Showing posts with label #Journals. Show all posts
Showing posts with label #Journals. Show all posts

20 October 2022

Notes from the Book Expo (and the new QSNCC)

ไม่ได้อยากดูหน้งสืออะไรหรอก แต่รู้สึกต้องไปจาริกศูนย์ฯ สิริกิติ์ใหม่สักหน่อย แล้วพอดีช่วงนี้ห่างกันสักพักกับทวิตเตอร์อยู่ เลยได้โอกาสปัดฝุ่นบล็อกเสียบ้าง

ว่าเป็นข้อ ๆ ไปละกัน...

  • โอ้ ทางเชื่อมใต้ดินเข้าสถานี MRT แห่งที่ 5 แล้ว ใช้เวลาแค่ 18 ปีเอง (ประตูกั้นน้ำนี่ทองวิบวับเชียว)
  • ได้เห็นสักที อีเลขชั้นประหลาดตั้งมาให้งงแข่งกับพารากอน (ก็เหมือนจะเข้าใจได้มากขึ้นนิดนึง แล้วเพิ่งเห็นในวิกิพีเดียด้วยว่า lower ground floor นี่มีใช้กันจริง ๆ แต่ LM = lower mezzanine นี่มันได้เหรอ~)
  • ห้องน้ำติดตั้งก๊อกฝอยละอองนี่ก็ว้าวนะ เพิ่งเคยเห็น แต่นึกกลัว Legionella ไม่ก็ไอ้สารพิษใน Batman Begins ก่อนเลย แล้วประหยัดน้ำแต่เปลืองเวลาเหลือเกิน (ละก็มีความเพี้ยนงง ๆ อย่างไม่มีที่จ่ายสบู่บ้าง กระดาษเช็ดมืออยู่ด้านในไกลประตูบ้าง)
  • ดูตั้งใจสร้างภาพโลกที่ไม่มีโควิด-19 มาก จอสัมผัสเต็มไปหมด ขณะที่ทั้งตึกไม่มีที่กดแอลกอฮอล์สักจุด
  • ฟู้ดคอร์ทนี่เหมือนไม่ได้ตั้งใจอยากทำแต่แรกอะ ตำแหน่งการจัดวางอะไรต่ออะไรเลอะเทอะมาก ที่ซื้อคูปองไปซุกอยู่หน้าห้องน้ำ ตรงข้ามกะบันไดเลื่อนที่ลงมาเลย
  • การตกแต่งภายในก็สวยดีนะ ทางเข้าหันหน้าเข้าทะเลสาบนี่งดงามทำมาอวดแขกวีไอพีมาก แต่ตัวตึกดูไม่มีเอกลักษณ์แบบอันเก่า (ซึ่งก็เชยแล้วน่ะแหละนะ) เลยยังไงไม่รู้ (หรือแค่เพราะอันเก่ามันคุ้นเคยกว่า?) แต่น่าจะอยู่ที่ประเด็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ต้องทำยังไงถึงจะดูไทยน่ะแหละ
  • วันก่อนตอนที่เห็นพูดถึงกันว่าสร้างเสร็จก็งง ๆ ว่าอ้าวแล้วไหนว่าจะมีโรงแรมด้วยมันหายไปไหน ก็เห็น โสภณ พรโชคชัย วิจารณ์สรุปไว้ให้เรียบร้อยแล้ว อืมม... (ว่าแต่การสมัครผู้ว่า กทม.ฯ นี่ช่างเป็นการโปรโมตตัวเองที่ได้ผลดีจริง)

วิจารณ์อ้อมรอบศูนย์ฯ ละ เข้างานสักทีได้แล้วมั้ง

อ้ะ พองานมาจัดในฮอลล์ใหญ่แบบนี้แล้วไม่คุ้นเลย รู้สึกเหมือนตอนเห็นจัดที่อิมแพ็คที่เคยบ่นว่ามันไม่ได้ฟีล ไม่มี personality ของงานหนังสือที่คุ้นเคย เพราะอย่างแต่ก่อน มันจะมีรูปแบบการใช้พื้นที่ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำ โซนนิทรรศการอยู่ตรงโถงทางเข้า ร้านใหญ่อยู่ใน Plenary Hall (ใหญ่สุดนานมี อยู่เฉียงไปทางขวา) แต่ร้านนายอินทร์จะไปอยู่โซน C กว้างเต็มชั้นบนในสุดด้านขวา ส่วนมติชนครองโซน Plaza ฯลฯ แต่พอมาอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมยักษ์แบบนี้ เลยเหมือนว่าจะย้ายไปจัดที่ไหนแทนก็ได้ ความเชื่อมโยงกับสถานที่มันหมดไปแล้ว

ว่าจะเดินผ่านเร็ว ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่เร็ว มีบางอย่างที่เตะตาจดมา

  • เข้าประตูมาไล่จากหัวมุมก็งงก่อนเลยว่า Kia ตั้งรถโชว์คืออะไร มาผิดงานเรอะ
  • เคยบ่น Thinknet ทำแผนที่แขวนผนังแต่ดันใช้ Mercator คราวนี้เหมือนแก้ตัวละ มาหมดเลย Robinson, Winkel tripel, Goode homolosine... แต่พิมพ์ใส่ผ้าใบวาดรูปนี่เล็กและแพงไปไปนะ
  • ฟ้าเดียวกัน ทอง มาก (ไม่มีรูปใด ๆ กล้องโทรศัพท์พัง )
  • กระแสแฟรนไชส์ Sapiens ยังไม่แผ่วเลยแฮะ คราวนี้มาเป็นหนังสือเด็ก Unstoppable Us ส่วน Guns, Germs and Steel ฉบับแปลก็ได้กระแสมาคล้าย ๆ กัน (ว่าแต่หนังสือมันปี 1997 เลยแฮะ)
  • เพิ่งเห็นว่ามติชนแปล Siamese Melting Pot
  • โซนประวัติศาสตร์และการเมืองนี่มีก้าวไกลทำห้องเสวนากับเพื่อไทยทำจอโฟนอินนี่ก็แอบงง ๆ เหมือนกัน (แต่ถ้ามี พปชร.ด้วยนี่คงยิ่งฟีลแปลกไปอีกเลย)
  • ว่าแต่เออ กลุ่มเป้าหมายของงานหนังสือฯ นี่อายุน้อยสักแค่ไหนนะ แล้วที่ผ่านมามันเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างหรือเปล่า
  • เพราะคือไม่ค่อยได้เดินก็หลายปีแหละ แต่เพิ่งเห็นว่านิยายวายคือโปรโมตเยอะ แบบ เยอะ มาก นายอินทร์นี่เป็นโซนวายไปล็อกนึง 1/5 ร้านเลยมั้ง ไม่ต้องพูดถึง สนพ.เฉพาะทางทั้งหลาย (ขนาดไม่ได้เข้าไปไล่ซอยโซนนิยายและวรรณกรรมนะ) กระทั่ง Asia Books ยังตั้ง Heartstopper เป็นกำแพงเต็มด้านนึงเลย
  • นึกดูก็ ช่างเป็นกระแสวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งอะไรขนาดนี้ ไม่แปลกแล้วมั้งที่จะเป็นอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ส่งออก เทียบกับที่ชอบเล่ากันว่าสมัยก่อนต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วก็ อืม วงการนี้มาไกลมากจริง

22 June 2014

Review: Sex วัยรุ่น เลือกได้ @ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ด้วยว่าในงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจกเอกสารประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) กับนิทรรศการหมุนเวียน เซ็กส์วัยรุ่น...เลือกได้ ก็ว่าอยากจะไปลองเยี่ยมชมอยู่ พอดีว่ากำหนดการจัดนิทรรศการมีถึงวันนี้ (21 มิ.ย.) เป็นวันสุดท้าย ก็เลยได้หาเรื่องไปเสียที

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะนี่เป็นอาคารสำนักงานของ สสส. ที่ทำเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมและแสดงนิทรรศการ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เป็นกิจกรรมและนิทรรศการของ สสส. และพื้นที่ที่เปิดให้หน่วยงานอื่นสามารถเข้ามาทำกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพด้วย

ศูนย์ฯ อยู่ในซอยงามดูพลี แถวสาทร ซึ่งเข้าไปลึกพอสมควร มีรถกอล์ฟบริการรับส่งปากซอย แต่ก็ยังแอบไปยากอยู่

สิ่งแรกที่สัมผัสได้กับอาคารหลังนี้คือรูปลักษณ์ที่ตะโกนกู่ก้องมาก ๆ ว่าฉันเป็น green building นะ! อันนี้ที่จริงก็พอจะอ่านผ่านตามาก่อน แต่ถึงไม่ได้อ่านก็คงรู้สึกได้จากโถงชั้นล่างที่เปิดโล่งต่อกับพื้นที่ส่วนกลางของอาคารทั้งหมด ซึ่งก็ให้ความรู้สึกโอ่โถงโล่งสบายจริง ๆ

