Showing posts with label Society. Show all posts
Showing posts with label Society. Show all posts

1 December 2025

World AIDS Day 2025: Where are we now?

วันนี้เป็นวันเอดส์โลก

ไล่ดูก็เห็นว่าครั้งแรกที่เขียนถึงบนบล็อกนี้ก็ 20 ปีที่แล้วพอดี

และครั้งล่าสุดที่เขียนถึง HIV exceptionalism ก็ 10 ปีก่อน

ในช่วงเวลาที่ผ่านไปนับทศวรรษ เรามาถึงไหนกันแล้วนะ?

ความรู้ความสามารถทางการแพทย์ที่พัฒนาไปมาก ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการรักษาและการป้องกันการติดต่อของโรค จนสถานะของเอชไอวี/เอดส์ นับได้ว่าเปลี่ยนจากวิกฤตสาธารณสุขอันดับต้น ๆ มาเป็นโรคเรื้อรังหนึ่งในหลายโรคที่ต่างมีความสำคัญ

แต่ยิ่งการแพทย์ก้าวหน้าไปเท่าไร เอชไอวี/เอดส์ก็เหมือนจะยิ่งถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของสังคม

ขณะที่ปัญหาอคติที่นำไปสู่การตีตราและเลือกปฏิบัติก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ในมุมหนึ่ง สังคมก็คงจะค่อย ๆ ลืมอคติเหล่านั้นไป พร้อม ๆ กับที่ลืมความน่ากลัวของวิกฤตโรคเอดส์เมื่อ 40 ปีก่อน

แต่นั่นก็แปลว่าเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากมัน

และกว่าจะถึงวันนั้น มันก็ย่อมไม่โอเคที่เราจะปล่อยให้อคติเหล่านั้นดำรงอยู่และสร้างความอยุติธรรมในสังคมต่อไปเรื่อย ๆ

หากเราจะมูฟออนก้าวผ่านความทรงจำของช่วงวันเวลาที่เอชไอวี/เอดส์เป็นโรคมฤตยูที่คนต้องหวาดกลัว เราก็ต้องนำพาสังคมให้ก้าวข้ามและทิ้งทัศนคติเก่า ๆ ที่เป็นภาระตกทอดมาจากยุคมืดเหล่านั้นไปด้วย

เอาจริง ๆ ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทัศนคติต่อเอชไอวี/เอดส์ของสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ รุ่นใหม่ มันเป็นยังไงบ้างแล้ว

ก็คงเพราะเราปล่อยให้มันเป็นเรื่องที่ถูกลืมและไม่ได้พูดถึงกันนั่นแหละ

แต่ถ้าเราไม่ต้องการปล่อยให้ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นสูญเปล่า เราก็ต้องอย่าลืมที่จะพูดถึงมัน เพื่อที่จะชักนำและปรับปรุงทัศนคติของทั้งตัวเราเอง และของสังคมโดยรวม ให้สอดคล้องกับบริบทของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปไกลมากแล้ว


หัวข้อรณรงค์วันเอดส์โลกปีนี้คือ Overcoming disruption, transforming the AIDS response แต่มันออกเป็นประเด็นการเมืองและนโยบายมหภาค เลยไม่ได้มีแง่มุมอะไรที่อยากยกมากล่าวถึง ณ ที่นี้

1 December 2015

HIV Exceptionalism: Still a thing, 30 years on

ในช่วงทศวรรษ 1980 กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวีที่เป็นสาเหตุของโรค ต่างเป็นชื่อที่น่ากลัวและนำมาซึ่งความหดหู่และสิ้นหวัง เพราะในสมัยนั้นเรารู้เพียงว่าโรคมฤตยูที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้นำมาซึ่งความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีวิธีการรักษาใด ๆ ความกลัวนำไปสู่ความรังเกียจ และการตีตราและกีดกันผู้ติดเชื้อ วงการสาธารณสุขจึงตอบสนองโดยสร้างมาตรฐานที่เคร่งครัดเป็นพิเศษสำหรับการตรวจ การดูแลรักษา และการรักษาความลับของผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ ทำให้เอชไอวี/เอดส์กลายเป็นโรคที่มีฐานะพิเศษกว่าโรคอื่นใด ๆ ในปัจจุบัน

ฐานะพิเศษนี้ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า HIV exceptionalism เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงการสาธารณสุขมานานแล้ว Ronald Bayer ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้แสดงทรรศนะซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ตั้งแต่ปี 1991 ไว้ว่า HIV exceptionalism กำลังมีแนวโน้มจะลดความสำคัญลง ขณะที่ความรู้และมาตรการการจัดการโรคต่างพัฒนาก้าวหน้าขึ้น¹ แต่แม้จะผ่านมากว่า 20 ปี และวิทยาการได้พัฒนาจนเปลี่ยนโรคมฤตยูในสมัยนั้นให้กลายเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ หลักการของ HIV exceptionalism กลับยังคงเป็นที่ยึดปฏิบัติอยู่ เช่นเดียวกับการตีตราและกีดกัน ที่ยังฝังรากลึกไม่ยอมหายไปแม้ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้ การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวียังกำหนดให้ต้องมีกระบวนการให้คำปรึกษาก่อนและหลังการตรวจ และเป็นการตรวจอย่างเดียวที่ต้องให้ผู้ป่วยลงชื่อให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ในบางโรงพยาบาลผลการตรวจไม่สามารถเปิดดูผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้เหมือนการตรวจรายการอื่น แต่ต้องเดินไปรับผลซึ่งพิมพ์เป็นสลิปเอกสารลับโดยเฉพาะ อีกทั้งการให้คำปรึกษาและการจ่ายยา ก็มักมีขั้นตอนเฉพาะแยกต่างหากจากโรคอื่น เพื่อรักษาความลับของผู้ป่วย

ทั้งนี้ก็เห็นได้ไม่ยากว่าปัญหาการตีตราที่ยังแก้ไม่ได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ยังต้องคงมาตรการของ HIV exceptionalism ไว้ เพราะตราบใดที่สังคมยังมีความกลัวและรังเกียจผู้ติดเชื้ออย่างไม่สมเหตุสมผล การรักษาความลับของผู้ป่วยก็ยังต้องสำคัญเป็นพิเศษ บริการของคลินิกนิรนามจึงยังคงมีความจำเป็นอยู่นั่นเอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง HIV exceptionalism นี้เองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสนับสนุนให้การกีดกันและการเลือกปฏิบัติยังคงดำเนินอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายสาธารณสุขเพื่อต่อต้านการระบาดของเอชไอวีอีกด้วย เพราะมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะมีขึ้นเพื่อรักษาความลับของผู้ป่วย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำถึงการเลือกปฏิบัติ และเป็นการยอมรับโดยนัยว่าการติดเชื้อเอชไอวีนั้นมีความพิเศษ (หรือน่ากลัว) กว่าโรคอื่นทั่วไป ซึ่งสัญญาณแฝงเหล่านี้อาจปลูกฝังความเชื่อในทั้งตัวผู้ป่วย สังคม และแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์เอง โดยที่ไม่รู้ตัว นอกจากนี้ความยุ่งยากและ “เยอะ” ของมาตรการเหล่านี้ ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ เพราะยังทำให้รู้สึกว่าการตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องใหญ่หลวงที่ต้องคิดหนักก่อนจะปลงใจ แทนที่จะมองว่าเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้คนได้รู้สถานะการติดเชื้อของตนเองและได้รับการรักษาเพิ่มมากขึ้น

นี่ยังไม่กล่าวถึงผลของ HIV exceptionalism ต่อคุณภาพบริการทางการแพทย์ ในสถานพยาบาลหลายแห่ง การห้ามเปิดเผยสถานะการติดเชื้อของผู้ป่วยไปไกลจนถึงขั้นที่ “เอชไอวี” กลายเป็นคำต้องห้ามที่เอ่ยถึงไม่ได้แม้จะอยู่ลับหลังผู้ป่วยและญาติก็ตาม และต้องเลี่ยงไปใช้รหัสลับต่าง ๆ นานา ไม่ต่างจากที่ตัวละครในเรื่อง Harry Potter ไม่กล้าเอ่ยชื่อ Voldemort ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารเป็นอันมาก (และอาจไม่มีประโยชน์อะไร เพราะบ่อยครั้งที่เคยได้ยินพยาบาลส่งเวรด้วยรหัสลับดังกล่าว ก็เห็นว่ายังใช้น้ำเสียงกระซิบกระซาบเหมือนผู้ป่วยเป็นตัวประหลาดหรือไปทำความผิดอะไรมาอยู่ดี) นอกจากนี้ ในอีกหลายกรณีก็ยังมีความลักลั่นระหว่างหลักการกับการปฏิบัติจริงอยู่มาก ดังเช่นในโรงพยาบาลบางแห่ง ที่แม้การตรวจเอชไอวีตามปกติจะต้องขออนุญาตผู้ป่วยก่อน แต่เวลาตรวจเลือดก่อนผ่าตัดแพทย์ก็จะสั่งให้ตรวจเอชไอวีโดยที่ไม่ได้บอกผู้ป่วยแต่อย่างใด เพื่อพิจารณาใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อ (ซึ่งจริง ๆ แล้วตามหลัก universal precautions ควรจะปฏิบัติในผู้ป่วยทุกรายโดยไม่คำนึงถึงสถานะการติดเชื้อ)

ข้อปฏิบัติของ HIV exceptionalism เหล่านี้ จริง ๆ แล้วบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี (เช่นการตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อ) แต่ก็ไม่ควรถูกจำกัดการปฏิบัติเฉพาะกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี มาตรการบางอย่างอาจไม่จำเป็นแล้วในปัจจุบัน แต่บางอย่างก็อาจยังต้องทำ ตราบที่สังคมโดยรวมยังมีความเชื่อและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากนายจ้างยังสามารถเอาสถานะการติดเชื้อมาเป็นเหตุผลไม่รับคนเข้าทำงาน การตรวจเอชไอวีก็ไม่อาจเป็นการตรวจคัดกรองทั่วไปได้ ทั้งนี้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานต้องตระหนักถึงความจำเป็นและเห็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว และเลือกใช้อย่างสมเหตุสมผล ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นการส่งเสริมให้ตนเองและคนอื่นมองผู้ติดเชื้อเป็นตัวประหลาดหรืออันตราย เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติก็ยังคงต้องเป็นการให้ความรู้และเสริมสร้างความเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้การนำเสนอประเด็นดังกล่าวผ่านสื่อ ดังเช่นในซีรีส์ฮอร์โมนส์ตอนที่ผ่านมา² ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เมื่อพิจารณาว่าทุกวันนี้ยังมีข่าวชาวบ้านขับไล่ผู้ติดเชื้อออกจากหมู่บ้าน หรือผลสำรวจของกรมควบคุมโรคที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างถึง 51.2% บอกว่าไม่ยินดีว่ายน้ำในสระเดียวกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และ 40.9% บอกว่าไม่ยินดีให้ลูกเรียนหนังสือร่วมชั้นกับเด็กที่ติดเชื้อ³ ขณะที่ในทางกลับกันบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย กลับไม่ตระหนักถึงอันตรายของพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ก็เห็นได้ว่าหนทางในการแก้ปัญหาและสร้างความรู้ความเข้าใจนั้นยังคงอีกยาวไกล

ถ้าฮอร์โมนส์หนึ่งตอนจะเสนอเรื่องความหมายของการติดเชื้อเอชไอวีได้สู่ผู้ชมสักสองล้านคน โจทย์ที่น่าคิดต่อไปคงต้องเป็นว่าเราจะใช้สื่ออะไร หรือทำอย่างไรได้อีก เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้และแง่มุมอื่น ๆ ให้กับคนที่เหลืออีกทั้งประเทศ

เพราะหากยังไม่สามารถทำได้แล้ว การเข้าถึงผู้ติดเชื้ออย่างทั่วถึงก็จะยังคงเป็นไปไม่ได้ และการเอาชนะเอชไอวี/เอดส์ ก็จะเป็นได้เพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ในสังคมไม่อุดมปัญญาเท่านั้นเอง


10 January 2015

เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้อง...

