปนภาษาต่างประเทศ หรือเป็นสำนวนที่ปกติไม่ควรใช้ในภาษาไทย

ผมเข้าใจและยอมรับว่าภาษาที่มีการใช้งานย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ผมจะขออ้างถึงข้อความจากหนังสือเรียน "วรรณลักษณ์วิจารณ์ เล่ม ๑" โดยกรมวิชาการ ที่กล่าวว่า

การเปลี่ยนแปลงของภาษาดังที่กล่าวมานี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่จะต้องเกิดแก่ภาษาทุกภาษา แต่ผู้ใช้ภาษาก็ไม่ควรปล่อยให้ภาษาเปลี่ยนแปลงไปจนก่อให้เกิดผลเสียแก่การสื่อสาร เช่น ปล่อยให้เสียง หรือเสียงควบกล้ำหายไป คำที่มีเสียง ก็ออกเสียงเป็น เช่น คำ รัก ออกเสียง ลัก คำที่มีเสียงควบกล้ำ ก็ไม่ออกเสียงควบกล้ำ เช่น ปลา ออกเสียง ปา ผู้พูดและผู้ฟังก็จะเข้าใจไม่ตรงกัน สื่อสารกันไม่ได้ผล

ผมไม่ปฏิเสธว่าลักษณะของภาษาหลายประการนับวันดูจะเป็นสิ่งที่สร้างความยุ่งยากมากขึ้นและมีประโยชน์ลดลงเรื่อย ๆ ผมไม่คิดว่าในอนาคตอันไกลจะยังมีคนบ่นเรื่องการใช้วรรณยุกต์กับไตรยางศ์ไม่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงของภาษาต้องเกิดจากการใช้งาน ไม่ใช่การวางแผนหรือควบคุม (ลองนึกถึงสมัยจอมพล ป.) แต่ผมเชื่อว่าลักษณะของภาษาหลายประการที่ในปัจจุบันดูไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาไว้หรือระมัดระวังในการใช้งาน ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่ และใช้ให้ถูกต้อง

เพราะ ในวันนี้ คุณคงไม่อ่านคำว่า "บรายด์" เป็น ไบ-ดะ ใช่ไหมครับ


(เฉลยคำถามต้นเรื่อง เผื่อใครยังสงสัยอยู่: ควรจะสะกดว่า ไบรด์ หรือ บรายด์; การใช้วรรณยุกต์ควรจะเป็น มั้ย คลิก ลิ้งค์; ที่ถูกต้องคือ หนู; ที่ถูกต้องคือ ฉันมิตร)

17 October 2005

The world is not monochrome.

วันนี้นั่งแท็กซี่กลับบ้าน คนขับฟังรายการของสมัครที่คลื่น 94 MHz ฟังแล้วก็น่าสะกิดใจว่าคนจำนวนมากยังมีโลกทัศน์แบบเก่าอนุรักษ์นิยมอยู่... หรือที่จริงอาจจะเพราะเป็นรายการสมัคร ก็เลยดึงดูดผู้ชมที่มีแนวทางมองโลก monochrome แบบ ว.บุช เป็นพิเศษ แต่ดูแล้วก็น่าสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่โลก (โดยเฉพาะในศตวรรษนี้จะเห็นได้ชัดเป็นพิเศษ) มันไม่ได้มี 32 ล้านสี แต่เป็น analogue คือ infinite ทำไมคนเราถึงชอบจำกัดกรอบความคิดและมุมมองของตัวเองอยู่ในเรื่องแคบ ๆ กันเสียจริง...

The New Resolve

เคยได้ยินมาว่าเวลาคนเราตั้ง resolution แล้วบอกคนอื่น จะรักษาได้มากกว่า

ยังไงปีใหม่ก็อีกไกล วันนี้จะขอตั้ง resolution ที่จะพัฒนาชีวิตตัวเองเสียตั้งแต่บัดนี้
  1. คอมพิวเตอร์นี่มันดูดชีวิตเราไปเยอะเกินแล้ว ต่อไปนี้เลิกนั่งไม่ทำอะไรหน้าคอมโดยเปล่าประโยชน์เสียที เวลาเล่นเกม เอาให้พอประมาณ รู้ว่าเล่นเยอะจนหาย entertain แล้วก็เลิกเสีย จะเปลืองเวลาในชีวิต
  2. เวลารู้ว่า มีงานต้องทำก็อย่าดองเอาไว้จนเกินงาม ผัดวันประกันพรุ่งแบบทำอย่างอื่นที่อยากก่อนยังไม่เท่าไร แต่ผัดไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรนี่แย่หนักแล้ว
  3. Circadian Reset: ไม่ให้ตื่นหลังหกโมงเช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว
  4. ***เวลาตั้งใจจะทำอะไร ขอให้ทำให้ถึงที่สุด อย่าจับจด***
หมายเหตุ: ที่จริงตอนแรกที่ post อันนี้คือกะจะบ่น แต่พอดู archive ย้อนไปนี่เห็นบ่นอะไรเยอะแยะก็ไม่เห็นเคยได้อะไรขึ้นมา... แบบนี้ท่าจะดีกว่า

ป.ล. เหรียญ 2 บาท? ธนบัตรร้อยบาทแบบใหม่? ไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อนเลย?