รูปลักษณ์การออกแบบของอาคารก็คล้อยตามกระแสการออกแบบอาคารเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ในยุค Contemporary ซึ่งก็ตอกย้ำด้วยประติมากรรมยักษ์กลางสระน้ำในโถง และที่ตั้งอยู่อีกประปราย ตลอดจนการจัดวางโต๊ะเก้าอี้เครื่องเรือนต่าง ๆ

ทางด้านหลังของอาคารเป็นสวนและพื้นที่โล่งซึ่งใช้สอยจัดกิจกรรมได้ ตอนนี้ก็มีนิทรรศการเล็ก ๆ เกี่ยวกับกลุ่มโรค NCD ที่ สสส.รณรงค์อยู่ และพ้นเขตศูนย์ฯ ไปทางด้านหลังก็เป็นสวนสาธารณะ (สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟมาก่อน และตอนกลางวันร้อนมาก) ตรงนี้รู้สึกว่าบรรยากาศดีมาก และการออกแบบอาคารก็ดีจริง ๆ ถึงพื้นที่ส่วนใหญ่จะไม่ติดเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ไม่ร้อนเลย

มีเครื่องตอกย้ำให้เห็นอยู่เกือบทุกที่ ว่าใครเป็นเจ้าของอาคารหลังนี้

จะเห็นการรณรงค์ต่าง ๆ ของ สสส.อยู่ทั่วตึก

และก็แน่นอนว่าลิฟต์ที่นี่จะต้องมีข้อความไล่ไม่ให้คนใช้ (ภาพด้านบนถ่ายไม่ติดสัญลักษณ์ที่สื่อเป็นนัยว่าลิฟต์มีไว้สำหรับคนชราและผู้พิการ)

และทั้งตึกก็มีข้อความประเภท encouragement, empowerment แปะอยู่เต็มไปหมด ตรงบันไดภาพข้างบนนี้ก็เป็นการรณรงค์เรื่องกลุ่มโรค NCD อีกเช่นกัน

หรืออย่างโรงอาหาร ก็มีป้ายรณรงค์ "ลดพุง ลดโรค" อยู่

สื่อเหล่านี้ช่วยตอกย้ำการวางตัวของ สสส.ได้เป็นอย่างดี แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่านอกจากการแสดงภาพให้เห็นตรงนี้แล้ว ข้อความเหล่านี้มันส่งผ่านไปถึงการปฏิบัติจริงมากแค่ไหน อย่างโรงอาหารถึงจะมีร้านมังสวิรัติอยู่ แต่ร้านส่วนใหญ่ก็ขายอาหารตามสั่ง ซึ่งเมนูส่วนใหญ่ก็มักจะใช้น้ำมันอยู่ดี หรืออย่างข้อความหน้าลิฟต์นั้น ผมก็อยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ชั้น 4 ชั้น 5 เขาขึ้นบันไดกันเป็นนิสัยจริงหรือเปล่า (ซึ่งก็หวังว่าเขาจะทำ เพราะไม่งั้นแล้วก็ยากที่จะเชื่อว่า สสส.จะมีหน้าไปรณรงค์อะไรให้ใครอีก)

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น ๆ ที่ชวนให้สนใจ ก็มีอย่างป้ายผังตึก ที่มีอักษรเบรลล์ด้วย (เห็นแล้วชอบ แต่ไม่แน่ใจว่า practical แค่ไหน)

และถ้าใครยังไม่เห็นความ green ของอาคารหลังนี้ เขาก็ทำจอแสดงการใช้พลังงานแปะไว้ตอกย้ำอีก (แต่จอนี่ก็ใช้พลังงานนี่นา)

ก่อนที่จะไปชมนิทรรศการ บริการหลักอย่างหนึ่งของที่นี่อยู่ที่ชั้น 2 คือศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร เป็นห้องสมุดที่บรรยากาศดีโคตร ๆ ซึ่งให้บริการสื่อเกี่ยวกับสุขภาวะอีกนั่นเอง บริเวณชั้น 2–3 ที่เหลือที่ไม่ได้เป็นพื้นที่นิทรรศการ ก็จะเป็นห้องประชุม ห้องอบรมต่าง ๆ

แต่มาดูนิทรรศการกันดีกว่า เริ่มจากทางเข้าบริเวณชั้น 1 จะเป็นนิทรรศการ "เริ่มต้นที่ตัวเราคุณทำได้ (Start with ME)"

ซึ่งเนื้อหาก็จะกว้าง ๆ เกี่ยวกับ self-empowerment เพื่อที่จะนำไปสู่การสร้างความสุข ซึ่งการสร้างสุข (ก็คือสุขภาวะ ทั้งกาย ใจ และสังคม) นี่เองก็เป็นแนวคิดหลักของนิทรรศการทั้งหมดที่นี่

นิทรรศการในส่วนนี้ก็จะมีการใช้ถ้อยคำ ข้อความ ตั้งคำถาม บวกกับฉายภาพยนตร์สารคดีแนวสร้างแรงบันดาลใจสั้น ๆ สองเรื่อง

จากห้องแรก ลงบันไดมาชั้นใต้ดิน จะถึงนิทรรศการส่วนถัดมา คือ "ร่วมคิดร่วมสร้าง (Together WE can)"

เนื้อหาก็จะกว้าง ๆ เหมือนกัน เกี่ยวกับการทำสังคมให้น่าอยู่ มีความสุข โดยเริ่มต้นที่ตัวบุคคล ซึ่งเสนอผ่านเกมคอมพิวเตอร์

ในนิทรรศการส่วนนี้มีฉากป้ายรถเมล์ ถังแยกขยะ กับเลนจักรยาน ที่จัดตั้งไว้เงียบ ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรแต่ผมแอบคิดว่าตีความได้เยอะมาก

และเลยต่อมาก็จะเป็นส่วนที่นำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ในสังคม กับงานรณรงค์สร้างสุขภาวะต่าง ๆ ของ สสส. ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องสุขภาพกาย

ซึ่งก็จะมีฉากต่าง ๆ ทั้งที่บ้าน สวนสาธารณะ ที่ทำงาน โรงเรียน แล้วก็ รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล)

แต่ละส่วนก็จะมีจอภาพให้เลือกดูงานโฆษณาทางโทรทัศน์ของ สสส.ได้

แล้วก็มีพื้นที่กิจกรรมเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการในอาหาร

ที่ชั้นใต้ดินเหมือนกัน ห้องที่สามจะเป็นนิทรรศการ "คนมีสุขภาวะทำให้โลกน่าอยู่ (Let's go GREEN)"

ซึ่งห้องนี้จะเป็นโถงโล่งกว้าง สำหรับทำกิจกรรม วันนี้ก็เห็นมีเด็ก ๆ ทำกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์จากพาสต้าอยู่บ้าง ส่วนนิทรรศการจะเป็นข้อความกับจอภาพ interactive เรียงรายอยู่ตามผนังรอบห้อง

เนื้อหาของนิทรรศการส่วนนี้ก็จะเกี่ยวกับที่มาและแนวคิดของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะแห่งนี้ (ถ้าอยากรู้เรื่องความ green ของอาคารก็ได้รู้เต็มที่เลย) ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม

หมดส่วนของนิทรรศการถาวรสามห้อง ขึ้นมาชั้นสองจะเป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียน

ซึ่งด้านหน้าจะมีนิทรรศการเล็ก ๆ เรื่อง "สสส.ร้อยความสุขคนไทย" เป็นการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับตัวองค์กรและงานของ สสส.

แต่มาดูนิทรรศการหมุนเวียน ที่เป็นวัตถุประสงค์หลักที่มาวันนี้ดีกว่าครับ

นิทรรศการ "เซ็กส์วัยรุ่น...เลือกได้" ตรงนี้ จากโลโก้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าที่ว่าเลือกได้นั้นหมายถึงอะไร สรุปเป็นสี่ข้อคือ "ติดโรค" "มีลูก" "ใส่ถุงยาง" กับ "รักแล้วรอได้" ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอในนิทรรศการก็มุ่งเน้นประเด็นตรงนี้ คือนำเสนอความเสี่ยงของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน กับเสนอทางเลือกเป็น safe sex กับ no sex

ตัวนิทรรศการ ออกแบบมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยดำเนินเรื่องบางส่วนผ่านตัวละคร นิทรรศการนี้มีเจ้าหน้าที่พาชมและอธิบายสิ่งจัดแสดงทุกขั้นตอน ซึ่งดูตั้งใจรองรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะโดยเฉพาะ

ส่วนแรกของนิทรรศการ "รู้ตัว" จะกล่าวคร่าว ๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยรุ่น เดินเข้ามาก็จะเจอตัวละครหลักทั้งคู่ตอบคำถามที่วัยรุ่นอาจจะสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ในรูปแบบของ interactive video ลองสังเกตคำถามขวาสุดในภาพ "ช่วยตัวเอง ผิดมั้ย" (คำตอบ: ใคร ๆ ก็ทำกัน ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย)

ไม่ค่อยแน่ใจว่าสมาชิกกลุ่มเป้าหมายที่มาชมนิทรรศการจะเขินอายคิกคักกันกับคำถามเมื่อกี้หรือเปล่า แต่หันมาอีกทางก็จะโดนเผชิญหน้าเต็ม ๆ กับหุ่นติดนมปลอม/จู๋ปลอม ที่ให้ลองเลือกขนาดต่าง ๆ เอามาใส่ได้ นัยจะสื่อว่าร่างกายของเราไม่มีอะไรน่าอาย เช่นเดียวกับที่ห้ามใครอายในนิทรรศการนี้