วันเด็กอีกปี คำขวัญวันเด็กอีกหนึ่งคำขวัญ ที่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่ามีประโยชน์เพียงให้นักเรียนท่องไปตอบครู แล้วปีหน้าก็ลืม

แต่บางอันเราก็กลับไม่ลืมแฮะ สำหรับผมเอง มีคำขวัญวันเด็กที่ยังจำได้อยู่ 2 คำขวัญ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย ของคุณชวน หลีกภัย กับ เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี ของคุณทักษิณ ชินวัตร

อันแรกที่จำได้น่าจะเพราะมันสั้นมาก (มี 9 พยางค์ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาคำขวัญวันเด็กตั้งแต่ พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา) กอปรกับใช้ซ้ำ 2 ปี (พ.ศ. 2541, 2542 ซึ่งสมัยนั้นก็ชื่นชมคุณชวนที่ช่วยให้ไม่ต้องจำคำขวัญใหม่บ่อย ๆ) ส่วนเนื้อความของตัวคำขวัญเองนั้นไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะก็ออกคล้อยตามคำขวัญอื่น ๆ ที่ล้วนแต่บอกให้เป็นเด็กดี มีวินัย ใฝ่ศึกษา ฯลฯ โดยยกคุณธรรมอย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้างขึ้นมาเป็นตัวเด่นในแต่ละปี

ต่างจากคำขวัญของคุณทักษิณที่ฟังดูแล้วรู้สึกได้ว่าผิดแปลกจากธรรมเนียมนั้น เพราะแต่ละประเด็นที่ยกมาล้วนแต่มิใช่หัวข้อประเพณีนิยมที่เห็นกัน เรื่องเรียน แม้ว่าเดิมจะมีพูดถึงก็เป็นในลักษณะว่าให้ขยันเรียนในห้องเรียน เทคโนโลยี ก็เป็นประเด็นร่วมสมัยที่เพิ่งกล่าวถึงครั้งแรก และที่เด่นที่สุดคือคำว่า คิด ที่เพิ่งจะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน (ที่จริงมี ใฝ่ดีมีความคิด ใน พ.ศ. 2527 แต่ความหมายดูไม่ได้ชัดเจนนัก)

ซึ่งเมื่อดูคำขวัญอื่น ๆ ของคุณทักษิณ ก็ยิ่งเห็นชัด ข้อความอย่าง กล้าคิด กล้าพูด และ ขยันอ่าน ขยันคิด นั้นแตกต่างจากคำขวัญเดิม ๆ อย่างชัดเจน (ซึ่งต่อมาคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งคำขวัญในแนวคล้ายกัน มีวลีอย่าง ฉลาดคิด จุดประกายฝัน รู้คิด และ คิดสร้างสรรค์)

ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจที่คุณทักษิณจะเป็นผู้ริเริ่มแหกประเพณีกับคำขวัญวันเด็ก เพราะเขาก็ไม่ได้เป็นคนชอบทำอะไรตามประเพณีนิยมอยู่แล้ว แต่การยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา โดยเฉพาะการบอกให้เด็ก ๆ รู้จักใช้ความคิด แทนที่จะสอนให้เป็นเด็กดีมีคุณธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่แบบเดิม ๆ มันก็เหมือนจะสะท้อนวิสัยทัศน์ (หรือการสร้างภาพลักษณ์?) เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาสังคมของนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นอยู่กลาย ๆ

และไม่ว่าคำขวัญเหล่านี้จะสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีที่แต่งหรือไม่ก็ตาม เราก็ควรตระหนักว่าสาระของคำขวัญเหล่านี้ ที่ว่าเด็ก ๆ ควรจะได้รู้จักเรียนรู้และมีความคิดเป็นของตัวเอง คือแนวคิดที่เราต้องเปิดรับเพื่อให้สังคมสามารถพัฒนาไปได้ในโลกปัจจุบัน

แต่ถึงกระนั้น ทางเดินก็คงยังอีกยาวไกล เพราะเช่นเดียวกับประเพณีคำขวัญวันเด็กที่เปลี่ยนยากเพียงไร แนวคิดอำนาจนิยมของผู้ใหญ่ในสังคมไทยก็คงฝังรากลึกไม่ต่างกัน ดังที่เพลงหน้าที่ของเด็ก (ที่ขึ้นต้นว่า เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน) ยังคงพร่ำสอนเด็ก ๆ ถึงคุณธรรมตามค่านิยมในการสร้างชาติเมื่อ 60 ปีที่แล้วอยู่ในปัจจุบัน


  • ความภูมิใจอย่างหนึ่งในการเป็นนักเรียนสาธิตเกษตรของผม คือการร้องเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีไม่เป็น (ที่โรงเรียนไม่เคยเปิดให้ฟัง พอได้ยินครั้งแรกก็โตพอที่จะกังขาข้อแรกที่ว่าต้องนับถือศาสนาแล้ว เลยไม่เคยสนใจจำมาจนถึงปัจจุบัน)
  • เพิ่งเห็นคนแชร์บทสัมภาษณ์ ณัฐนันท์ วรินทรเวช: คำขวัญวันเด็กต้องไม่มีคำว่า ‘ระเบียบวินัย’ จากเว็บ TCIJ – มีแนวคิดที่คาบเกียวกับเอ็นทรีนี้อยู่บ้าง ส่วนประเด็นระเบียบวินัย เคยกล่าวถึงแล้วในเอ็นทรี Standing in line (2): Order v discipline
  • ซีรีส์ Standing in line อีกสองบทความยังไม่ตายนะครับ อีกไม่นานคงจะมา

17 May 2014

Standing in line (2): Order v discipline

บทความที่แล้วเปิดซีรีส์ไปด้วยการบ่นระบบทหาร ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้ดูเป็นเรื่องที่จะต้องเดือดร้อนด้วยเท่าไร ตราบที่ทหารยังอยู่ส่วนทหาร (และไม่คำนึงว่ามีกฎหมายบังคับให้รับราชการทหารอยู่) ความงี่เง่าของระบบเหล่านั้นก็ไม่น่ากระทบอะไรกับประชาชนพลเรือนทั่วไป

แต่เรื่องของเรื่องคือ ระบบเหล่านั้นมันไม่ได้จำกัดขอบเขตตัวเอง วันนี้จะขอพาเข้าประเด็นหลักโดยยกพาดหัวรองจากบทความ The New York Times เมื่อ พ.ค.ที่แล้ว ที่เคยอ้างถึงในเอ็นทรี หัวเกรียน? ชุดนักเรียน?

In Thailand’s Schools, Vestiges of Military Rule

ประเด็นที่อยากจะอภิปรายวันนี้ คือองค์ประกอบของระบบทหารที่เราต่างพบเห็นกันเป็นประจำในพื้นที่สถาบันการศึกษาไทย หรือ “school regimentation” ที่กล่าวถึงในชื่อบทความดังกล่าวนั่นเอง

ผมคงไม่ขอร่วมวิเคราะห์ว่าธรรมเนียมการเข้าแถวเคารพธงชาติ แต่งเครื่องแบบ ตัดผมสั้น เชื่อฟังคำสั่งครู ฯลฯ ในโรงเรียนนั้นมีที่มาเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบทหารในสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างไรหรือไม่ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมเนียมเหล่านี้ได้ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ยังคงแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

และด้วยความฝังลึกนี้ ทุกครั้งที่มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมเนียมการปฏิบัติดังกล่าว เราก็มักได้เห็นการอภิปรายถกเถียงเป็นวงกว้าง ทั้งในสื่อมวลชนและชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ และก็ไม่พ้นที่จะต้องได้เห็นข้อสนับสนุนที่ว่าธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ล้วนสำคัญ เพราะเป็นการปลูกฝังระเบียบวินัยให้เยาวชนได้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมต่อไปในอนาคต

ที่บทถกเถียงเหล่านี้ไม่เคยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันได้ อาจเพราะความเห็นที่ต่างกันสุดขั้วก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแต่ละฝ่ายยังไม่เข้าใจว่า ระเบียบวินัย ที่ต่างอ้างกันนั้นหมายถึงอะไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เองก็ไม่ค่อยช่วยอะไร เพราะให้คำจำกัดความไว้ซ้ำซ้อนกันว่า ระเบียบ คือ แบบแผนที่วางไว้เป็นแนวปฏิบัติหรือดำเนินการ ส่วน วินัย คือ ระเบียบแบบแผนและข้อบังคับ, ข้อปฏิบัติ

ผมจึงขอเสนอคำจำกัดความใหม่ สำหรับอธิบายแนวคิดของผมต่อประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ โดยผมจะกำหนดให้ ระเบียบ (order) หมายถึงการปฏิบัติอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย ส่วน วินัย (discipline) หมายถึงการควบคุมตนตามกาลเทศะอย่างสมควร

บอกแค่นี้อาจจะยังเห็นไม่ชัดเจนว่าแล้วตกลงมันต่างกันยังไง ลองดูตัวอย่างครับ ยกประเด็นต้นเรื่องเลยคือการเข้าแถว สมมุติว่าครูสั่งให้นักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติ ซึ่งนักเรียนก็ยืนตรงได้ไม่ยุกยิก เข้าแถวเรียบร้อยเป็นแนวตรงทั้งแถวตอนแถวหน้ากระดาน อันนี้คือที่ผมเรียกว่ามีระเบียบ แต่หากนักเรียนเข้าแถวได้อย่างนั้นเฉพาะเวลาที่มีครูยืนคุมอยู่ ก็ไม่เรียกว่ามีวินัย เทียบกับการเข้าแถวต่อคิวรับถาดอาหารกลางวัน ถ้านักเรียนต่อคิวกันเป็นแถวโดยไม่ต้องคอยสั่ง ไม่มีคนแซงคิวแม้จะไม่มีครูคอยยืนคุม นั่นคือที่ผมเรียกว่ามีวินัย แม้อาจจะไม่ได้มีระเบียบ คือนักเรียนไม่ยืนตรง แถวเบี้ยวไปมาก็ตาม

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะพอเดาได้ว่าแนวคิดที่ผมจะเสนอคืออะไร ครับ เมื่อกำหนดความหมายแยกกันให้ชัดเจนแล้ว ผมเชื่อว่า วินัย คือสิ่งที่สำคัญต่อปกติสุขของสังคมมากกว่า เพราะในชีวิตประจำวันเราไม่มีใครมาคอยคุมให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์และมารยาทของสังคมอยู่ตลอดเวลา คงไม่มีประโยชน์ที่ทุกคนจะสามารถเข้าแถวเคารพธงชาติได้ตรงเป๊ะทุกวันเช้าเย็น ถ้าเวลาขึ้นรถเมล์เราจะกลับยืนออเบียดเสียดแย่งกันแซงขึ้นรถตรงหน้าประตูจนผู้โดยสารบนรถลงไม่ได้ และก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะกำหนดฝั่งขวาหรือซ้ายของบันไดเลื่อนให้ยืนหรือเดิน หากกำหนดไปแล้วคนจะไม่ปฏิบัติตาม

ไม่ใช่ว่าระเบียบไม่สำคัญ เพราะเมื่อมีวินัยในการปฏิบัติอะไรแล้วก็ย่อมต้องอาศัยระเบียบช่วยกำหนดให้การปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างเรียบร้อยตามมา ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับส่วนหนึ่งในคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่อ้างไว้ในบทความที่แล้ว ที่ใช้วงโยธวาทิตเป็นสัญลักษณ์แทนความงี่เง่าของระบบทหาร เพราะการควบคุมร่างกายให้ผสานเข้ากับจังหวะดนตรีนั้นก็ต้องอาศัยทั้งระเบียบและวินัยร่วมกันในระดับสูง ไม่ต่างจากที่สมาชิกวงออร์เคสตราต้องมีทั้งระเบียบและวินัยในการเล่นจึงจะบรรเลงดนตรีออกมาได้พร้อมเพรียงโดยไม่ผิดเพี้ยน

แต่การบีบบังคับให้อยู่ในกรอบ (regimentation) ที่ปฏิบัติกันในโรงเรียนนั้น แม้จะสร้างสภาพที่มีระเบียบได้แต่ก็แค่ชั่วคราว และที่สำคัญ ไม่น่าจะช่วยปลูกฝังวินัยได้แต่อย่างไร เพราะอาศัยแต่การเฝ้าควบคุม (และอาจจะกดขี่) อยู่ตลอดเวลา สภาพบีบบังคับเช่นนี้ ถึงแม้ในเบื้องต้นอาจจะสามารถขู่ให้ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจเกรงกลัวและไม่กล้าละเมิดระเบียบ ด้วยกลัวว่าจะถูกลงโทษ แต่ในเบื้องลึกแล้วกลับเป็นการบ่มเพาะความรู้สึกต่อต้าน ที่จะส่งผลในทิศทางตรงข้ามเมื่อมันมากจนทนไม่ไหว หรือเมื่อแรงบีบบังคับนั้นอ่อนลง