สิ่งเดียวในโลกที่ยุติธรรม?

อันนี้เคยพูดให้หลายคนฟังแล้วเหมือนกัน...

เคยได้ยินใช่ไหมครับ ที่ว่าในโลกนี้หายาก ที่จะมีอะไรที่ยุติธรรม แต่มีอย่างนึงที่ทุกคนได้เท่าเทียมกันแน่นอน คือเวลา ที่ทุกคนต่างก็มีวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน...

ลองไปถามไอน์สไตน์ดูสิครับ อาจจะได้คำตอบว่า 24 ชั่วโมงที่ว่าของแต่ละคนนั้นมันไม่ได้เท่ากันเลยสักนิด



โลกไม่ใช่ตาชั่งสักหน่อย จะได้มีความยุติธรรมให้ได้

12 October 2005

ราศีที่แตกต่าง

เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าเวลาอ่านคอลัมน์ดวงดาวของท่าน กับ Your Horoscope วันเกิดของเราทำไมถึงอยู่คนละราศีกัน?

วันนี้ผมได้พบคำตอบโดยบังเอิญแล้วครับ

Quote
http://www.anu.edu.au/asianstudies/thai_time.html

A technical problem arises with the terms ‘siderial’ and ‘tropical’ in (5.1) due to the precession of the equinoxes. The equinoxes are points on the ecliptic where the sun is located when day and night are exactly equal in length. The Spring or Vernal Equinox has been widely taken to be the starting point of the solar year. As Hipparchus (c. 150 BC) and other astronomers of antiquity realised, the equinoxes gradually slip backwards through the zodiac at the rate of about one constellation in two thousand years (50.3 seconds or arc per year).

In terms of reconciling this fact with the establishment of zodiacal constellations, there are two possibilities for practical time-keeping purposes: (i) ignore the precession of the equinoxes and continue to note when the sun enters a particular star group; (ii) ignore the actual stars where the sun is located and instead continually redefine the sign relative to the shifting Vernal Equinox. Thus "Aries" can either mean either (i) the group of stars traditionally seen as the figure of a ram—the actual star group— or (ii) the 30-degree region of the ecliptic immediately following the Vernal Equinox—wherever that may fall. After adopting the Western (or Babylonian) zodiac, the Hindu astrologers opted for (i), while the Western astrologers opted for (ii). For India, this effectively stabilised the definition of the Greco-Hindu zodiac for a Vernal Equinox value of about 400 AD (near alpha Arietis), while the Western zodiac has continued to slip backwards, and is presently on the Pices-Aquarius line, in terms of actual stars. Incidentally, this difference can be interpreted as evidence for about 400 AD as the period when the 12-constellation zodiac came into widespread usage in India.
โดยสรุปก็คือว่า เนื่องจากแกนของโลกมีการหมุนอย่างช้า ๆ (สาเหตุที่ทำให้ดาวเหนือเปลี่ยนดวง) วันวสันตวิษุวัต (vernal equinox วัน ที่กลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ) ซึ่งสมัยก่อนนับเป็นวันขึ้นต้นปีใหม่ ก็เลยขยับถอยไปเรื่อย ๆ ทีนี้ก็มีคำถามว่าการนับปี ราศี จะยึดดาวหรือยึดวันเป็นหลัก ปรากฏว่าทางตะวันตกใช้ยึดวันวิษุวัตเป็นหลัก (โดยแบ่งราศีละ 30 องศานับจาก equinox) ขณะที่ทางฮินดูยึดการโคจรของดวงอาทิตย์ผ่านกลุ่มดาว ราศีของตะวันตกก็เลยขยับถอยมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเลยตามหลังราศีของไทยอยู่ 23 วัน เป็นสาเหตุที่ สมมุติคนเกิดวันที่ 12 เม.ย. ดวงดาวของท่านก็จะตกอยู่ในราศีมีน เพราะดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวปลา แต่ถ้าดู Your Horoscope ก็จะเป็น Aries เพราะดวงอาทิตย์อยู่ในสามสิบองศาแรกหลังวันวิษุวัต ซึ่งเมื่อเกือบสองพันปีที่แล้วจะอยู่ในกลุ่มดาวแกะ


ทีนี้ดวงอันไหนจะทำนายแม่นกว่ากันล่ะเนี่ย?

11 October 2005

17.5 cm

ใครบอกว่าใช้ไมโครมิเตอร์หรือเวอร์เนียร์แคลิปเปอร์วัดความหนากระดาษ...

(รวม text ด้วยนี่ขาดครึ่งเมตรไป 2 cm)

8 October 2005

Some things need to be illustrated

ไว้มีอารมณ์แล้วจะมาใส่คำบรรยาย