และก่อนที่จะผ่านไปยังส่วนถัดไป ก็สรุปประเด็นที่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร "หลั่งเมื่อไหร่ ท้องได้เมื่อนั้น"

ส่วนที่สอง "รู้อารมณ์" นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยรุ่น โดยเฉพาะความสนใจในเพศตรงข้าม (หรือเพศไหนก็แล้วแต่) ผ่านวิดีโอสถานการณ์ของตัวละคร

ส่วนที่สาม "รู้รัก" พูดถึงความรู้สึก ความต้องการทางเพศ ตลอดจนเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ (มั้ง เดาเอา พอดีเจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดห้องนิทรรศการให้ห้องนึง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม)

และก็แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้ในนิทรรศการเรื่องเพศสำหรับวัยรุ่น คือการลองใส่ถุงยางอนามัย

ซึ่งนำไปสู่ประเด็นสำคัญ คือการตั้งครรภ์ (มีชุดครรภ์เทียมให้ลองใส่ด้วย ว่าช่วงใกล้ครบกำหนดเด็กในท้องหนักขนาดไหน พร้อมชุดคลุมให้ถ่ายรูป)...

...และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

และนิทรรศการก็ปิดด้วยส่วนที่สี่ รู้ใจ ซึ่งก็ชวนให้ถามใจถึงความฝัน ความเป็นตัวตนของแต่ละคน เพื่อเป็นเครื่องช่วยนำให้เลือกทางเดินที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง พร้อมกับชวนให้ร้องเพลงแสงสุดท้ายกับเพื่อน ๆ ในวิดีโอก่อนจะจบนิทรรศการ

สรุปก็คือ โดยแก่นแล้วสิ่งตายตัวที่นิทรรศการนี้บอกก็มีเพียงตามตัวเลือกที่กล่าวตอนต้นจริง ๆ คือบอกให้ตระหนักเรื่องท้อง เรื่องโรคติดต่อ และย้ำให้ตระหนักว่าตนสามารถเลือกระหว่างความเสี่ยงเหล่านั้น กับการป้องกันหรือไม่มีเพศสัมพันธ์ ผู้จัดนิทรรศการคงตั้งใจทิ้งประเด็นอื่น ๆ ไว้ให้เป็นปลายเปิด ทั้งสำหรับให้ผู้เข้าชมได้ใช้ความคิดเอง หรืออภิปรายร่วมกันโดยมีผู้นำชมคอยชี้แนะ

รูปแบบการจัดนิทรรศการนั้นดีทีเดียว มี interactivity และกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจและช่วยเปิดให้พูดคุยเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ก็คงขึ้นกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าชมกับผู้นำชมนิทรรศการด้วย ทุกนิทรรศการที่ชม จัดทำเนื้อหาในส่วนของป้ายบรรยายเป็นภาษาไทยควบคู่กับภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าช่วยสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแค่ไหน

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดที่ผมเห็น สำหรับนิทรรศการเซ็กส์วัยรุ่น...เลือกได้ คือความยากในการเข้าถึง (สถานที่จัด) กล่าวคือ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะเนี่ยมันมาโคตรยาก นึกแล้วไม่เห็นโอกาสว่าเด็กวัยรุ่นที่กลุ่มเป้าหมายจะมีโอกาสชมนิทรรศการได้ยังไงถ้าโรงเรียนไม่พามา ตัวนิทรรศการนั้นโอเคแล้ว แต่น่าจะมี outreach มากกว่านี้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ สสส.ควรจะถนัดอยู่แล้ว) ผมไม่แน่ใจว่าทาง สสส.มีนโยบายที่จะทำอยู่หรือเปล่า แต่ผมอยากเห็นการนำนิทรรศการนี้ (หรือนิทรรศการอื่น ๆ ก็ตาม) ไปจัดในที่ที่จะมีโอกาสได้สัมผัสกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ซึ่งน่าจะช่วยให้สนองวัตถุประสงค์ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก


6 May 2013

เกรียนฟิคฯ

อุตส่าห์ว่าดูจบก็จะจบ ๆ แล้วนะ ปรากฏจบไม่ลง~ ขอระบายทิ้งหน่อยละกัน

ก็อย่างที่บอกว่าเห็นคำชมหลุดมาประปรายในทวิตเตอร์ เลยดู ๆ เห็นกระแสตอบรับดี ไม่เกรียนอย่างเดียวแบบหน้าหนังที่ออกมา (คืออย่างน้อยเทียบกับความคาดหวังจากตัวอย่างแล้วหนังก็ดีทีเดียว) ซึ่งดูแล้วก็ชอบนะ สารภาพว่าแอบไปดูซ้ำด้วย (ความจริงคือฝังใจที่รอบแรกมาไม่ทัน เข้าช้าไป 10 นาทีมากกว่า)

และก็เหมือนเดิม วิจารณ์หนังไม่เป็น แต่ลองดูที่เค้าวิจารณ์กันว่ายังไม่ดีเท่าผลงานเรื่องอื่นของมะเดี่ยวอย่างโฮมหรือรักแห่งสยาม ก็เห็นด้วยนะ ว่าอารมณ์หนังมันเหมือนยังไม่สุด แล้ว [plot elements] บางอย่างมันดู [forced] เกินไป ส่วนตัวดูแล้วรู้สึกดีทีเดียว แต่ก็พอจะบอกได้ว่า เนื้อหาที่สื่อออกมายังค่อนข้างเบา แล้วก็รู้สึกเหมือนหนังพยายามจะเล่าเรื่องราวอะไรมากมายที่จับยัดใส่เวลา 2 ชั่วโมงแล้วมันเลยไม่พอ มีบางประเด็นที่เหมือนจะไม่จบ ซึ่งพอดูรอบสองแล้วก็เห็นว่าเยอะอยู่ทีเดียว

ยังไงขอหยิบโน่นนี่มาพูดถึงเป็นข้อ ๆ...

ALERT! สปอยล์กระจาย

  • ชอบการใช้เรื่องราวความเกรียนเป็นเครื่อง [carry] ตัวเรื่อง แม้จะไม่ได้เป็น [plot device] สำคัญแต่ก็สื่อถึงอารมณ์วัยรุ่นได้อย่างดี ฉาก [montage] แต่ละฉากสวยมาก การใช้เพลงประกอบก็สุดยอด
  • เพิ่งรู้ทีหลังว่า รร.วารีเชียงใหม่มีอยู่จริง เสร่อ แต่แอบแปลกใจนิดนึง (แต่โฮมก็ใช้ รร.มงฟอร์ตนี่นา)
  • เรื่องของทิพย์กับ อ.เสน่ห์นี่โผล่มานิดเดียวแล้วหายไปเลย งง ๆ ว่ามันควรจะมีความหมายอะไรมากกว่าเป็นแค่ฉากตลกหรือเปล่า
  • ยังไม่เข้าใจ "แต่งงานกันมั้ยคะ" ด้วยว่าจะสื่อว่าไง เกี่ยวกับที่ตี๋ขอเขตต์ตอนหลังหรือเปล่า
  • ผู้หญิงที่ อ.แดงต้อยพูดด้วยประมาณว่า "ตรงนั้นควรจะเป็นที่ของเธอ" ตอนละครรจนาเลือกคู่คือใครนะ
  • เรื่องของก้อย ไม่แน่ใจว่าแรก ๆ เหมือนจะสื่อว่าก้อยแอบชอบตี๋อยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่มีอะไรต่อนอกจากเฉลยเรื่องของน้องเอ ที่ก้อยอยากเป็นนักข่าวก็เหมือนหายไป
  • เรื่องเสื้อของก้อยด้วย ทั้ง "มึงตามหาเสื้อ แล้วเจ้าของเสื้อตามหามึงปะ" (ไม่แน่ใจว่าตี๋คิดอะไร ณ จุดนั้น) แล้วก็ฉาก [montage] ตอนหลังที่ตี๋ใส่เสื้อนั้นอยู่
  • เรื่องพลอยดาวก็ดูรวบไปเยอะ ทั้งกับโอ๊ต (ไม่แน่ใจว่าพลอยดาวชอบโอ๊ตจากละครรจนาเลือกคู่?) แล้วก็ตี๋ (ที่โอ๊ตบอกว่า "ถ้าพลอยรู้นะ ว่ามันทำอะไรลงไปบ้าง" เรากลับแทบไม่ได้เห็นเลย (รู้แต่ว่ามีฉาก "ร่มมั้ยคร้าบ" ในตัวอย่างที่ถูกตัดไป)) ที่ตี๋บอกประมาณว่า "ที่ผ่านมา กูคิดว่ามึงพยายามช่วยกูมาตลอด" ก็เหมือนกัน
  • พูดถึงการเปลี่ยนตัวตอนรจนาเลือกคู่ ทั้งแป๋ง ตี๋ โอ๊ต ส่วนสูงนี่คนละเรื่องกันเลย แอบสงสัยว่าไปบอกพลอยดาวว่ายังไงเขาถึงไม่สงสัย
  • แล้วก็พูดถึงฉากแสดงละคร ไม่แน่ใจว่าต้องการสื่อว่าลิปซิงค์อยู่แล้วหรือเปล่า แต่มันชัดมาก
  • ฉากร้านก๋วยเตี๋ยว ที่ป้าบอกว่ามีอะไรในตัวก็ให้เอามาจ่าย เห็นนะว่ายังมีนาฬิกาข้อมืออยู่
  • โมน/โมนนี่ทำไปทำไมนะ แต่ตอนแรกก็ไม่สังเกตจริงแหละ เมคอัพเขาใช้ได้อยู่ (แต่อุตส่าห์ lampshade ให้ตั้งสองรอบ~)
  • แต่พูดถึงเมคอัพ รอยเจาะหูนี่ใช้เมคอัพปิดไม่ได้เหรอ แอบรำคาญอยู่เกือบตลอดเรื่อง
  • ความสัมพันธ์ของตี๋กับทิพย์ สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่าปมมันคืออะไร ทำไมแค่ทิพย์บอกขอโทษก็จบง่ายขนาดนั้น ที่จริงต้องบอกว่าไม่เข้าใจทิพย์ด้วย คือพอนึกออกว่าจะเป็นแม่ก็ทำไม่เป็น/ไม่กล้า/ไม่อยาก ไม่ยอมรับความจริง แล้วก็โทษตัวเอง แต่ทำไมถึงต้องแสดงออกว่าไม่ใส่ใจตี๋เลยทั้งที่เห็นอยู่ว่าห่วงใยกัน
  • ที่ทิพย์คบกับเขตต์ด้วย เห็นแต่ตอนแรกตี๋ไม่พอใจ แล้วมาอีกทีก็ขอให้แต่งงานละ เราพลาดอะไรไปหรือเปล่า ตอนที่ทิพย์กรีดข้อมือนั่นมันเกิดอะไรขึ้น
  • ตอนที่เขตต์หนีไปแล้วก็กลับมาด้วย ดอกกุหลาบสีขาว/สีแดงจะสื่ออะไรนะ
  • แล้วชุดแต่งงานนี่น้าหอยแกยกให้เป็นที่ระลึกเหรอ แต่ถึงงั้นคนจะขึ้นรถไฟก็น่าจะอยากแต่งตัวธรรมดาหน่อยเปล่านะ
  • ชอบฉากไล่ต่อยกันที่ปราณบุรีสุดละ สารภาพว่าน้ำตาซึมไปนิดนึง