การปลูกฝังระเบียบและวินัยที่แท้จริงนั้น ต้องมาจากความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นอิสระและมีความสามารถที่จะทำความรู้ความเข้าใจกับโลกรอบตัวได้ ครูจะตรวจผมตรวจเครื่องแบบนักเรียน จะยืนเฝ้าเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติเป็นสิบปี หากทำไปเพียงด้วยสภาพบังคับที่ไม่มีเหตุผล ก็คงไม่เหลืออะไรหลังจากที่นักเรียนเรียนจบพ้นเงื้อมมือครูไปแล้ว แต่การสอนให้นักเรียนรู้จักคิดถึงสังคมและคนรอบข้าง ให้เห็นและเข้าใจว่าการเข้าคิวจะช่วยให้ตนเองและเพื่อนทุกคนได้ทานอาหารกลางวันโดยเรียบร้อยตามความประสงค์ นั่นต่างหาก คือสิ่งที่โรงเรียนควรทำเพื่อปลูกฝังระเบียบวินัย

10 April 2014

Standing in line (1): On orders and the military

This topic brings me to that worst outcrop of the herd nature, the military system, which I abhor. That a man can take pleasure in marching in formation to the strains of a band is enough to make me despise him. He has only been given his big brain by mistake; a backbone was all he needed. This plague-spot of civilization ought to be abolished with all possible speed. Heroism by order, senseless violence, and all the pestilent nonsense that goes by the name of patriotism—how I hate them!
– Albert Einstein

ตั้งใจจะเล่าถึงแนวคิดของตัวเองเกี่ยวกับระบบกฎเกณฑ์ระเบียบต่าง ๆ ในสังคมมาพักใหญ่ แต่ก็ยังไม่ได้เขียนลงบล็อกสักที วันนี้เนื่องในโอกาสเทศกาลเกณฑ์ทหาร และดราม่าณเดชน์เป็นหืดที่เพิ่งผ่านไป ก็ขอเริ่มต้นซีรีส์บทความสี่ตอนนี้ด้วยเรื่องทหาร ๆ หน่อยแล้วกัน

คำกล่าวของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ยกไว้ข้างต้น อันที่จริงก็สะท้อนแนวคิดของผมเกี่ยวกับระบบทหารได้ค่อนข้างดี หรือกล่าวสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือ ผมเกลียดระบบทหารครับ

ที่จริงเหตุผลทั่วไปที่คนจะเกลียดการทหารนั้นก็ง่าย ๆ ไม่น่าต้องอธิบายอะไรมากมาย คือทหารเป็นสถาบันที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนองธรรมชาติความป่าเถื่อนของมนุษย์ ที่รังแต่จะฆ่าฟันทำลายกันเวลามีความขัดแย้ง ถึงแม้ทุกวันนี้มนุษย์จะยังหนีไม่พ้นความป่าเถื่อนดังกล่าว แต่การดำเนินวิถีแห่งความรุนแรงนี้ย่อมได้กลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจสำหรับผู้ที่แสวงหาความเจริญในสังคมปัจจุบันที่พัฒนามามากแล้ว

และถึงแม้ในปัจจุบันทหารจะมีบทบาทที่สำคัญนอกเหนือจากการสู้รบ คือเป็นกองกำลังอเนกประสงค์ โดยเฉพาะในการบรรเทาสาธารณภัย และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ จำนวนมากเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะการทหารและการสงคราม ผมก็คิดว่าน่าเสียดาย หากมนุษย์เราจะจำกัดพัฒนาการของตัวเองให้อยู่แต่บนพื้นฐานของความรุนแรง

แต่ความรุนแรงนี่ก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ผมว่าเกลียดระบบทหารหรอกครับ อันที่จริงก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองถือแนวความคิดนี้มานานแค่ไหนแล้ว แต่พอจะนึกออกว่าตอน ป.5 ไปเข้าค่ายลูกเสือที่โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ (อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม) แล้วครูฝึกบอกกฎในการอยู่ค่าย 3 ข้อ คือ

  1. ครูฝึกถูกเสมอ
  2. เหมือนกับข้อ 1
  3. หากคิดว่าครูฝึกผิด ให้ย้อนกลับไปดูข้อ 1 และข้อ 2

ถึงเขาจะตั้งใจพูดเป็นมุกตลกที่พอขำได้เล็กน้อย แต่ผมก็จำได้ว่ารู้สึก "อะไรวะ" กับ "กฎ" ดังกล่าวมาก คือ ถูกคือถูก ผิดก็คือผิด จะกำหนดให้คนพูดผิดเป็นถูกได้ได้ยังไง

และจะบังคับให้คนสักแต่ทำตามคำสั่งโดยไม่ใช้สมองคิดว่าคำสั่งนั้นมันควรไม่ควรได้ยังไง

ครับ ปัญหาที่ผมมีกับระบบทหาร ก็เหมือนที่ไอน์สไตน์กล่าว มนุษย์มีวิวัฒนาการมา มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง จะมาบังคับให้ทำตามคำสั่งโดยไม่สนเหตุผลความเหมาะสมถูกผิดอะไรทั้งสิ้นมันใช้ได้ที่ไหน แล้วยิ่งวัฒนธรรมอำนาจนิยมนี้ถูกผสมกับอิทธิพลของพื้นฐานความป่าเถื่อน เกิดเป็นความหยาบคายในวาจาและกิริยาทุกชั่วขณะ ผมก็ยิ่งรับไม่ได้ครับ

ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้วิจารณ์ลอย ๆ โดยที่ไม่เคยสัมผัสเองนะครับ ผมก็เหมือนเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ที่เข้ารับการฝึกวิชาทหาร (รด.) ถึงชั้นปีที่สาม และผมยินดีที่จะบอกว่าผมไม่ประทับใจกับระบบการฝึกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

ผมไม่แน่ใจว่าผมเป็นคนเดียวหรือเปล่าที่อ่านหนังสือคู่มือ นศท.ที่แจกมาชั้นปีละเล่ม แต่ผมอ่านครับ ถึงแม้จะไม่ครบทุกบท แต่ก็มากพอที่จะเห็นว่าเนื้อหาที่เป็นสาระมันมีอยู่ ผมรู้จากที่อ่าน ว่าการยืนตรงที่ถูกต้องนั้นปลายเท้าต้องห่างกันเท่าไร รู้ว่าการทำขวาหันจะต้องยกปลายเท้าขวาและส้นเท้าซ้ายในจังหวะไหน รู้ว่าการทำความเคารพโอกาสไหนต้องใช้วิธีใดบ้าง

แต่ในความเป็นจริง ครูฝึกกลับแทบจะไม่เคยบอกหรืออธิบายหลักการใด ๆ นั้นเลย

ในความเป็นจริง เราได้เห็นแต่ครูฝึกตะโกนออกคำสั่ง สั่งแล้วสั่งอีก สลับกับลงโทษที่ทำไม่ถูกใจ โดยที่คนถูกสั่งก็ไม่รู้ว่าไอ้ที่สั่งจริง ๆ แล้วมันต้องทำยังไงกันแน่ ได้แต่ทำตามกันมั่ว ๆ ไปเรื่อย ๆ แบบลองผิดลองถูก จนกว่าครูฝึกจะพอใจ

ทั้ง ๆ ที่หากอธิบายดี ๆ ให้เข้าใจกันแต่แรก ฝึกทำแค่ไม่กี่ครั้งก็น่าจะได้แล้ว เพราะแต่ละคนก็มีสติปัญญาพอที่จะคิดเป็น แต่ทหารกลับห้ามไม่ให้ใช้สติปัญญานั้น และอาศัยแต่การกดดันด้วยความรุนแรงทางวาจาแทน

มันสูญเปล่าไหมล่ะครับ

และยิ่งมองภาพรวมของการฝึกวิชาทหารแล้ว ผมก็ยิ่งว่ามันสูญเปล่ามากมายจริง ๆ

ผมไม่เคยออกความเห็นเวลาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าควรยกเลิกการเกณฑ์ทหารหรือไม่ เพราะถึงแม้ผมจะเกลียดระบบทหาร และกังขาในความลักลั่นของกฎหมายที่กำหนดว่าผู้ชายมีหน้าที่รับราชการทหาร ขณะที่รัฐธรรมนูญระบุว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ผมก็เข้าใจว่าในโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ อย่างไรเสียระบบทหารก็จะยังคงมีอยู่ และยังไม่เห็นภาพว่าระบบการเกณฑ์ทหารจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไรได้บ้าง ขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลกก็ยังใช้กัน

แต่ประเด็นการปรับเปลี่ยนระบบการเกณฑ์ทหารนี้สัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างกำลังสำรอง ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งที่ผมเห็น คือความไร้ประสิทธิผลของการฝึกวิชาทหาร พูดตรง ๆ คือการเรียน รด.นี่มันปาหี่สุด ๆ นอกจากการได้สัมผัสระบบทหารว่าเป็นอย่างไรแล้ว ผมไม่เห็นว่าการฝึก 240 ชั่วโมงกับไปเขาชนไก่อีก 5 วันนี่มันจะได้ช่วยให้ นศท.สามารถเป็นทหารได้จริงขึ้นมาตรงไหนเลย

ผมอาจจะคิดไปเอง แต่ผมยังรู้สึกว่าสำหรับ นศท.จำนวนมาก การฝึกส่วนใหญ่นั้นเหมือนการเล่นเกมอะไรสักอย่าง (ปนกับฝึกความอดทนและเลอะเทอะอีกบ้าง) มากกว่าจะเป็นการฝึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่จะเกิดสงคราม

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าน่าเสียดายอะไรหรอกครับ (เพราะถ้าจะให้ฝึกจริงจังแล้วจะต้องโหดขนาดไหน ผมก็ไม่อยากเหมือนกัน) เพียงแต่คิดว่า ถ้าจะให้ตัดหัวเกรียนสามปีแล้วได้แค่นี้ (อย่าว่าแต่พร้อมเป็นทหารเลย แค่เข้าแถวอย่างมีระเบียบวินัยก็ยังไม่เห็นจะทำกันได้) ก็อย่ามีเสียเลย แล้วเอางบประมาณไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์กว่านี้น่าจะดีกว่า

4 April 2014

น้องผู้ชายที่นั่งทำการบ้านกับตาชั่งตรงทางเดินรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยฯ

วันนี้เห็นการวิพากษ์วิจารณ์โฆษณาของไทยประกันชีวิตที่เพิ่งออกมาใหม่ รวมถึงข้อทักท้วงจากมูลนิธิกระจกเงา แล้วจึงนึกถึงน้องผู้ชายที่นั่งทำการบ้านกับตาชั่งตรงทางเดินรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยฯ...

คนที่เดินผ่านตรงนั้นบ่อยช่วงราว 10 ปีที่แล้วอาจจะจำได้ น้องเค้าจะนั่งทำการบ้านอยู่กับเครื่องชั่งกับกระป๋องรับเงินเป็นประจำเกือบทุกวัน มีป้ายข้อความเรื่องประมาณเกี่ยวกับหาเงินเรียน/ช่วยทางบ้านวางเอาไว้

ดูเหมือนจะมีคนสนใจเรื่องของน้องเขาพอควร เพราะต่อมาก็เห็นมีบทความข่าวถ่ายเอกสารแปะฟีเจอร์บอร์ดมาวางแทน ผมเจอน้องเค้าทุกวันก็สนใจอยากรู้เรื่องราวดังกล่าวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปดูบทความนั้นใกล้ ๆ หรือคุยกับน้อง

เพราะรู้สึกไม่ค่อยดีที่จะไปอยากรู้ก็ส่วนหนึ่ง เพราะไม่รู้จะคุยอะไรก็ส่วนหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วเหตุผลหลักที่ไม่กล้านั้น คือเหตุผลเดียวกับที่อยากรู้ขึ้นมาตั้งแต่แรก

นั่นคือ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ครั้งใดที่เห็นน้องเค้านั่งอยู่ตรงนั้น ก็จะต้องเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง รูปร่างค่อนข้างเตี้ย ผมสั้นไม่เรียบร้อย สวมหมวกแก๊ป ใส่แจ็กเก็ตตัวโคร่ง ๆ ยืนพิงราวทางเดินอยู่ไม่ห่างไปเท่าไรนักเสมอ

แท้จริงแล้วเธอจะยืนทำอะไรผมก็คงไม่ทราบได้ ได้แต่สังเกตว่าน้องกับเธอจะปรากฏตัวร่วมกันทุกครั้ง หากไม่อยู่ก็จะไม่เห็นทั้งคู่ ไม่เคยมีวันใดที่คลาดไปจากนี้เลย

คงไม่ยากที่จะจินตนาการว่าเธอมายืนเฝ้าน้องอยู่ แต่ความคิดนี้ก็นำไปสู่คำถามต่าง ๆ ตามมาอีกมากมาย ทั้งว่าทำไมจึงต้องเฝ้า? ถ้าไม่เฝ้าน้องเขาจะไปไหน? เธอคนนี้เป็นใคร? น้องเขามาจากไหน? ภาพที่เห็นทุกวันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ามนุษย์หรือเปล่า? แต่งั้นแล้วจะไม่มีใครรู้เรื่องแล้วทำอะไรเลยเหรอ? แล้วนักข่าวที่มาทำข่าวล่ะ? แล้วเธอคนนั้นก็ดูรู้จักคุ้นเคยกับบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่วางสินค้ากีดขวางทางเดิน ถ้าเป็นขบวนการอะไรเขาคงไม่กล้าทำอย่างนี้ที่เดิมตลอดทุกวันหรอก? นี่เราคิดอคติไปเองหรือเปล่า? แต่งั้นถ้าไม่ใช่แล้วเธอจะมายืนทำอะไร?

ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านหัวผมเกือบทุกครั้งที่เดินผ่านและเห็นน้องเขานั่งอยู่ตรงนั้น แต่ด้วยความกลัว ทั้งกลัวที่จะเข้าไปข้องเกี่ยว กลัวคำตอบที่อาจจะพบ และกลัวที่จะก้าวออกจากเส้นทางปกติที่เดินตรงผ่านไปเป็นประจำ ผมจึงบอกตัวเองไปทุกครั้งไม่ให้ทำอะไร ได้แต่เมินเฉยต่อความเป็นห่วง และปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นพัดผ่านเลยไป

เวลาผ่านไป ภาพที่เห็นจนชินตานั้นเริ่มกลายเป็นเรื่องปกติ ความคิดกังวลทั้งหลายเริ่มกลายเป็นชาชิน แต่ประกายความเป็นห่วงเล็ก ๆ นั้นก็ยังวาบขึ้นเสมอเมื่อเห็นน้องตรงนั้น แม้จะถูกดับลงอย่างรวดเร็วทุกครั้งก็ตาม

ผมสัญจรผ่านทางเดินรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นประจำอยู่ราว 5 ปี ผมเห็นน้องตลอดช่วงนั้น ตั้งแต่ยังเด็กจนใส่ชุดนักเรียน ม.ปลาย จากนั้นจึงไม่ค่อยได้ผ่านไปทางนั้นอีก ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าเห็นน้องเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไร แต่แม้จะไม่เห็นน้องแล้ว เวลาที่เดินผ่านทางนั้นก็ยังนึกถึงอยู่บ่อยครั้ง และก็ได้แต่นึกเสียดายที่ไม่กล้าหาคำตอบ (เพื่ออย่างน้อยจะได้หยุดความฟุ้งซ่านไว้บ้าง) และคิดในใจหวังให้เรื่องร้าย ๆ ที่เคยกังวลทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่คิดไปเองและไม่จริง

30 March 2014

เรื่อยเปื่อย เรื่องกีฬา

กีฬา

คำนี้ฟังแล้วบางครั้งก็รู้สึกใกล้ตัว แต่บางครั้งก็กลับไกล

ท่านผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยได้เรียน สัมผัส และหัดเล่นกีฬามาบ้าง อย่างน้อยก็จากชั่วโมงพลศึกษาในโรงเรียน

ผมเองจำได้ว่าเคยถูกโรงเรียนบังคับให้เล่นลองสัมผัสกีฬาหลายประเภทอยู่ เท่าที่นึกออกก็มีฟุตบอล บาสเกตบอล แฮนด์บอล แชร์บอล วอลเลย์บอล เทนนิส ปิงปอง แบดมินตัน เซปักตะกร้อ ยิมนาสติก ไอคิโด กระบี่กระบอง วิ่ง กระโดดไกล กระโดดข้ามรั้ว ทุ่มน้ำหนัก พุ่งแหลน ว่ายน้ำ แล้วก็ลีลาศ (ห่วงยางเชลยนี่นับมั้ย?)

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เอาอ่าวสักอย่าง หลังจบมัธยมมาก็เหลือที่มีโอกาสสัมผัสอยู่แค่หยิบมือเดียว

และก็กลายเป็นว่ากีฬาที่เคยเรียนมาเยอะแยะนั้นส่วนใหญ่ก็เหลือมีโอกาสเห็นแค่ในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์และการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ (รวมทั้งกีฬาที่ไม่เคยเรียนด้วย โอลิมปิก ณ ลอนดอนที่ผ่านมา ผมนั่งดู canoe slalom เยอะสุดเลยมั้ง)

แต่นั่นก็น้อยที่ไหนกัน ผมเคยสงสัยอยู่บ่อยครั้งว่าเหตุใดกีฬาจึงได้รับพื้นที่ข่าวมากมายทุกวัน ทั้งที่เทียบกันแล้วมันดูเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราน้อยเสียเหลือเกิน แต่การติดตามกีฬาในฐานะผู้ชมมันก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมทุกวันนี้ และคงยากที่จะชำแหละหาที่มาที่ไป

อันที่จริงแต่ละคนคงมีความใกล้ชิดกับกีฬามากน้อยแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะในฐานะผู้ชมหรือผู้เล่น อย่างตอนมัธยม สามารถแบ่งนักเรียนชายได้คร่าว ๆ เป็นสองสายพันธุ์ คือคนที่เตะบอลตอนพักกับคนที่ไม่เตะ (คงไม่ต้องบอกว่าผมอยู่กลุ่มไหน ที่จริงยังมีพันธุ์ย่อยที่แปลกกว่านั้นอีก เช่นคนที่แวบไปตีเทนนิสก่อนเข้าแถว—อีลีทสุด ๆ)

ซึ่งหลายคนที่เตะบอลตอนพัก ก็ยังคงเล่นอยู่ตอนที่จบมัธยมออกมาแล้ว และหลายคนในกลุ่มนี้ก็ติดตามดูฟุตบอลลีกทางโทรทัศน์ แต่เรื่องของเรื่องคือสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ความเป็นผู้ชมกับความเป็นผู้เล่นมันแทบไม่สัมพันธ์กันเลย

คิดดูแล้วก็มันก็มองได้ว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกอย่างที่ดูในโทรทัศน์เราก็ไม่ได้ทำเองสักหน่อย แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันทั้งใกล้และไกลตัวแปลก ๆ เวลาที่เห็นฝูงชนหน้าจอโทรทัศน์ร่วมเชียร์นักกีฬาทีมชาติแข่งกีฬาที่คนดูต่างก็ไม่มีใครเคยเล่น

ที่จริงแล้วสำหรับกีฬาฟุตบอล ความแตกต่างระหว่างการเป็นผู้ชม-ผู้เล่นนี้อาจจะไม่ได้เห็นชัดเจนมากนัก เพราะในปัจจุบันนี้ฟุตบอลเองเหมือนจะเป็นกีฬาสากลที่ได้แทรกซึมสู่ทั้งผู้ชมและผู้เล่นไปแล้วทั่วทุกหย่อมหญ้า

หรือเปล่า?

มหานครเมืองหลวงแห่งนี้มีพื้นที่เปิดอยู่พอควร (ถึงจะยังไม่ค่อยพอก็เถอะ) และหลายส่วนของพื้นที่เหล่านี้ก็ได้ถูกจัดสรรเป็นสนามกีฬา ลองไล่ดูภาพถ่ายดาวเทียมใน Google Maps ก็จะเห็นสนามกีฬาเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วไป ทั้งตามสวนสาธารณะ สถานศึกษา หมู่บ้านจัดสรร...

และเห็นว่าเป็นสนามเทนนิส บาสเกตบอล และฟุตซอลเกือบทั้งสิ้น~

นึกดูก็ตลกดี โอเคฟุตบอลสนามเล็กนี่ไม่น่าแปลกใจ แต่ในความรู้สึกแล้วเทนนิสเป็นกีฬาที่คนเข้าถึงกันได้ค่อนข้างน้อย ทำไมจึงดูเหมือนว่าจะได้รับการจัดสรรพื้นที่ให้เยอะเกินสัดส่วน หรืออย่างบาสเกตบอล ถึงจะมีคนเล่นพอควร แต่ก็ไม่มากเท่าสนามที่มี ภาพนักเรียนเตะฟุตบอลกันใต้แป้นบาสก็น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันดี

แต่อืม ลำพังสุ่มดูภาพถ่ายดาวเทียมก็คงบอกอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เพราะกีฬาแต่ละประเภทก็มีความต้องการใช้พื้นที่แตกต่างกันไป (ถ้านับพื้นที่จริง ๆ กอล์ฟนี่คงเปลืองสุดละ) ที่อยู่ในร่มก็อีกเยอะ และจริง ๆ แล้วปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กีฬาฟุตบอลเป็นที่นิยมแพร่หลายก็เพราะความเรียบง่ายของมันที่เล่นได้โดยไม่ต้องมีสนามตีเส้นไว้ด้วยซ้ำ

หากเดินผ่านโรงเรียนมัธยมใด ๆ เวลาพักหรือหลังเลิกเรียน ก็คงจินตนาการได้ไม่ยากว่าฟุตบอลคงจะเป็นกีฬายอดนิยมอันดับหนึ่งของยุคสมัย แต่จากการเตร็ดเตร่ผ่านพื้นที่เปิดสาธารณะอื่นหลายแห่ง ผมยังพบภาพอื่น ๆ ที่ทีแรกก็ไม่นึกถึงเหมือนกัน

ตะกร้อ ถึงจะเห็นมาแต่ไหนแต่ไร และเคยเรียนตอน ม.ต้น ผมก็แทบไม่เคยรับรู้เลยว่ามันเป็นกีฬาที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน (จะเข้ามาในความคิดก็แต่เวลามีแข่งซีเกมส์หรือเอเชียนเกมส์) แต่เมื่อลองสังเกตชีวิตริมทางใน กทม. จึงได้เห็นว่ามันก็มีคนเล่นอยู่ทั่วไปไม่ต่างจากฟุตบอลเท่าไรเลย (จะต่างกันก็อายุเฉลี่ยคนเล่นนี่แหละ ที่ดูจะมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ)

เปตอง น่าแปลกใจที่ไม่เคยเรียน (หรือเคยแต่ลืมไปแล้วหว่า?) เพราะที่โรงเรียนก็มีสนามอยู่มากมาย และก็เห็นเขาซ้อมกันอยู่ประจำ ที่จริงไม่ใช่แค่ที่โรงเรียน แต่สนามเปตองนี่น่าจะมีอยู่ในสถานที่ราชการแทบทุกแห่งเลยก็ว่าได้ และก็มักจะเห็นคนเล่นอยู่เนือง ๆ ว่าไปก็น่าสงสัยว่าทำไมราชการต้องเปตอง?

ส่วนแบดมินตันนี่ไม่ได้เห็นบ่อยตามริมทาง (เพราะสนามส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในร่ม) แต่ก็คงไม่พ้นว่าเป็นกีฬายอดนิยมสำหรับครอบครัวชนชั้นกลาง ที่อย่างไรเสียทุกบ้านน่าจะมีหรือเคยมีไม้แบดอยู่อย่างน้อยคู่นึง ที่จะได้หยิบเอามาเล่นกันในซอยหน้าบ้านหรือพื้นที่เปิดใด ๆ ที่สะดวก

คิด ๆ ดูแล้ว กีฬาแต่ละอย่างมันก็คงเป็นที่นิยมของคนต่างกลุ่มกันไป หลายอย่างที่เรารู้สึกว่าไกลตัว นั่นอาจจะเพราะว่าคนที่เล่นกันเขาไม่ได้เป็นส่วนของสังคมที่เราเห็นอยู่ทุกวัน แต่หากลองสังเกต ลองสำรวจโลกรอบตัวดู เราก็อาจจะได้เห็น ว่ามันไม่ได้อยู่ไกลอย่างที่คิดเลย

22 March 2014

Bangkok's taxi problem: Are mobile apps the solution?