หมดละ (มั้ง) แต่ขอบ่นเรื่องนอกจอที่ทำให้ดูไม่ทัน คือไปดู SF เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดน Iron Man 3 กลบมิดเลย เหลือแต่รอบเที่ยง แล้วกว่าจะมาเช็คก็เกือบเที่ยงละ แถมเจอคิวซื้อตั๋วอีกสิบนาที จากที่จะทันพอดีเลยกลายเป็นไม่ทัน~ ความจริงถ้าซื้อตั๋วออนไลน์ก็ทันละ แต่ดันซื้อหลังเวลาหนังเริ่มไม่ได้ซะนี่ แต่ในอีกแง่นึง ก็ทำให้ใช้แต้มบัตรเครดิตกสิกรแลกตั๋วหนังได้ในราคาเทียบเท่า 100 บาท (ใช้ได้ถึงสิ้นปีนะครับ)

เอ้อ อีกเรื่องนึง:

  • ฉากเด็กผู้ชายเปลือยท่อนบนเมิงจะเยอะไปไหนวะครับ -"-

24 May 2009

โผล่ขึ้นมาหายใจ...

(ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ discuss กับใครบางคนวันก่อนว่าวาฬกับโลมาหลับยังไงแต่อย่างใด)

หายไปนาน ความจริงใช่ว่าจะยุ่งอะไรหรอก ออก วป. ที่จังหวัดปราจีนบุรีก็ว่าง ๆ ซะมาก จนเหมือนจะไม่ค่อยได้อะไร (เทียบกับที่อื่น) ที่ดองบล็อกเพราะขี้เกียจ และ/หรือ ไม่รู้จะโพสท์อะไรมากกว่า

เห็นเอ็นทรีก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่า 10 สัปดาห์ที่ผ่านมาสุขภาพจิตจะดีหน่อย คราวนี้ก็คงต้องลุ้นกันต่อ ว่ากลับมาเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงแล้วจะเป็นยังไง

เฮ่อ...

31 January 2009

Cubic Race 3

เหนื่อยสลบ...

ลากสังขารไปอาบน้ำก่อน

ถ้าไม่ติดอะไรจะมาเล่า


Update:

มาละ...

เกริ่นตั้งแต่ต้นสำหรับหลายคนที่อาจไม่ทราบ: Cubic Race หรือ แรลลี่เปิดฟ้ามหาพิภพ เป็นกิจกรรมของ Cubic Creative ซึ่งตามคำพูดของณัช มี แนวคิดหลัก ๆ ... คือการถอดรูปแบบจากรายการเรียลลิตี้ Amazing Race มาแบบดื้อ ๆ

แนวคิดการจัด Cubic Race ทั่วกรุงเทพฯ นี้ได้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างเน่า ๆ สุด ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2005 แต่ต่อมาก็ได้นำมาจัดเป็นกิจกรรมในค่าย ICT Fun Camp 2 และ Cubic Spirit Camp 2005 ซึ่งในครั้งหลังนี้เองที่กิจกรรมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

การจัด Cubic Race 3 ในวันที่เดียวกับเอ็นทรีนี้ จึงนับเป็นการนำการแข่งขันสุดระทึกนี้กลับมาจัดอีกครั้ง ในรูปแบบที่วางแผนไว้แต่แรก หลังจากการรอคอยถึง 4 ปีเต็ม

ส่วนรูปแบบรายการ The Amazing Race ที่นำมาใช้ดังที่ว่า ก็เป็นการแข่งขันที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องตามหาบัตรคำสั่ง (clue) ซึ่งจะกำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อไปเอาบัตรคำสั่งถัด ๆ ไป จนสามารถไปถึงที่หมายได้ในที่สุด (ใน Cubic Race ครั้งนี้มีบัตรคำสั่ง 3 แบบ คือ Route Info - บอกเป้าหมายการเดินทางหรือกิจกรรมที่ต้องทำเพื่อหาบัตรคำสั่งต่อไป; Detour - ให้เลือกทำภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง; และ Road Block - ผู้เข้าแข่งขันต้องเลือกตัวแทนคนใดคนหนึ่งเป็นคนทำภารกิจ)


ความจริงแอบบ้าตื่นเต้นกับการแข่งขันครั้งนี้มาก (ทั้ง ๆ ที่ไปเป็นแค่กรรมการสนาม) ขนาดที่ว่าบ้าจัดกระเป๋าตั้งแต่คืนวันศุกร์ (ปกติจะเดินทางไปค้างไหนยังจัดกระเป๋าเช้าวันนั้น) เอาหูฟัง Bluetooth ที่ไม่เคยใช้มาลองตั้งแต่วันจันทร์ นั่งทำบันทึกรายละเอียดกติกาและบทลงโทษ และเช็คอีเมลแทบจะเช้าเย็นเพื่อดูว่ารายละเอียด clue มีอะไรต้องแก้อีกบ้าง

เวอร์ซะไม่มี

แล้วนี่ที่จริงก็เป็นสมาชิกแบบสุดจะ inactive... ไปถึงนี่แทบไม่รู้จักใครเลยว่างั้น (แต่เรื่องอย่างนี้เนียนได้ อย่าต้องเรียกชื่อคนอื่นเป็นพอ 55+) แค่ยังแอบแปลกใจว่าเรื่อง (บ้า ๆ) ที่ทำไว้เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนี่จะทำให้ยังมีน้องจำได้อยู่ (จะสารภาพว่าพี่จำไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว ขอโทษนะครับ~ -/\-)

เอาเถอะ~ นี่ทีแรกก็พูดถึงอยู่ว่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องลุ้นว่าจะได้กรรมการเป็นใคร เพราะกรรมการอาวุโส ๆ นี่ดีไม่ดีมีหวังวิ่งไม่ไหวพาเอาทีมหยุดเป็นพัก ๆ อีก ทีนี้ผลปรากฏว่าเค้าให้เป็นกรรมการทีม 4: ข้าวตูกับคุณพ่อจร (ได้ข่าวมาว่าแอบมี request - หารู้ไม่ว่าความรู้ทางเวชกรรมใด ๆ นี่หาแทบมิได้) ก็เลยไม่มีสิทธิ์บ่น