It is a perennial topic of grievance for the citizens of Bangkok, and the set-up is all-too-familiar. It is the evening rush hour, and you are trying to find your way among the throngs of commuters travelling in this city of 10 million. It might be the lack of public transport leading where you need to go, you might be unfamiliar with the neighbourhood, or just are in a hurry. But you decide to take a taxi. After several brightly coloured cars pass by, all with passengers, you successfully flag down one with red lights behind the windscreen indicating a vacancy. But when the driver hears where you're headed, he simply shakes his head, refusing to go. You sigh in frustration, but know it's useless to argue, and so try to patiently wait for another cab to come by. The same exchange is repeated a few more times. When one driver finally agrees, you end up gratefully thanking him for upholding his end of the bargain, something which should have gone without saying in the first place.

Such scenes take place daily throughout the city, probably in the thousands. Everyone seems to have been the victim of such refusals. Online communities are rife with criticism and complaints. Discussions regularly pop up on popular discussion forums. Twitter is abound with one-liners featuring fanciful revenge scenarios against passenger-denying cabbies and their lame excuses. The press has periodically picked up on all this anger. All to no avail.

It's not that the authorities are unwilling to accept the problem or that they haven't tried to better enforce the law (denying passengers is illegal, according to the Motor Vehicle Act, B.E. 2522). Rather, there hasn't been much choice in terms of actions that could directly benefit either passenger or driver. Take the Department of Land Transport's hotline, tel. 1584. The complaint-lodging system has existed for years, but with few people bothering to actually report the transgressions they witnessed. Awareness campaigns have done little to promote its use. This is probably because any action taken against the reported drivers remain invisible to passengers, most of whom have little faith in the system to begin with. For them, given the lack of assurance that their feedback produces results, the cost of their phone call is unjustifiable. The system is also prone to abuse. With no evidence required, false complaints can easily be submitted, though moving to better secure the system would further reduce its use.

Other initiatives have also arisen in attempts to fill this void. There are mobile apps that streamline the complaint-lodging process and websites that aggregate openly accessible feedback for individual taxis. However, such attempts haven't proven helpful, either. For user feedback to be of any use, it must be able to directly influence the future selection of cabs by other passengers, thereby rewarding good drivers and punishing bad ones. But there is a disconnect between the availability of feedback and the way we actually pick taxis, which is essentially a lotto, depending on who happens to drive by at that moment.

This is where mobile taxi-hailing apps come in.

The spotlight has been on hired-transport apps this past month. The international expansion of Uber and the regulatory backlash against it, as well as the scuffle between competing taxi apps and authorities in Beijing and Shanghai, show how big a role these apps will have to play in shaking up the workings of this relatively stagnant market. While Uber, a quasi-luxury service that connects passengers and drivers for rides, launched with fanfare in Bangkok earlier this month, two other regular-taxi apps have been operating since late last year, and are growing. Easy Taxi is based in Brazil and operates in 26 countries, while GrabTaxi is local and covers several cities in Southeast Asia. Both of them are currently focused on streamlining the cab-hailing process, providing real-time updates and contact info. But there is still also much potential for expansion in other areas.

These apps currently rely on driver and vehicle screening to achieve a certain standard. This effectively creates a small pool of quality taxis to offer passengers, which works, to a degree. As adoption rates grow, such assurance of quality will become increasingly difficult, and it will be essential to employ some form of user-generated feedback. These apps are in the perfect position to bridge the aforementioned gap between feedback and future rides. Whereas passengers have neither choice nor information when flagging down a taxi on the street, hailing through an app can provide them with both, potentially allowing them to avoid poorly rated drivers. Earlier digital taxi-hailing initiatives such as Governor Apirak's "smart taxi stands" failed in part due to both passengers and drivers not honouring calls. Feedback systems, combined with the increased accountability of hailing through apps, could help address this.

The greatest potential benefit of mobile-hailing apps, however, lie in how they can improve the efficiency of the market. By providing information and conveniently connecting passengers to taxis, they can help reduce the huge transaction costs normally involved, not least by cutting the time cabdrivers would otherwise spend roaming the streets with empty cars. One can easily imagine these benefits mounting as popularity of these apps increase and their underlying systems become more sophisticated. Providing passengers with the nearest cab is a start. Implementing a feedback system is but a step further. A well designed system might soon be able to match passengers and drivers in a way that maximises all parties' interests, e.g. identifying the driver most willing to go to a passenger's destination. This may even eliminate the root causes that created the problem in the first place.

There are many more ways mobile taxi-hailing apps could transform the market. However, not everybody today owns a smartphone. Considerations still need to be given to fairly balancing the provision of services among app-users and those who would rather opt to flag down a cab the traditional way. As seen from the cases in China and elsewhere, drastic changes to the system are likely to be at odds with regulations designed for an earlier era. Eventually, formal changes will be needed. But there is still much room for growth today.

And I am hopeful.

30 June 2013

หัวเกรียน? ชุดนักเรียน?

ช่วงที่ผ่านมาเรื่องทรงผมกับเครื่องแบบนักเรียนก็เหมือนจะเกิดเป็นประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์กันอีกรอบนะครับ ตั้งแต่เปิดเทอมปีการศึกษาใหม่หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการได้ชี้แจงนโยบายเรื่องทรงผมของนักเรียนมา ซึ่งก็มีเหตุให้เกิดความลักลั่นในการนำไปปฏิบัติกันอยู่ให้เห็น ตลอดจนการนำเรื่องเครื่องแบบนักเรียนมาประกอบโครงเรื่องในละครโทรทัศน์¹ ในเวลาใกล้เคียงกับที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนทั้งต่างประเทศ² และในประเทศ³

ผมเองได้เห็นการถกเถียงในเรื่องดังกล่าวผ่านมาแล้วก็ผ่านไปบนโลกออนไลน์หลายรอบ แต่ละรอบก็เห็นประเด็นเดิม ๆ มิได้แตกต่างกันเท่าไร จนระอาที่จะร่วมคิดหรือติดตาม เพราะมองว่ายังไงก็คงเปล่าประโยชน์ที่จะคาดหวังการเปลี่ยนแปลง (อีกอย่างตัวเองก็เลยวัยที่จะเดือดร้อนกับเรื่องเหล่านี้มาแล้ว และวงการศึกษาไทยก็มีปัญหาที่สำคัญกว่านี้อีกมาก) จึงแปลกใจพอควรครับ เมื่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. ออกมากำหนดแนวนโยบายเรื่องทรงผมที่ชัดเจนแบบนี้

แต่ขอกล่าวถึงประเด็นเครื่องแบบก่อนดีกว่าครับ

ให้เวลา 30 วินาที ลองนึกชื่อภาพยนตร์ที่ตัวละครใส่กางเกงนักเรียนสีกากีสักเรื่องนะครับ

นึกออกไหมครับ ผมนึกออกหนึ่งเรื่องคือ ปัญญา เรณู

อาจจะมีเรื่องอื่นอีก แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กชนชั้นกลางในเมืองใหญ่เช่นกัน

ที่ในเนื้อความเขียนว่าเครื่องแบบนักเรียนมันก็เหมือนกันแทบทุกที่นั้นไม่จริงหรอกครับ อย่างเครื่องแบบนักเรียนชายนี่ยังมีสีกางเกงที่ถูกใช้เป็น stereotype บ่งระดับชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ส่วนของนักเรียนหญิงยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งแบบเสื้อ แบบกระโปรง แล้วยังอุปกรณ์ประกอบอีกเต็มไปหมด

หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับค่านิยมของสังคมที่สะท้อนออกมาในภาพยนตร์ ซึ่งมองว่าชุดนักเรียนกางเกงสีน้ำเงินคือโรงเรียนเอกชน สีกากีคือโรงเรียนวัด/โรงเรียนรัฐบาล (โดยเฉพาะต่างจังหวัด) ส่วนสีดำก็มีหมด แต่ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ในเมือง นอกจากนี้ยังมีสีหายาก ลายสก็อตต่าง ๆ ตามแต่โรงเรียนจะรังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างเป็น "เอกลักษณ์" ขึ้นมา (ส่วนสีกรมท่าคนไม่ค่อยรู้จัก ที่จริงสังเกตได้ว่าสัมพันธ์กับโรงเรียนในวัง ทั้งจิตรลดา วชิราวุธ ราชวินิต ฯลฯ แอบสงสัยว่าสาธิตเกษตรจะตั้งใจเลือกมาด้วยเหตุนี้ (ไม่ก็ให้เข้ากับสีม่วง))

แต่ความจริงแล้วต่อให้ไม่มี stereotype ที่ได้จากรูปแบบหรือสีของชุดนักเรียน ค่านิยมของสถานศึกษาแต่ละที่ก็สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันขึ้นมาโดยธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจอยู่แล้ว

ลองนึกถึงภาพยนตร์อีกรอบครับ คราวนี้เอาที่ตัวละครใส่กางเกงนักเรียนสีน้ำเงิน มีสักเรื่องไหมที่ตัวละครจะใส่กางเกงยาวเกินสองคืบ

อันนี้อาจจะกล่าวเกินจริงไปบ้าง (แล้วแต่คืบใคร) แต่ลักษณะการแต่งกายดังกล่าวก็สะท้อนวัฒนธรรมและค่านิยมของนักเรียนหลายโรงเรียน โดยเฉพาะเหล่าโรงเรียนเอกชนชายล้วนที่เก่าแก่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่ามันเกิดมาได้ยังไง แต่ก็รู้สึกทึ่งกับการยึดมั่นในค่านิยมดังกล่าวของบรรดานักเรียนเหล่านั้น โดยเฉพาะเด็กอัสสัมชัญ ซึ่งเพื่อนที่เป็นศิษย์เก่าเคยบรรยายว่ากางเกงนักเรียนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน

ส่วนชุดนักเรียนหญิงก็มีปรากฏการณ์แบบเดียวกัน ดูอย่างสาธิตเกษตรที่นอกจากกระโปรงจะเป็นสีม่วงเด่นขนาดนั้นแล้วยังนิยมใส่กันยาวแทบกรอมข้อเท้าแบบที่ว่าอยากนั่งขัดสมาธิตรงไหนก็ลงไปนั่งได้เลย

ค่านิยมเหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นครับว่าถึงจะมีการกำหนดเครื่องแบบจากเบื้องบนลงมา (หรือต่อให้ไม่มีก็ตาม?) อย่างไรเสียก็จะยังมี "เครื่องแบบ" แห่งค่านิยมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเติบโตแพร่กระจายได้เองในสังคมดำเนินควบคู่ไปด้วยอยู่นั่นเอง

ผมขอไม่ทบทวนข้อถกเถียงทั้งหมดในเรื่องที่ว่าเราควรมีเครื่องแบบนักเรียน/นักศึกษาต่อไปหรือเปล่า เพราะเท่าที่ติดตามดู ก็ไม่เคยเห็นว่าข้อโต้แย้งของฝ่ายไหนจะมีความถูกต้องสัมบูรณ์เหนือกว่า ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ว่าสังคมไทยนั้นนิยมเครื่องแบบ (มาก) เพราะมันตอบสนองความคาดหวังของสังคมทั้งในแง่ที่เป็นสังคมอำนาจนิยมมาแต่เดิม และที่เครื่องแบบนั้นเป็นเครื่องแสดงระดับชั้นทางสังคมที่ชัดเจน แต่ข้อสังเกตเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยตอบโจทย์ในเชิงปทัฏฐาน (normative) แต่อย่างใด หากมองในแง่เสรีภาพ ที่สุดขั้วของการมีเสรีภาพในการเลือกแต่งกายเต็มที่ คือจะให้นุ่งผ้าเตี่ยวหรือแก้ผ้าไปเรียนได้นั้น ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับตามค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคม สุดท้ายมันก็นำไปสู่คำถามพื้นฐานว่าสังคมจะต้องการให้ขีดเส้นตรงไหน ซึ่งเว้นเสียแต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม ก็คงลงเอยที่การรักษาสถานะเดิม (status quo) อยู่ดี

ผมเองยอมรับครับว่าในฐานะนักเรียน ก็คงเลือกที่จะรักษาสถานะเดิมนั้น ไม่ใช่เพราะชื่นชมกับเครื่องแบบอะไรนักหนา แต่เพราะเท่าที่อยู่ในสังคมมา ก็เห็นสังคมที่มีเครื่องแบบอยู่แล้ว และก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไรกับมัน ในทางกลับกัน คนที่เห็นสังคมที่ไม่มีเครื่องแบบมาก่อนก็น่าจะรู้สึกได้ด้วยความคุ้นเคยว่าสังคมแบบนั้นมันไม่ได้มีปัญหาสำหรับเขา การเถียงกันบนพื้นฐานของความคุ้นเคยส่วนตัวว่าอย่างไหนตรงกับธรรมชาติพื้นฐานของสังคมมนุษย์มากกว่ากันนั้นคงไม่เกิดประโยชน์

ในขณะเดียวกัน ความคุ้นเคยนั้นเองก็อาจจะทำให้หลายคนสร้างความคิดเชื่อมโยงเครื่องแบบกับประสบการณ์ในวัยเรียนที่ตนประทับใจได้โดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ GTH (หรือค่ายไหน ๆ ก็ตามแต่) ใช้เครื่องแบบเป็นจุดขายภาพยนตร์ (รวมถึงละครโทรทัศน์ที่กล่าวถึงข้างต้น) ได้อยู่เรื่อย ๆ และก็อาจส่งผลป้อนกลับ (feedback) ให้มีความพยายามรักษาสถานะเดิมนั้นมากขึ้นไปอีกก็เป็นได้

ที่จริงการมีอยู่ของเครื่องแบบนักเรียนนี่คิดดูก็มีส่วนแปลกนะครับ เรามักจะเห็นว่าเครื่องแบบอื่น ๆ มักเป็นเครื่องสะท้อนอภิสิทธิ์เหนือคนทั่วไป ต้องมีสิทธิพิเศษถึงจะได้ใส่ จะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เครื่องแบบนักเรียนนี้ทุกคนต้องใส่หมด (ขอไม่พูดถึงการศึกษานอกระบบซึ่งเป็นส่วนน้อย) มันก็เลยมีส่วนเป็นเครื่องบังคับความเท่าเทียมในสังคมอย่างหนึ่ง (วาทกรรมที่ว่านักเรียนควรภูมิใจที่ได้แต่งเครื่องแบบจึงดูแปร่งๆ เพราะเครื่องแบบนักเรียนมันก็เหมือนกันแทบทุกที่) แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังทำหน้าที่แบ่งแยกชนชั้นผ่านการสะท้อนชื่อเสียงเรียงนามของโรงเรียนที่คนคนนั้นได้เรียนอยู่ดี ในประเด็นความเท่าเทียมจึงตีความได้ยากว่าควรมองเครื่องแบบนักเรียนเป็นสัญลักษณ์ของอะไรกันแน่

แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือความแตกต่างระหว่างประเด็นเครื่องแบบนักเรียนกับประเด็นทรงผม ทั้ง ๆ ที่ก็กล่าวได้ว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันในระดับหนึ่ง (ทรงผมเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ) แต่กลับเชื่อได้ (ทึกทักเอาเอง) ว่านักเรียนที่สนับสนุนหรือเฉย ๆ กับเครื่องแบบจำนวนมาก คงไม่สนับสนุนการตัดผมเกรียน/ติ่งหูด้วยเป็นแน่

เพราะการบังคับทรงผมมันรุกล้ำต่อร่างกาย ภาพลักษณ์ และความเป็นตัวตนกว่าเครื่องแต่งกายมากหรือเปล่า นั่นเป็นคำอธิบายอย่างเดียวที่ผมนึกออก เพราะชุดนักเรียน พอเลิกเรียน วันหยุด ก็ถอดชุดเปลี่ยนได้ แต่ผมเกรียน/ติ่งหู ไม่ใช่อย่างนั้น

อันที่จริงผมก็คงวิจารณ์เรื่องนี้ได้ไม่มากนัก เพราะตั้งแต่ประถมถึง ม.ต้นก็เรียนโรงเรียนสาธิต ไม่เคยถูกบังคับเรื่องทรงผมแบบนี้ จะมามีช่วงที่ต้องรันทดกับหัวเกรียนก็ตอน ม.ปลาย ที่ฝึก นศท.นั่นแหละ (แต่นั่นก็เถียงไม่ได้เพราะขึ้นชื่อว่าสมัครใจ) แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่คิดว่าคนที่ถูกบังคับตัดทรงนักเรียนตั้งแต่ ป.1 จะเกิดความผูกพัน ภาคภูมิใจกับสภาพหัวเกรียนได้แบบเดียวกับเครื่องแบบนักเรียน (ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเห็นนักแสดงหนัง GTH ในสภาพหัวเกรียนด้วยแล้วหรอกมั้ง)

นั่นยิ่งทำให้ผมฉงนกับเหล่าบรรดาผู้ที่เป็นเดือดเป็นร้อน ออกมาดราม่าต่อต้านการยกเลิกผมทรงนักเรียนกันอย่างรุนแรง ว่าเออ มันมีคนที่รักและผูกพันกับทรงหัวเกรียน/ติ่งหูกันขนาดนี้ด้วยเหรอเนี่ย จะว่าเขาเห็นมันมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์แบบการไว้ผมจุกที่จะต้องรอจนก้าวพ้นวัยเด็กในพิธีโกนจุก ในสมัยนี้แล้วก็ไม่น่าใช่ ยิ่งในฐานะนักเรียนเก่าสาธิต ที่ไว้ผมรองทรงได้มาตั้งแต่ ป.1 เลยยิ่งงงกับตรรกวิบัติของพวกเขาที่ว่า ตัดผมแค่นี้ทำกันไม่ได้ โตไปจะมีระเบียบวินัยอยู่ในสังคมได้ยังไง ยิ่งขึ้นไปอีก

พูดถึงความยาวของกางเกง ในคู่มือนักเรียนที่เตรียมฯ กำหนดเรื่องกางเกงไว้ละเอียดมากว่า "ใช้ผ้าเทโรหรือผ้าเสิร์จสีดำ (ห้ามใช้ผ้าเวสปอยส์) มีจีบข้างหน้าด้านละ ๒ จีบ ผ่าตรงส่วนหน้าติดซิป (ห้ามใช้กระดุม) มีกระเป๋าด้านข้าง ๒ ข้าง ปากกระเป๋าตัดตรง ไม่มีกระเป๋าหลัง มีหูไว้ร้อยเข็มขัดกางเกง เมื่อใส่แล้วต้องมีความยาวเหนือลูกสะบ้าเข่าไม่เกิน ๕ ซม. และความกว้างของปลายขากางเกง เมื่อดึงออกมาจากขาต้องห่างไม่น้อยกว่า ๗ ซม. แต่ไม่เกิน ๑๒ ซม."

เท่าที่จำได้ก็ไม่เคยเห็นอาจารย์ตรวจเครื่องแบบแล้วเอาไม้บรรทัดมาวัดความกว้างของขากางเกงนะครับ

แต่มารู้ทีหลังว่าที่จริงแล้วยังมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งระบุไว้ว่า "กางเกง แบบไทย ขาสั้นเพียงเหนือเข่า พ้นกลางลูกสะบ้า ประมาณ ๕ ซม. เมื่อยืนตรง..." ถ้านับตามศักดิ์ของกฎหมายแล้ว (และถ้าระเบียบกระทรวงดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิก) ก็ต้องยึดตามเนื้อความในระเบียบกระทรวงฯ ถึงจะถูก

ซึ่งแปลว่าที่เราใส่กางเกงชายขาเสมอเข่านั้นผิดกฎหมายนะ ต้องสั้นขึ้นอีก 5 ซม.ถึงจะถูก~

นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของการมีเครื่องแบบแหละครับ อะไรที่ถูกกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรตายตัว พอสังคมเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน ก็ยากที่จะเปลี่ยนตามได้ทัน เครื่องแบบต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้นจึงเป็นเครื่องสะท้อนแฟชั่นย้อนยุคได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ก็เป็นการถกเถียงบนพื้นฐานของความคุ้นเคยส่วนตัวแบบเดียวกับกรณีเครื่องแบบ แต่ผมเชื่อ (ทึกทักเอาเองอีกแล้ว) ว่าขณะที่อาจจะเห็นนักเรียนปัจจุบันสนับสนุนเครื่องแบบได้ไม่ยาก ในบรรดาคนที่สนับสนุนทรงหัวเกรียน/ติ่งหูอยู่นี้ ส่วนมากคงจะเป็นบรรดาคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ใหญ่ ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าสิ่งที่ตนเคยผ่านมาเป็นสิ่งที่จะต้องบังคับให้ชนรุ่นหลังผ่านตามไปเช่นกัน มากกว่า

ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่าการเชื่อเช่นนั้นจะผิดเสมอไป คนที่ตอนเด็กถูกพ่อแม่บังคับให้กินผัก พอโตขึ้นและตระหนักได้ถึงความสำคัญของอาหารทั้งห้าหมู่ ก็คงจะบังคับให้ลูกของตนกินผักเช่นเดียวกัน แต่ถ้าครูจะใช้ไม้เรียววางอำนาจว่าตนอยู่เหนือนักเรียน เพียงเพราะจำได้ว่าสมัยตนเป็นนักเรียนเคยถูกกดขี่มาอย่างนั้น โดยไม่ได้ใส่ใจในเหตุผล นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีการศึกษาพึงกระทำ

จึงต้องพิจารณาว่าที่มาที่ไปของผมทรงนักเรียนที่มีมานานนั้นคืออะไร และยังสมเหตุสมผลอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า ไม่แน่ หากพบว่าการให้ตัดผมเกรียนครั้งแรกนั้นเกิดจากเหาระบาดครั้งใหญ่จะเงิบได้ตาม ๆ กันไป ส่วนใครที่จะอ้างว่าเป็นเอกลักษณ์ประเพณีสำคัญของโรงเรียนที่มีมาช้านาน ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนเก่าแก่ที่เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ (ส่วนตัวแล้วไม่เข้าใจว่าทำไม) ก็คงต้องบอกว่าอยากบังคับก็บังคับไป เพราะยังไงนักเรียน (โดยผู้ปกครอง) ก็ต้องสมัครใจไปเข้า แต่สำหรับโรงเรียนรัฐ เทียบเหตุผลดูแล้วก็คงไม่ควร

แต่อย่างไรเสีย จะเลิกผมทรงนักเรียน ก็ไม่ได้แปลว่าเลิกบังคับทรงผม ที่ผมไม่เคยมีปัญหากับการกำหนดให้ตัดรองทรง (สูง?) ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่มี แต่สังคมจะต้องการให้ผู้ชายไว้ผมยาวหรือทำผมโมฮอว์กไปโรงเรียนได้หรือเปล่านั้น ก็คงเป็นประเด็นที่จะโผล่ขึ้นมาให้ถกเถียงกันได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเครื่องแบบนักเรียน ที่ตราบใดที่สังคมยังมองว่าไม่ได้เดือดร้อน ทุกอย่างก็ย่อมจะคงอยู่ตามสถานะเดิมต่อไป


  1. ดู HORMONES วัยว้าวุ่น EP.1 เทสโทสเทอโรน (Testosterone) 25 พ.ค.56
  2. ดู Thai Students Find Government Ally in Push to Relax School Regimentation จาก The New York Times
  3. ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเครื่องแบบนักเรียนโดยตรง แต่ highly recommended: วัฒนธรรมชุบแป้งทอด: ทำไมต้องใส่เครื่องแบบ - 26 มิ.ย.56 (HD)
  4. ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าจะเป็นผลงานที่น่าจดจำที่สุดของคุณพงศ์เทพในฐานะ รมว.ศธ.หรือเปล่า (ซึ่งถ้าเป็นจริงก็คงยังน่าจดจำกว่า รมว.ศธ.อีกหลายท่าน) ยังไงคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการใช้คอมพิวเตอร์กระดานชนวนสุดท้ายแล้วจะให้ผลเป็นอย่างไร

1 December 2012

Thailand: Getting to zero?

"Getting to Zero" is the United Nations' continuing theme for this year's World AIDS Day. It refers to zero new HIV infections, zero deaths from AIDS-related illness and zero discrimination.

I don't know exactly how achievable the declared targets and commitments are in Thailand. I certainly would like to hope they are, but although access to treatment and mother-to-child transmission prevention has seen much success in recent years and likely continues to improve, the country's approach is still, or has become, lagging in many important areas.

Much has been said of Thailand's success in combatting the first wave of the HIV epidemic. Education campaigns during the early 1990s effectively raised awareness of the disease and its risk factors, resulting in significant positive behavioural changes in the population. Condom use by sex workers became almost uniform. New infections dropped from almost 143,000 in 1991 to 29,000 in 2000.