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเล่ายังไงดี แต่จะบอกว่าสนุกมาก ๆ ตั้งแต่วิ่งข้ามสะพานลอยหน้าประตู 2 ไปมา หลงทางในสวนรถไฟ ถีบจักรยานอย่างไม่เห็นจุดหมาย เบียดกับฝูงมหาชนในเยาวราช วิ่งหาขนมปังปิ้งทั้งที่ที่จริงต้องหาซาลาเปา แอบหลับบนรถเมล์ตอนรถติด เดิน/วิ่งชมกรุงเก่า รอเรือด่วนอย่างไร้อนาคต ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการภาวนาว่าเมื่อไรจะตามไปเจอทีมก่อนหน้าสักที

แถมยังได้ฤกษ์บังคับให้ซื้อรองเท้าใหม่ด้วย (กำลังกะจะหาหมากฝรั่งมาซ่อมอยู่ละ ยังดีว่าได้เทปกาวจากชาร์ปมาประคองไว้จนสิ้นวันได้)

ถึงจะตามรั้งท้ายเกือบตลอดแต่ก็นับเป็นสุดยอดประสบการณ์ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

(แล้วนี่ถ้าไปอยู่ทีมอื่น เผลอ ๆ กรรมการจะต้องให้ผู้เข้าแข่งขันแบกไป - แค่ถีบจักรยานเสร็จนี่ก็แทบก้าวขาไม่ออกแล้ว - -')

ยังไงก็ขอโทษข้าวตูกับคุณพ่อด้วยที่ให้หยุดก่อนนะครับ ที่จริงถ้าลองเล่นต่ออาจจะยังตามไปทันได้ขับโกคาร์ทบ้าง (ถ้ามีแท็กซี่ไปถูกน่ะนะ)

...

สรุปว่าเอาหูฟัง Bluetooth มาใช้ครั้งนี้นี่คุ้มจริง ๆ (ไม่นับ เท่ factor ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้คะแนนบ้างหรือเปล่า) แค่ตอนขี่จักรยานนี่ก็กดโทรศัพท์ไปไม่รู้กี่ครั้งละ จะเสียก็ตรงที่เจ็บหูจิบ... ถึงได้เห็นเปลี่ยนข้างทุก 20 นาทีอย่างที่ปนัดถามนี่แหละ ให้ใส่ทั้งวันนี่ไม่ไหวเหมือนกัน

ซึ่งโทรศัพท์นี่... สุดท้ายก็ไม่รู้แต่ละเบอร์ที่โทรไปนี่คุยกับใครไปบ้าง บอกแล้วก็จำไม่เคยได้ (เฮ่อ) แต่ค่าโทรศัพท์ 38 รายการ 18 บาท 75 สตางค์นี่... รู้งี้ไม่น่าต้องรีบเติมเงินเล้ย (ใช้แฮปปี้ โทรในเครือข่าย นาทีแรก 25 สต. ต่อไปนาทีละ 1.25 บาท)

แล้วก็พูดอยู่ว่างานนี้ที่จริงน่าชวนจรสพงษ์ไปเล่น (เพราะรายนั้นเป็น "บักปอปท่องเมืองกรุง" ขาประจำ)... แต่ความจริงก็คงไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร เพราะสังขารคงสู้เด็ก ๆ ไม่ไหวอยู่ดี

ว่าไปแล้วเรื่องเส้นทางท้องที่นี่มันมากับประสบการณ์ (และอายุ~) จริง ๆ แฮะ... เพราะตอน ม.4 ที่เอกดนัยรู้จัก ม.พัน 4 ตรงเกียกกาย เรายังยกให้เป็นมนุษย์แผนที่มหากาลกันเลย แล้วขนาดสวนลุมพินีนี่ตัวเองยังเพิ่งจะรู้จักเอาก็ตอนที่เข้าคณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับสวนลุมฯ นี่เอง

แต่... Google Earth นี่มันก็เพิ่งมามีเมื่อ 3 ปีมานี้เองนี่นะ


รอติดตามวิดีโอต่อไป...

Last edited: 2009-02-02 23:20

30 January 2009

65th Traditional Football Match

This media requires the Windows Media Player plugin.

วันนี้แอบงานบอลฟีเวอร์เล็ก ๆ ขึ้นมากะทันหัน บ้าฮัมเพลงจุฬาฯ บันเทิงทั้งวัน (เพราะจำเนื้อไม่ได้) ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรกับงานปีนี้เค้าเล้ย (นอกจากไล่ซื้อเสื้อตามปกติทุกปี)

แต่พรุ่งนี้ก็คาดว่าคงไม่ไปหรอก... เลิกล้มความตั้งใจที่จะทวงสัญญานางสาว อ.¹ ตั้งแต่รู้ว่าเธอไปวิชาเลือกที่จังหวัดต้นแม่น้ำทางภาคกลางตอนบนละ กอปรกับมีงานจากทาง  Cubic Race  3  อยู่ด้วย ปีนี้ก็คงเป็นปีที่สองที่จะไม่ได้ไปงาน (ถัดจากปีที่แล้ว)

ที่จริงกะว่าถ้าธรรมศาสตร์ทำเสื้อออกมาเป็นสีเหลือง-แดงอย่างละครึ่งจะซื้อเสื้อไปขึ้นสแตนด์ฝั่งโน้นเลย แต่ก็... นะ...

(ตอนแรกนึกว่าจะหาคนชวนไปไม่ได้ด้วย แต่ก็คาดผิดไปเหมือนกัน)


  • Last edited: 2009-02-01 13:30
  • เพลงจุฬาฯ บันเทิงข้างต้น ขโมยมาจากเว็บ CU Chorus
  1. เรื่องนางสาว อ. ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เอ็นทรี TU-CU Traditional Football 63rd

18 January 2009

18 January 2009

เกิดอาการเจ้าหนี้ทวงอีกแล้ว

แต่ยังไม่มีเรื่องจะโพสท์... เก็บตกเรื่องที่ลืมพูดถึงในบล็อกที่แล้วก่อนแล้วกัน

  • เรื่องโฆษณา:
    • ชอบ mascot ตัวฟ้า ๆ กลม ๆ ของ AIS มาก... ขอตบมือให้คนออกแบบ
    • ชอบ "เห็ดฮังการี" ด้วย (ที่จริงก็สืบเนื่องจาก "แว่น" ด้วยแหละ
  • ไป Bangkok Street Show ที่สวนลุมพินีมาเมื่อวันที่ 19 ธ.ค... ก็ไม่ถึงสองชั่วโมงมั้ง ไม่ได้เดินทั่ว/ดูอะไรมากเท่าไร แต่ชอบบรรยากาศมากมาย อากาศเย็นสบาย ผู้คนเดินขวักไขว่ในสวนสาธารณะ ดูรื่นเริงแบบไม่เหมือนประเทศไทยอย่างบอกไม่ถูก

พูดถึงแล้ววันนี้ไม่ค่อยหนาว แต่สัปดาห์กว่าที่ผ่านมานี่เย็น (ยะเยือก) ดีจริง ๆ... อุณหภูมิต่ำกว่า 20 ทุกเช้าเลย

รู้สึกว่าไม่ได้เจออากาศเย็นแบบนี้ตั้งแต่ ม.2 (1999) แล้วนะเนี่ย (ปีนั้นหนาวไม่นานด้วย)

แต่ตอน ม.2 นั่นยังใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน... เดี๋ยวนี้นี่ไม่รู้มีปัญหาอะไรกับเสื้อกันหนาวหรือเปล่า เพราะเห็นไม่เคยใส่ไปโรงเรียนเลยตั้งแต่ ม.4 แล้ว (ถึงเคยพูดเล่นว่าจะเอาเสื้อกันหนาวที่ใส่เล่นสกีไปใส่ประชดในห้องเรียน อปร ก็ตาม)

ที่จริงแอบนึกถึงข้อความตอนนึงในข้างในกระโปรงม่วง โดยเพชรน้ำหนึ่ง (หนังสือไปอยู่ไหนซะละ หาไม่เจอ)

เอาเถอะ ว่าง ๆ (แปลว่าโอกาสน้อยมาก) เห็นทีต้องทำ OPAC หนังสือในบ้านสักที

แต่ตอนนี้กำลังงงว่า psychrometer (hygrometer แบบกระเปาะแห้ง-กระเปาะเปียก) มันทำงานยังไงกันแน่

ใครพอรู้ก็ช่วยสงเคราะห์หน่อยแล้วกัน

หมดเรื่องโพสท์ละ

แถมลิงก์ส่งท้าย เจ๋งดี: http://en.wikipedia.org/wiki/File:DescenteInfinie.ogg

นี่ด้วย: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Grey_square_optical_illusion.PNG

4 January 2009

4 January 2009

ที่สุดก็ดองข้ามปีจนได้

เกือบจะโพสท์ได้ครบทุกเดือนอยู่แล้วเชียว

เอาเถอะ ไหน ๆ ก็เข็น (อย่างยากลำบาก) จนเครื่องติดแล้ว เรากลับสู่โหมดปกติ (ของบล็อก) กันดีกว่า...

ไล่ย้อนหลังเป็นเรื่อง ๆ ไปเลยแล้วกัน

Happy New Year 2009!