This success, however, has seemingly led to complacence, if not by the government then in visible continued education efforts reaching the public. As the population has aged, today's youth have grown up without a media telling them of the dangers of unprotected sex. Indeed, with advances in anti-retroviral treatment, HIV today seems to have become just another disease to some. Combined with increasing trends in adolescent sexual activity, the youth sense of invulnerability and an unimproved sex education—Thailand's having the second-highest adolescent pregnancy rate was widely reported earlier this year—these factors could spell a resurgence of the epidemic in the subgroup, if not a recipe for disaster.

That resurgence has yet to occur. And I still hope that the combined magnitude of the HIV risk and unwanted pregnancy issues will have pressured society and the government to reconsider their stances on sex and education before then. An overhaul of current attitudes—the unmentionability of premarital sex in particular—is critical, though insistence on the part of various international and non-governmental organisations have so far resulted in little visible change.

Yet sexual transmission of HIV isn't the only remaining major issue. Though various campaigns and government efforts have been made, stigmatisation and discrimination is ever still present in Thai society. Limited public education has allowed misconceptions about the disease to continue, especially since what little many people know about AIDS came from the death scares of the 1990s. Although the issue seems most serious in rural areas, where in some places individuals remain shunned by entire communities and children barred from attending school, the extent of human rights violations is much farther. It is still the norm for workplaces to discriminate—illegally—against people living with HIV, whether they be manual labour or white-collar workers. And in a culture where status and labels guide social interaction, being HIV-positive often results in quick, condescending judgment. This is the case even in the medical setting, where many healthcare providers abandon professionalism and treat such patients with seeming contempt, all the worse if they also happen to fall into a stereotypical at-risk or low-socioeconomic group.

Clearly, lack of education isn't the only factor perpetuating such stigma and discrimination; social values and cultural norms also contribute. Apart from being a rights issue in itself, such discrimination also forms a barrier to accessing preventive measures and treatment. If left unchecked, this could develop into a vicious cycle in which some isolated groups become increasingly cut off.

Successive governments have reaffirmed their commitment to HIV/AIDS prevention, and cooperation with NGOs and other civil and private parties remains strong. However, society as a whole must also be willing to change certain attitudes. Whereas the 1990s' campaigns dared to defy taboos and brought sex to public attention, similar actions are needed now. The same campaigns from the past will do little to stop the increasing youth risk or achieve non-discrimination, unless the underlying social and cultural issues are confronted and dealt with.

And therein lies the real challenge.

1 October 2011

ขออนุญาตบ่น เนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก

เนื้อความในเอ็นทรีนี้ ได้เคยโพสท์ในเว็บบอร์ดสาธารณะแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ยังไงขอโพสท์ซ้ำไว้อีกทีนะครับ


วันนี้ (28 กันยายน) เป็นวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลกครับ

การดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้านี่น่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมาอันดับต้น ๆ อย่างหนึ่งของบุคลากรทางสาธารณสุขทั่วประเทศก็ว่าได้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอย่างที่ทราบกัน ว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง เป็นแล้วตายสถานเดียว ไม่สามารถรักษาได้

ทั้งนี้ใน พ.ศ. 2553 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้าถึง 15 ราย (ยังดีกว่า พ.ศ. 2552 มี 24 ราย ส่วน พ.ศ. 2551 มี 16 ราย) ซึ่งแม้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า จะเป็นเพราะไม่ตระหนักถึงอันตรายและไม่ได้ไปรับบริการทางสาธารณสุข แต่ความจริงแล้วทุกวันนี้โรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศก็ยังมีปัญหาให้การดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

เพราะในปัจจุบัน มาตรฐานทางการแพทย์โดยคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก กำหนดว่าผู้ที่ถูกสัตว์ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดหรือข่วนผิวหนังจนมีเลือดออก หรือเลียปากเลียตา จำเป็นต้องได้รับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบุลิน (เซรุ่ม) ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทันที ทุกกรณี (เพราะการป้องกันด้วยวัคซีนอย่างเดียว อาจไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เร็วพอที่จะป้องกันโรคได้)

แต่ทุกวันนี้โรงพยาบาลชุมชน สถานพยาบาลขนาดเล็กทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ไม่มีอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ในคลังยาโรงพยาบาลด้วยซ้ำครับ แปลว่าคนไข้ที่ถูกสุนัขกัดมาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ อาจต้องเอาใบส่งตัวเดินทางไปอีกหลายสิบกิโลเมตร เพื่อรับการฉีดอิมมูโนโกลบุลิน

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น อิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า มักประสบภาวะขาดแคลนอยู่เรื้อรัง บางครั้งทั้งจังหวัดไม่มียาจะฉีดให้ สุดท้ายผู้ป่วยก็ได้รับการป้องกันแค่วัคซีน แล้วก็ต้องลุ้นเอาไม่ให้สุนัขเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หรือไม่ก็ขอให้วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ทันก่อนที่เชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง

ซึ่งหากจะมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขในการจัดหายาที่มีความจำเป็น ก็คงมีส่วนถูก แต่ก็คงจะเป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุเกินไปอยู่ เพราะคนถูกสุนัขกัดกันทุกวี่ทุกวันขนาดนี้ (ยกตัวอย่างสถิติผู้ป่วยที่มารับบริการห้องฉุกเฉิน รพ.จุฬาลงกรณ์ เดือน ส.ค. 2553 มาด้วยเหตุสุนัขกัดมากเป็นอันดับ 3 ถึง 80 ราย รองจากตกที่สูง/หกล้ม และอุบัติเหตุจักรยานยนต์) การจะทุ่มทุนเลี้ยงม้าเพื่อเจาะเลือดมาปั่นเซรุ่มให้ทันตามจำนวนผู้ป่วยที่ถูกสุนัขกัด สุดท้ายก็คงกลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ความจริงแล้วการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคนที่ได้ผล ต้องมาจากการควบคุมโรคในสัตว์ที่เป็นพาหะ ซึ่งในกรณีสุนัข ก็คือการจัดให้สุนัขทุกตัวได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะการถูกกัดโดยสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (สุนัขได้รับวัคซีนครบต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี ตั้งแต่อายุ 2-4 เดือน โดยเลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน ไม่มีอาการผิดปกติ และสามารถสังเกตอาการได้) ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรืออิมมูโนโกลบุลินป้องกันพิษสุนัขบ้า

แต่จากประสบการณ์ของตนเองที่จบออกมาปฏิบัติงานได้ปีกว่า ดูแลผู้ป่วยถูกสุนัขกัดไปก็น่าจะร่วมร้อยราย ต้องบอกว่ายังไม่เคยพบสักรายที่ยืนยันได้ว่าสุนัขที่กัดมีความเสี่ยงต่ำ

ทั้ง ๆ ที่พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 ก็กำหนดให้ผู้เลี้ยงสุนัขมีหน้าที่ต้องพาสุนัขไปฉีดวัคซีน หากไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาทแท้ ๆ

คงเป็นเพราะแนวทางการป้องกันโรคโดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าของสุนัขนี่มันเอาอย่างมาจากกลุ่มประเทศตะวันตก จึงไม่สามารถนำมาใช้ในบ้านเราได้ผลมั้งครับ

ผมเองก็คงคุ้นเคยกับระบบของต่างประเทศตั้งแต่เด็ก จากที่เห็นในภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Lady and the Tramp (ทรามวัยกับไอ้ตูบ) และที่อื่น ๆ ว่าสุนัขจะต้องมีเจ้าของ จดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว และมีเครื่องหมายแสดง เพื่อมีผู้รับผิดชอบทั้งต่อตัวสุนัขเองและต่อสังคมเวลาสุนัขไปทำอะไรเข้า

แต่สำหรับเมืองไทยเรา คงคาดหวังอย่างนั้นไม่ได้ ในเมื่อค่านิยมของสังคมเรานั้นบอกว่าต้องมีน้ำใจ มีเมตตาต่อสัตว์ และเชื่อว่าการให้อาหารสัตว์จรจัดเป็นการทำบุญทำกุศล ขณะที่ไม่ประสงค์จะรับผิดชอบในด้านอื่น ๆ เพราะไม่ต้องการเป็นเจ้าของชีวิต

ผมไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับศาสนาหรือเปล่า แต่ถ้าใช่ ผมก็คงไม่เข้าใจว่าถ้ามีเมตตาต่อสัตว์แล้ว การมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์จะด้อยความสำคัญกว่าได้อย่างไร

เพราะเห็นคนจำนวนมากเหลือเกิน ที่ให้อาหารสุนัขข้างถนนด้วยความปิติยินดี แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างเฉยชาเวลาที่สุนัขไปก่อความเดือดร้อนให้คนอื่น (จะกัดเขาหรือขี้หน้าบ้านเขาก็ตามแต่) ไม่ต้องพูดถึงพาไปฉีดวัคซีน หรือทำหมันเพื่อควบคุมประชากร

ซึ่งเท่าที่สังเกต ก็ไม่น่าเกี่ยวกับระดับเศรษฐฐานะหรือการศึกษาด้วย เพราะในหมู่คนรู้จักในกลุ่มชนชั้นกลางค่อนไปทางระดับบน ต่างก็มีปัญหากับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องการให้อาหารสุนัขกันทั้งนั้น บางคนเลี้ยงสุนัขพันธุ์ดี ๆ ในบ้าน ให้การดูแลอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็ให้อาหารสุนัขข้างถนนหน้าปากซอยโดยไม่สนว่าจะไปกัดใครหรือเปล่า ก็ไม่เข้าใจ

เอาง่าย ๆ จากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเมื่อไม่กี่เดือนก่อน คนจำนวนมากแสดงความเดือดร้อนกันมากมายกับการจับสุนัขจรจัดไปขายเป็นอาหาร และก็ได้มีการแสดงน้ำใจโดยการบริจาคเงินช่วยเหลืออย่างมหาศาล แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าในหมู่ผู้ที่บริจาคเงินไปมากมายนี้ จะมีสักกี่คนที่จะเต็มใจช่วยเหลือให้สุนัขเหล่านั้นได้มีที่อยู่ดี ๆ อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่บริจาคหรือได้ให้อาหารก็พอใจ แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้สุนัขเหล่านั้นกลายเป็นภาระของหน่วยงานที่ต้องรับไปเลี้ยง ของพระที่ต้องคอยกวาดขี้หมาบนลานวัด ของระบบสาธารณสุขที่ต้องแบกรับค่ายาค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งก็มาจากภาษีของประชาชน) และของคนอื่น ๆ ในสังคมต่อไป


ป.ล. ในประเด็นค่ายา ลองพิจารณาว่าอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าขนิดที่ได้จากม้าซึ่งผลิตโดยสภากาชาดไทย มีราคาอ้างอิงจัดซื้อปกติ (โดยศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข) อยู่ที่ค่ามัธยฐานหลอดละ 720 บาท ในคนน้ำหนัก 50 กก. จะต้องได้รับยา 2,000 หน่วยสากล หรือ 2 หลอด เฉพาะค่าอิมมูโนโกลบุลินที่ต้องเสียไปกับการถูกสุนัขกัด 1 ครั้ง ก็เกือบ 1,500 บาทแล้ว ยิ่งถ้าเป็นชนิดที่ได้จากมนุษย์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่แพ้อิมมูโนโกลบุลินจากม้า (หรือในประเทศที่พัฒนาแล้วใช้เป็นมาตรฐาน เพราะเลิกใช้แบบที่ได้จากม้าแล้ว) ราคาอ้างอิงเฉลี่ยอยู่ที่หลอดละ 2,000 - 3,000 บาท ซึ่งคนน้ำหนัก 50 กก. จะต้องได้รับ 1,000 หน่วยสากลหรือมากกว่า 3 หลอด หรือคิดเป็นเงินร่วมหมื่นบาท ยังไม่นับค่าบริการทางการแพทย์และยาอื่น ๆ

ที่อิมมูโนโกลบุลินชนิดที่ได้จากม้าขาดแคลน ส่วนหนึ่งก็เพราะบริษัทยาต่างประเทศส่วนใหญ่เลิกผลิตแล้ว จึงทำให้มีภาวะขาดแคลนทั่วโลก ซึ่งสภากาชาดไทยไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ ถ้าลองคิดดูว่าจะใช้อิมมูโนโกลบุลินจากมนุษย์เหมือนมาตรฐานของต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการแพ้ยา ก็คงต้องใช้ต้นทุนรักษาสุนัขกัดครั้งละเป็นหมื่น เดือนหนึ่งใน รพ.จุฬาฯ แห่งเดียวมีผู้ป่วย 80 ราย ก็คงไม่ต้องคิดนะครับว่าถ้านับผู้ป่วยทั้งประเทศ รัฐจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย ยังไงก็คงต้องใช้อิมมูโนโกลบุลินจากม้าที่ราคาถูกแต่หาซื้อไม่ได้ต่อไป