กะจะตั้งริงโทนเพลงพรปีใหม่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ... (แต่ก็ดีแล้ว เพราะแทบไม่มีโทรศัพท์เข้าเลย)

26 December 2008

ขอไม่พูดถึงเรื่องสอบ (ไม่เคยพัฒนา)

ด้วยว่าครั้งนี้สอบช่วงเช้า เลยเหลือว่างอีกครึ่งวัน ครั้นจะกลับบ้านเลยก็รู้สึกใช่ที่ชอบกล แต่แล้วก็ไม่มีที่ไปอยู่ดี

เลยแกร่ว ๆ ดูพวก rotate 4 ถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่ จนกุ้ง-ยุทธนา ชวนเป็นเพื่อนเดินไปเอาเค้กที่สีลม ก็เลยออกมา... แต่ไป ๆ มา ๆ คุณกุ้งเกิดต้องไปตามหากระเป๋าพยาบาลที่ยืมไปเยี่ยมบ้านสัปดาห์ก่อน ก็เลยยังไม่ได้ไปเอาเค้ก ไอ้เราก็... เมื่อกี้คุยเรื่องเห็นป้ายว่า LoFt มาเปิดที่จามจุรีสแควร์ ก็เลย... ไปก็ไปวะ (สอบเสร็จคราวก่อนก็ไปสำรวจจามสแควร์ อะไรมันจะสิ้นคิดขนาดนี้)

ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไป (ช่างไม่คุ้มเสียนี่กระไร แต่มาโผล่ฝั่ง ถ.ราชดำริแล้ว ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนอกจากเดิน) ก็ไปขึ้นลงบันไดเลื่อนสำรวจ ๆ อีกรอบ ก็เจอว่านอกจาก LoFt แล้ว...

Daiso at Chamchuri Square

มี Daiso มาเปิดด้วยแฮะ

(ส่วน LoFt ไม่ยอมให้ถ่ายรูป)

LoFt ก็... ขนาดร้านใหญ่ปานกลางอยู่ สัก 3 unit ได้มั้ง (ตอบละนะ) ส่วน Daiso นี่ เดินเข้าไปนี่ต้องคอยระวังกระเป๋ากลัวจะเกี่ยวอะไรร่วงกราวลงมา

(พูดถึงกระเป๋านี่... วันนี้แบกชีทไปด้วย ก็ไม่ได้เยอะแต่ว่าหิ้วไปหิ้วมาทั้งวัน เลยชักสงสัยว่าพวกผู้หญิงเค้าทนแบกบ้านใส่กระเป๋า Harrods (ปลอม) หิ้วไปมาทุกวันได้ยังไงกัน)

ขึ้นไปศูนย์หนังสือจุฬาฯ เห็น gift set ผ้าขนหนูหรรษา น่ารักดี (แต่ไม่กล้าถ่ายรูป หลังจากเผชิญหน้ากับพนักงาน LoFt มา)

แล้วก็เจอว่าเสื้องานบอลออกแล้ว (อบจ. นี่... แต่ละปีจะทำงานต่อเนื่องกันสักนิดไม่ได้เลยรึไง เว็บเกือบ ๆ จะดีเมื่อไรก็เริ่มใหม่เมื่อนั้น คนจะดูนี่ต้องควานหาใหม่ตลอด) ก็เลยได้จุดหมายไปศาลาพระเกี้ยวต่อ...

เดินต๊อก ๆ ทะลุผ่านซอยข้างคณะบัญชี (หน้าตึกมหิตลาธิเบศร์ ซึ่งตอนแรกชื่อตึกนวัตวิทยาการ) อ๊ะ มีตลาดนัดด้วยแฮะ (เฉียด ๆ เข้าไปดูหน่อย แต่ก็ไม่เคยซื้ออะไร)

เสื้องานบอลปีนี้มีแบบเดียว (ไม่แยกชาย-หญิง) และบอกขนาดเป็นนิ้วครับ

ถูกใจมากมาย... ทำไมไม่ใช้ระบบนี้เป็นมาตรฐานให้หมดนะ จะได้ตัดปัญหาความ [arbitrary] ของขนาดเสื้อที่ช่างเป็นปัญหาตลอดกาลไปได้ซะ

เสื้องานบอล ไซส์ 38

(ตอนที่ไปซื้อนี่ไซส์ 40 กับ 44 หมด ไม่งั้นก็อาจจะพะวงเลือกอยู่อีกนานอยู่ดี)

เรื่องปัญหาขนาดเสื้อนี่เห็นสด ๆ ล่าสุดก็เรื่องเสื้อ extern นี่แหละครับ

แต่อันนี้ปัญหาหลักเกิดจากเสื้อที่ลองกับเสื้อที่ได้จริงขนาดไม่ตรงกันเสียมากกว่า

ขำดี... วันที่ 27 พ.ย. เป็นเทศกาลวิตกจริตหมู่ ไปนั่งยืนดูเพื่อน ๆ ลองเสื้อแล้วลองอีก (เชื่อได้ว่าปุริมลองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมากว่า 20 รอบ)

(ที่จริงผู้เขียนก็ไม่ได้น้อยหน้าเท่าไร... หลังจากสั่งไปแล้วโดน psycho ก็ไปวิ่งเต้นขอแก้ เสร็จแล้วก็แก้กลับอีก)

แต่เอาเถอะ ประเด็นก็คือถ้าบอกขนาดเสื้อเป็นตัวเลขตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องมาตั้งชื่อขนาดให้ผิดไปจากความเป็นจริงเพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้ซื้อให้วุ่นวายอีก (ทำไมเสื้อผู้หญิงถึงมี SSS ถึง M ขณะที่เสื้อผู้ชายมีขนาด S ถึง XXL? เพราะผู้หญิงอยากได้ชื่อว่าตัวเล็กส่วนผู้ชายไม่อยากหรือเปล่า)

...

ได้เสื้อแล้วก็ขึ้นรถป๊อพไปสยาม... (ไม่มีทางอื่นไป เพราะไม่มีแผนไปหอกลางหรือรร.เตรียมฯ และไม่อยากเดิน)

แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้ากลับ เพราะมาสยามแล้วก็ต้องแวะ Kinokuniya/Asia Books พอเป็นพิธีก่อน

และก็เผื่อว่าในฐานะที่เพิ่งสอบเสร็จ อาจจะได้บังเอิญเจอใครด้วย (เรื่องของเรื่องคืออยากอวดเสื้อ)

ขึ้นไป Kino... ติดใจ A History of Thailand (Chris Baker & Pasuk Phongpaichit) ก็เลยเดินไปสำรวจราคา Asia Books (ตาม routine) ปรากฏว่าไม่มีของ แต่ที่สยามดิสฯ มี ก็เลยเดินต๊อก ๆ ไปสยามดิส (แต่ดันเสร่อไม่รู้ว่าเค้ามีงาน Asia Books Carnival ที่ Living Mall ชั้น 3)

ที่ Asia Books สยามดิสฯ ก็เจอผลของปรากฏการณ์กระแสคลื่นซัดถล่มของ Twilight... อะไรมันจะปานนั้น

Twilight series out-of-stock notice at Asia Books

(ป้ายบอกให้ลงชื่อจองหนังสือ)

ได้หนังสือแล้วแต่ยังไม่เห็นเจอใครเลย... (ยังไม่ได้อวดเสื้อ) ก็เลยขึ้นไปสำรวจหน้าโรงหนังดีกว่า (กะว่าเจอชัวร์ ไม่เจอก็จะกลับมาโพสท์บล็อกว่าแปลกที่ไม่เจอใครละ) แล้วก็เจอจริง ๆ: เจอเบิร์ด-นรเชษฐ์ กับเค้ก-กฤษณะ ก็หายประสาทกับเสื้อสักที

ว่าไปแล้ววันนี้ราวกับโรงเรียนครึ่ง กทม. สอบเสร็จพร้อมกันโดยแอบนัดหมายเล็ก ๆ... ทั้งห้าง (โดยเฉพาะโรงหนัง) มีแต่เด็กนักเรียนเต็มไปหมด

เดินไปเดินมาเย็นละ... กลับบ้านได้สักที

จบวัน จบปี (ถ้าสอบไม่ตกน่ะนะ) เตรียมเป็น extern โง่ต่อไป - -'

12 December 2008

สืบเนื่องจากกระทู้นี้ที่บอร์ด DekTriam.net...

(เป็นกระทู้ล็อกเฉพาะสมาชิก... คาดว่าผู้ที่หลงเข้ามาอ่านบล็อกจะมีอยู่ท่านเดียวมั้งที่เป็นสมาชิกบอร์ด ยังไงคนอื่นสงสัยเรื่องเนื้อหาติดต่อหลังไมค์ละกันครับ)

ก็เป็นกระทู้กระแสอีกกระทู้นึง เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อเร็ว ๆ นี้... แต่ประเด็นที่สงสัยมากคือเรื่องปฏิกิริยาตอบสนองของชาวบอร์ด

เพราะตัวเองอ่านดูแล้วก็รู้สึกอยู่ว่าประชดได้สะใจ+ขำดี และออกชัดเจนมาก แต่คนตอบกระทู้จำนวนมากกลับไม่คิดอย่างนั้น ก็เลยสงสัยว่าสมัยที่อายุเท่านั้นความคิดเรายังตามไม่ทันกันขนาดนั้นเชียวเหรอ หรือว่ามันเป็นความแตกต่างของบุคคลมากกว่า?

(ผู้อ่านบล็อกที่กล่าวถึงเห็นแล้วก็ช่วย comment ด้วยนะครับ)

6 December 2008

เห็นนี่ที่ตลาดมวกเหล็ก...

Game cartridges

ผู้อ่านบางคนอาจจะเกิดไม่ทัน... มันคือตลับเกม (เครื่อง Famicom?) ครับ...

ไม่ได้เก่าแก่มากมายด้วย เห็นตราประทับเจ้าพนักงานบอกว่าปี 2546

ใครยังมีเครื่องอยู่บ้างไหมเนี่ย... เหอะ ๆ

1 December 2008

วันนี้วันเอดส์โลกครับ

ปีนี้เพื่อน ๆ คุ้นเคยกับริบบิ้นแดงกันแล้ว... คำถามจะเป็นว่าวันไหนแทน

พอดีบ่ายวันนี้เป็น SDL (ที่จริงควรไปช่วยรับเสด็จ แต่ไม่มีเสื้อแขนยาว) ช่วงกลางวันก็เลยแวะไปดูงานเทียนส่องใจที่ลานอาสากาชาด

เพิ่งรู้ว่า NGOs ที่ทำงานเกี่ยวกับ HIV/AIDS มีเยอะขนาดนี้...

ซุ้มเยอะแยะมากมาย แล้วที่ต่างก็มีกันหมดก็คือโบรชัวร์แจกจำนวนมาก... แต่เห็นอันนี้แล้วเตะตาที่สุด

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้ในกลุ่มชายรักชาย

เค้าเจาะจงกลุ่มเป้าหมายกันขนาดนั้นเชียว~

(เป็นโบรชัวร์ของคลินิกสุขภาพชาย ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ครับ)

Motor Expo: What the..?

ผมเคยบ่นเรื่องความตอแหลของสังคมเรื่องโลกร้อนไปแล้ว...

แต่ผมไม่อยากจะเชื่อครับว่าความตอแหลที่ว่านั้นมันจะมากได้เพียงนี้

Motor Expo 2008 ticket

ไม่อยากจะเชื่อครับ

ผมไม่แน่ใจว่าคนคิดใช้ความหน้าด้านหรือความอยู่ในกะลาทำออกมา แต่มันเป็นไปแล้วจริง ๆ

ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของภาวะโลกร้อน แต่ทำไมงานที่มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะดังกล่าวโดยตรงถึงกล้าเอาปัญหาโลกร้อนมาขายได้?

ผมพยายามคิดว่าคงจะพอให้อภัยได้บ้างถ้าในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปลดปล่อย CO₂ เป็นจุดเด่น แต่จากการประชาสัมพันธ์ที่เห็น ข่าวที่ออกมา และการสอบถามดู ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ถ้าไม่เรียกว่าตอแหล ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วครับ

Update: เรื่องโฆษณา

ใน On ads, rhythm and the BTS ผมลืมพูดถึงโฆษณาที่ผมรำคาญอีกชุดครับ...

<a href="//www.youtube.com/watch?v=CKqi2IZ4RRI">Link</a><a href="//www.youtube.com/watch?v=0RhBtCyN_ew">Link</a>

ผมไม่คิดว่าเมืองไทยประกันชีวิตจะได้ประโยชน์จากโฆษณาที่เปรียบเทียบลูกค้ากับคนที่เต้นแร้งเต้นกาบ้า ๆ บอ ๆ กลางถนน หรือคนแก่หูตึง/ความจำเสื่อม/หื่น ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพแง่ลบทั้งสิ้น ในโฆษณาอันหลัง แม้ว่าโฆษณาจะต้องการสร้างภาพพนักงานให้บริการตอบคำถามได้ทันใจ แต่สารที่ผมได้รับคือภาพความสาระแนและความรู้สึก [patronizing] ที่ไม่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้อยากใช้บริการเลย

แต่พูดถึงโฆษณาประกัน ก็มีอันนี้ที่ถูกใจอยู่ครับ

<a href="//www.youtube.com/watch?v=WvjAE5qkvZg">Link</a>

โฆษณาประกันชีวิต My Lite ของ Ayudhya Allianz C.P. ครับ ผมรู้สึกว่าองค์ประกอบของโฆษณาช่าง [comic] มาก และได้จังหวะลงตัวพอดี จนเวลาเห็นบนรถไฟฟ้าก็อดยิ้มไม่ได้ และมักจะแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ทีเดียวครับ (จังหวะที่เศษเค้กหล่น - ไม่แน่ใจว่าผมเป็นอยู่คนเดียวหรือเปล่านะ)

โฆษณาอีกอันที่ไม่ชอบครับ: Federbräu

<a href="//www.youtube.com/watch?v=ndYn6nqUn3A">Link</a>

ดูแล้วไม่รู้สึกว่าตัวละครผู้ชายจะเป็นคนดีตรงไหนเลยครับ นอกจากจะเก๊กจนน่าถีบแล้ว ยังแสดงท่าทีจ้องจะกินผู้หญิง หลอกลวง ไม่จริงใจ ฯลฯ ถามจริง ๆ เถอะว่าคนที่เจตนาดีจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตะโกนเรียกตั้งแต่ตอนแรกที่เห็นคนลืมพาสปอร์ตไว้แล้ว?

แต่เอาเถอะครับ ล้างด้วยโฆษณา ปตท. (เติมความผูกพัน) ดีกว่า (feel good จนเกือบจะเอียน)

<a href="//www.youtube.com/watch?v=iHdCAw3QDhk">Link</a>

Edit:

มีอีกเรื่องที่ลืมพูดถึงครับ: ถูกใจฉายาแพะการเมือง ที่สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทยตั้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมากมายครับ ตรงใจสุด ๆ - ผมเองยังพูดอยู่หลายครั้งว่าความผิดอย่างเดียวของตำรวจในเหตุการณ์วันที่ 7 คือ [incompetence] เท่านั้นเอง

Last edited 16:28, 4 January 2009

Copyright of posted media are owned by their respective owners.

1 August 2008

1 August 2008

วันนี้เห็นหนังสือเล่มนี้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ...

เคมีสำหรับนิสิตแพทย์ เล่ม 1
ทำไมชื่อหนังสือมันคุ้น ๆ นะ...

สังเกตชื่อผู้แต่ง:

ผศ.ดร.วรวีร์ โฮเว่น
อะ...

แล้วงี้ผมจะหลอกน้องที่ไหนให้ซื้อ Raymond Chang ภาษาอังกฤษได้อีกล่ะครับ~

(แต่ก็เพิ่งทราบว่าอาจารย์เปลี่ยนชื่อแฮะ)

แล้วก็...

ใช้บัตร Smart Purse ขึ้นรถป๊อปได้แล้ว! (หลังจากที่เคยบ่นไว้ที่นี่)

แถมลด 50% ถึงสิ้นเดือนอีกต่างหาก แต่เนื่องจากโดนกล้องหักหลังอีกแล้ว รูปโปสเตอร์โฆษณาเลยหายไปซะงั้น~

เอารูปน้องหมา Smart Purse ไปแทนแล้วกัน (Mascot น่ารักดีแท้)

Smart Purse mascot dog

ป.ล. อัพโหลดรูปใน Flickr เพิ่มนิดหน่อยแล้วนะครับ... รอบนี้มีป้ายอันเดียว (จรสพงษ์เห็นเราสะสมป้ายแปลก ๆ ไปแล้ว)


Last edited: 2008-08-24 18:37

9 July 2008

9 July 2008

วันนี้อาจารย์ปล่อยลงจาก OR เร็วหน่อย เลยไป รร.เตรียมฯ กับต้องลักษณ์กับน้อง Month (ภาษาไทยสะกดยังไงเนี่ย เคยเห็นแต่หมั่นมั้น) เพื่อคุยเรื่องงานตอบปัญหาจุฬาฯ วิชาการ ซึ่งก็ได้พบว่า...

โล่ในห้อง 111

ได้อยู่ในห้อง 111 แล้ว โฮะ ๆ

โล่ Shell Quiz

น่าเสียดายไม่สลักชื่อให้... (จะเอาอะไรนักหนา (วะ) เค้าแจกมาให้เก็บไว้ดูเล่นที่บ้านแล้วไม่พออีกรึไง)

ใครยังไม่ได้อ่าน ก็ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เอ็นทรี On Shell Quiz นะครับ

ที่จริงมั้นอาสาจะถ่ายให้แล้ว แต่ก็... นะ กะมาลงบล็อก ยังยึดคอนเซ็ปต์ไม่ประจานตัวเองอยู่...

...

ที่จริงเรื่องที่อยากจะมาโพสท์วันนี้คือ

First Look: Chamchuri Square

แต่เนื่องด้วยความเสร่อเล็กน้อยถึงปานกลาง เลยโดน (โปรแกรม) กล้อง (สุดชัด) ของ 818 pro หักหลัง... รูปที่ถ่ายมาทำ photo essay หายไปเกือบหมด~ (กรำ)

เข้าใจว่าคงมีเหตุร่วมจาก (non-HC) SD card 4 GiB ที่ไปเดินหาทั่วฟอร์จูนมีขายอยู่ 1 ร้านเมื่อวันก่อน

เซ็งเลย...

เอาเถอะ... งั้นเอาไปดูแค่นี้แล้วกัน

รายชื่อร้านค้า
  • ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด นานมี Asia Books นี่เหมือนตั้งใจจะเอามาประดับบารมี "ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สาขาจามจุรีสแควร์" อันใหญ่โตมโหฬาร บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ซึ่ง...

    ยังไม่เปิด

    [Flash Video] แถมวีดิโอแสดงความโอ่โถง (ความว่าง)

    (บ้าที่สุด เพิ่งรู้ว่าชื่อที่ YouTube โดนแย่งไปแล้ว ชิ (แต่เอาเถอะ ขนาดคนที่ google หาชื่อ (g ตัวเล็กเพื่อแสดงว่าเป็นกริยา) เพื่อยืนยันว่าชื่อใหม่ไม่มีใครซ้ำก็ยังไม่พ้นชะตากรรมนี้...))
  • มี Hardware House กับ iBeat (by iAny) (ยังไม่เปิดทั้งคู่) ด้วยนะเออ
  • TrueLife กับ dtac Shop (ยังไม่เปิด) ด้วย... สะดวกดีจริง... ไม่ต้องถ่อไปถึงสยามพารากอนแล้ว (ไกลสุด ๆ (ประชด))
  • หึ ๆ... ไว้สิ้นคิดมาก ๆ อีกหน่อยอาจจะนัดกินข้าวหรือเลี้ยงน้องแถวนี้ซะเลย...
  • แต่ยิ่งคิดยิ่งดูจะตอกย้ำ stereotype ภาพลักษณ์เด็กจุฬาฯ ที่เคยได้ยินคนพูด ๆ กันเสียจริง

ที่จริงเรื่องจามจุรีสแควร์นี่ก็ขำอยู่... สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดตั้งแต่วันครบรอบสถาปนาจุฬาฯ เมื่อ 26 มี.ค. สัปดาห์ถัดจากนั้นก็มีนาย ก. ถามมา (ตอบไปว่ารู้แต่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดไปแล้ว) แต่ปรากฏว่านาย ก. กับนางสาว จ. ไปถึงก็เจอแต่ตึกที่สร้างเสร็จและเสร็จแค่สร้าง (ข้างในกลวง) ซะงั้น... นี่กว่าจะเปิด (ในสภาพที่ยังก่อสร้างเต็มไปหมด) จริงได้นี่เล่นเอาผ่านไปอีก 3 เดือนกว่า

ซึ่งโทรไปบอกนาย ก. (ที่จริงบังเอิญเห็นตอนนั่งรถเมล์รถโดยสารประจำทางกลับจาก รร.เตรียมฯ - พอดีไม่ได้ติดตามข่าวเท่าไร + ช่วงนี้ไปรถไฟฟ้าเลยไม่ผ่าน) รายนั้นก็ไวซะ... มาก่อนเราอีก

เอาเฮอะ... ที่จริงอยากดูวิวบนดาดฟ้าว่าจะเห็น skyline กรุงเทพฯ ที่ใช้ได้บ้างหรือเปล่า

ทำไงถึงจะได้ขึ้นไปล่ะนี่...

11 May 2008

ปราสาททราย

ที่จริงตอนแรกบอกเจ้าหนี้ไว้ว่าจะลงเรื่องที่ไปอ่าวอุดมกันมา... แต่เอาเข้าก็ไม่รู้จะเล่าอะไร ขืนเล่าไปจะกลายเป็นบันทึกว่าแต่ละวันทำอะไรกันบ้าง เดี๋ยวคนอ่านหลับคาจอกันพอดี

งั้นขอเล่าแค่ว่าวันเสาร์ที่ 3 ก็มี excursion ไปเกาะล้านกัน... ซึ่งก็ได้นี่:

(ถ้าคนอ่านเดาออกว่าพยายามสร้างอะไรจะน่าดีใจยิ่ง)

แล้วไหน ๆ ก็โพสท์รูปปราสาท (สิ่งก่อสร้าง) ทรายแล้ว... เอาอันนี้จากตอนทริปเกาะช้างปีที่แล้วด้วยแล้วกัน

นี่ความจริงพยายามจะสร้าง Neuschwanstein แต่ scale เล็กเกิน... เลยไม่ค่อยจะมีความคล้ายเท่าไร (เอธยาบอกว่าเหมือนนครวัด) พอตอนหลังมีตกแต่งรอบนอกเพิ่มเติมโดยเบิ้ล et al. ก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็น

แล้วก็นี่จากตอนทริป 144 เมื่อปี 2004

น่ะนะ...

ที่พยายามจะสร้างเป็นวัดอรุณนั่นความจริงขุดลอกร่องน้ำไว้ให้เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย... แต่น้ำขึ้นไม่ถึง ต้องรีบกลับไปขึ้นเรือก่อน :( ก็ไม่รู้ว่าตกลงมันได้อยู่รอดจนน้ำขึ้นมาถึงให้ใครได้เห็นหรือเปล่า

ใครอยากดูรูปอ่าวอุดมเพิ่ม ก็ขอ URL มาหลังไมค์แล้วกัน


(ติดตาม entry ที่ 200 ในโพสท์ถัดไป...)

*All photos in this post are copyrighted by their respective owners.

14 March 2008

いらっしゃいませ

อืมม... กลับมาแล้ว (ตั้งแต่วันที่ 11)

ไม่รู้จะเล่าอะไร... ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ (หรือเปล่า?) เช่น...

  • อย่างที่หนังสือนำเที่ยวบอก ไปญี่ปุ่นนี่ฟังคำว่า いらっしゃいませ (irasshaimase) จนหูชาเลย... ประจักษ์จัง ๆ เลยว่าประโยค "สวัสดีครับ เชิญครับ" นี่มันแปลมาจากอะไร (ถ้าจำไม่ผิด เคยได้ยินครั้งแรกที่ร้าน Tsutaya เมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว (นี่เราแก่ขนาดนั้นแล้วเรอะ))
  • เหอะ ๆ... ภาษาญี่ปุ่นที่เคยเรียน... หายไปไหนหมดแล้วไม่รู้ พอจะถามทางเป็นภาษาญี่ปุ่นได้นิดหน่อยก็ฟังที่เค้าตอบไม่รู้เรื่องอยู่ดี... สรุปคือ ฟังภาษาญี่ปุ่นได้น้อยกว่าคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษนิดนึง เลยไม่ค่อยช่วยอะไร (ขนาด katakana ยังจำไม่ได้เล้ย~) แต่อย่างน้อยก็ทำให้ฟังคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากขึ้นหน่อย
  • สัมผัสคลื่นมหาชนที่สี่แยก Shibuya และกระแสชนคนทำงานบนทางเท้า Shinjuku (อันหลังนี่เหมือนเป็นกองทัพ salaryman สักอย่าง... ถึงแม้ทุกคนจะเดินตัวใครตัวมัน แต่ในความตัวใครตัวมันนั้นมันมีความเป็นหนึ่งอยู่อย่างบอกไม่ถูก) สถานี Shinjuku นี่เหมือนเป็น portal อะไรสักอย่างที่พ่นคนออกมาไม่ขาดสาย
  • เจอคนสูบบุหรี่น้อยกว่าที่คิด มาก เผลอ ๆ น้อยกว่าตอนไป Deutschland/Austria อีก (สะกดเยอรมนีไม่ถูก)
  • ทุกคนที่เห็น (ที่ Tōkyō) เหมือนจะพกโทรศัพท์มือถือดูท่าทางสมัยใหม่ แต่คนที่ใส่หูฟังเดินตามถนน/ขึ้นรถไฟ ไม่เห็นจะดูว่าเยอะเท่ากรุงเทพฯ
  • ไม่ได้เห็นเจ้าหน้าที่ชานชาลาผลักคนเข้าไปให้ประตูรถไฟปิด
  • Narita มันอยู่ไกล Tōkyō มาก หรือสุวรรณภูมิมันอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เกินไป?
  • Shinkansen ไม่นิ่มอย่างที่คาดหวังไว้
  • ไม่เห็นรถไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลงสักขบวน (แต่เรียกรถไฟฟ้าว่ารถไฟ)
  • เห็นซากุระบาน 4 ต้น
  • สงครามนี่มันแย่จริง ๆ (ทั้ง Tōkyō แทบจะไม่เห็นอะไรเก่ากว่า WW II เลย)
  • ไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิจาก Shinkansen สาย Tōkaidō แต่ตอนบินกลับกรุงเทพฯ กัปตันเอียงเครื่องบินให้ดูนี่Aerial view of Mt Fuji
  • ป.ล. อีกอย่าง: ไปแล้วชักสงสัยว่าทำไมในโคนันถึงเรียกพวกผู้ร้ายว่าชายชุดดำ เพราะที่ไปนี่ก็เห็นเกือบทุกคนแต่งตัวสีดำกันทั้งนั้น

Last edited: 2008-09-09 23:10