17 May 2011

อารมณ์ชั่ววูบของสังคมออนไลน์ | ล้อมคอกแล้วเปิดประตูทิ้งไว้

เกือบห้าเดือนผ่านมาแล้วนะครับสำหรับเหตุการณ์อุบัติเหตุรถเก๋งชนกับรถตู้บนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารรถตู้เสียชีวิต 9 คน ตลอดจนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง¹

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บังเอิญผมได้พบเห็นเหตุการณ์และบทสนทนาที่กล่าวถึงประเด็นนี้อยู่ประปรายในโอกาสต่าง ๆ กัน จึงอยากจะขอย้อนกลับไปมองอีกที ว่าเราเห็นอะไรจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาบ้าง

ที่น่าจะเห็นได้ชัดที่สุด ก็คงเป็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของชุมชนออนไลน์ภาษาไทย ที่เหมือนว่าเกือบทั้งหมดจะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนพายุอารมณ์ที่ตนได้ปล่อยปะทุขึ้นอย่าง [remarkable] ในคืนนั้นและช่วงวันที่ตามมาไปแล้ว

เหมือนจะน่าเหลือเชื่อ แต่ถ้าคิดดูดี ๆ ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ข้อมูลที่ได้รับทราบมาอย่างจำกัด เมื่อผ่านการปรุงแต่งและแรงยุยงสะสมต่อ ๆ กันเพียงชั่วครู่ จะทำให้คนเป็นแสนคนใช้อารมณ์ตัดสิน และเปลี่ยนอารมณ์นั้นเป็นความเกลียดชัง จนร่วมกันตราหน้าผู้กระทำผิด แปลออกมาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และด่าทออย่างรุนแรง ได้อย่างพร้อมเพรียงกันขนาดนี้

และก็ยังน่าแปลกใจน้อยลงไปอีก ที่ชุมชนเดียวกันนั้นเอง จะพากันลืมพายุที่ตนก่อขึ้นและปล่อยให้มอดดับไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน (ความจริงอาจไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ) เพียงถ้าจะมองว่าทั้งหมดนั้นมันคือ "อารมณ์ชั่ววูบ"

แม้อาจจะมีบางคนที่ถามถึงความคืบหน้าในคดีอยู่ ณ เวลานี้ ยังคงมองว่าผู้กระทำผิด (ซึ่งที่จริงแล้วความผิดของเขาคือการขับขี่รถยนต์โดยไม่มีใบอนุญาต ร่วมกับประมาท² จนเกิดอุบัติเหตุ) คือฆาตกรที่สังคมต้องตามล่าจนถึงที่สุด แต่ผมหวังว่าคนส่วนใหญ่ จะได้ใช้เวลาที่ผ่านมา ปล่อยให้อารมณ์สงบลง และหันกลับไปมองเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียใหม่ และตั้งคำถามว่า "เราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ และจะทำอะไรเพื่อแก้ไขได้บ้าง?"

และอย่างน้อยผู้จัดทำ Facebook Page ที่มีคน Like กว่าสามแสนคนนั้นก็ได้พยายามส่งเสริมให้ใช้พลังที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหา โดยกล่าวว่า

Facebook Page วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพจในครั้งนี้ จัดตั้งขึ้น เพื่อความเป็นธรรมในสังคม และการสร้างสรรค์สังคม มิได้มีเจตนาประสงค์ โจมตีหรือ ให้ร้าย บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเพื่อหาแนวทางป้องกัน อุับัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการใช้รถใช้ถนน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียของบุคคลในครั้งนี้ รวมทั้งทางเพจมิได้เจตนาหลบหลู่ และกล่าวหาบุคคลใด หรือหมิ่นสถาบันใด ๆ สถาบันหนึ่ง และ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น จึงขอประกาศทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน

ยังไงก็คงดีกว่าสภาพที่คุณ @trangs กล่าวไว้ใน Twitter ว่า TL วันนี้ทั้งวันเต็มไปด้วย คนด่าแพรวา คนสงสารแพรวา คนด่าคนด่าแพรวา คนด่าคนสงสารแพรวา คนเสนอทางออก คนด่าคนเสนอทางออก มั้งครับ

เพราะแม้ว่าผมจะคิดแทนผู้ที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว (ซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่จะไม่ลืมมากที่สุด) ไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อว่าการเรียนรู้ แก้ไข และพัฒนา จะเป็นสิ่งที่ทุกคนหวังประสงค์ร่วมกัน

ส่วนเรื่องความคืบหน้าในคดี ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ควรต้องดำเนินการติดตามต่อไป หากเพียงแต่เป็นเพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่การแก้แค้น ซึ่งผมจะไม่ขอวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทยเพิ่มเติม ณ ที่นี้


ในช่วงแรก ๆ หลังเกิดเหตุการณ์ มีสิ่งหนึ่งที่ผมดีใจที่เหมือนจะได้เห็นความพยายามแก้ไขปัญหา คือการจัดให้มีเข็มขัดนิรภัยในรถตู้โดยสาร³ แม้จะเข้าได้กับคำพังเพยไทยที่ว่าวัวหายล้อมคอก และก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ก็อย่างน้อยได้ทำอะไรเพื่อพัฒนาบ้างสักนิด ก็คงยังดีกว่าปล่อยให้ความสูญเสียนั้นสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

แต่ทว่าความสูญเปล่านั้นคงจะเป็นสภาพอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมนี้กระมังครับ เพราะผมเองก็เพิ่งจะได้เห็นตอนขึ้นรถตู้เมืองทองธานี-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าเข็มขัดนิรภัยที่ว่าถูกทำให้อยู่ในสภาพดังรูป

วัวหายแล้วล้อมคอกยังรับได้ว่าพยายามแก้ไข แต่ที่ไม่สมควรให้อภัยคือตั้งใจเปิดประตูคอกทิ้งไว้


  1. ถ้าจำไม่ได้ลองกลับไปอ่านดราม่าอันนี้
  2. ที่จริงในเชิงปรัชญาและจริยศาสตร์ การตีความผิดให้การประมาทนั้นคงมีประเด็นให้ถกเถียงได้มากทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ก็ถือกันว่าเจตนาเป็นปัจจัยสำคัญของการกระทำความผิด
  3. ผมไม่ชอบใจมานานแล้วกับการที่รถตู้และรถโดยสารประจำทางไม่มีเข็มขัดนิรภัยให้ แต่ที่เกลียดและรำคาญกว่านั้นคือการที่รถแท็กซี่มีเข็มขัดนิรภัย แต่เ*ือกเอาขั้วล็อกเข็มขัดยัดเข้าไปใต้เบาะไม่ให้ใช้ กะว่าถ้ามีคันไหนที่คาดได้จะชมและทิปให้สัก 100% แต่ก็ยังไม่เคยได้เจอสักที

29 May 2010

ปริญญา-ค่านิยม-สังคมไทย

สวัสดีครับ ก่อนอื่นขอแจ้งให้ทราบว่าผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ และยังไม่ได้เลิกเขียนบล็อกแต่อย่างใด เรื่องเก่า ๆ ที่ดองไว้ยังคงอยู่ใน to-do list รอวันที่จะได้ผุดได้เกิดต่อไป

ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว

ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน

Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.)¹ เอามาลงไว้

คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend - ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง

อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน... ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)

หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ Miss Manners ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners ยังกล่าวอีกว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)

ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ

ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน

เพราะกระดาษแผ่นเดียวนี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด


  1. เคยบ่นว่าคำอย่างนี้ที่ควรจะทับศัพท์ตามรากบาลี (paṇḍita) ก็ดันใช้ราชบัณฑิตฯ

9 August 2008

เกมเจ้าปัญหา

ESRB M rating symbol
Half-Life: Counter-Strike ได้รับเรต M จาก ESRB เหมาะกับผู้เล่นที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป¹

ถ้าใครไม่ทราบ ข้อความข้างต้นนี้เป็นคำพูดฮิตติดปากของผมเองตั้งแต่ตอน ม.3 และนับได้ว่าเป็นประโยคแจ้งเกิดของผมที่ รร.เตรียมฯ²

ถ้ายังจำกันได้ ช่วงประมาณปี 2000 นั้นเองที่เรากำลังเพิ่งจะรู้จักสถานบริการเกมคอมพิวเตอร์ที่เริ่มแพร่หลายในขณะนั้น และก็เป็นประกายกำเนิดกระแสความนิยมในกิจกรรมหลังเลิกเรียนนี้ที่ยังฮิตกันอยู่ถึงปัจจุบัน

ความจริงแล้วสมัยนั้นผมก็ไม่เคยได้เรียบเรียงความคิดจริงจังอะไรกับเรื่องนี้หรอกครับ นับว่าเป็นช่วงที่ยังคิดอะไรค่อนข้าง [concrete] ด้วยซ้ำ ทำนอง "เค้ากำหนดไว้ก็ควรจะทำตามสิ"

แต่เอาเข้า จนถึงปัจจุบันผมก็ยังเล่น Counter-Strike ไม่เป็น (เช่นเดียวกับ Ragnarok Online และ DotA) และก็ยังไม่เคยเข้าไปใช้บริการร้านเกมคอมพิวเตอร์สักครั้ง

ตอนที่เห็นเพื่อนคนหนึ่งเล่าถึงรูปแบบการใช้บริการร้านเกมแบบกินอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืนครั้งแรก (ช่วงปี 2001) ก็ทำให้ผมตกใจ/สะเทือนใจไปเหมือนกันครับ

ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยมีปัญหาติดเกม (อื่น) ของผมเองนะครับ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึง

ถ้าลองมองย้อนกลับไป ก็คงจะพอเห็นได้ว่าประเด็นที่เอ่ยไว้ข้างต้น เรื่องเด็กเล่นเกมทั้งวันทั้งคืน เรื่องการควบคุมเรตเกม มันค่อย ๆ มีเรื่องราวข่าวที่สะท้อนออกมา ให้ภาครัฐต้องค่อย ๆ ตามไปควบคุมที่ปลายเหตุ ซึ่งก็อาจจะทำให้ผมตอน ม.3 พอใจขึ้นมาบ้าง

แต่มันจะช่วยทำให้อะไรดีขึ้นได้?

ในประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (ซึ่งผมเพิ่งจะรู้เรื่องภายหลังเมื่อไม่กี่วันมานี้) ผมติดตามดูแล้วก็รู้สึกไม่แปลกใจเลยสักนิด (และอดถอนหายใจไม่ได้)

ที่ปฏิกิริยาแรกของสังคมไทยคือการ [ban] เกมเจ้าปัญหา

ผมยอมรับว่าไม่เคยเห็นหรือสัมผัสเกม Grand Theft Auto ภาคใด ๆ เอง แต่จากที่ติดตามข่าวสารต่าง ๆ มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ก็พอจะสรุปอารมณ์ของเกมได้คำเดียวว่า [sick] และคงไม่เสียดายถ้าเกมนี้จะไม่มีอยู่อีก

แต่มาตรการที่ภาครัฐออกมาเพื่อพยายามแก้ปัญหาแต่ละอย่าง ผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้นอกจากเป็นการไกล่เกลี่ยอารมณ์ของสังคมที่ตอบสนองต่อข่าวที่เกิดขึ้นให้เรื่องมันเงียบ ๆ ไปในแต่ละครั้ง จะห้ามจำหน่าย แล้วจำนวนผู้ใช้อย่างถูกกฎหมายแต่แรกมีสักเท่าไรเชียว จะควบคุมเรตเกม ใครจะเป็นคนลงไปดูแลในระดับไหนได้ จะ [curfew] ร้านเกม แล้วเด็กจะกลับไปตั้งใจศึกษาเล่าเรียนแทนอย่างนั้นหรือ

ถึงกระนั้น ผมก็สงสัยอยู่ว่า สถาบันครอบครัว ที่หลายคนให้เป็นคำตอบ จะเป็นคำตอบที่ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง เพราะภาพสังคมที่เห็นทุกวันนี้ น้อยนักที่จะเห็นครอบครัวเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งพอที่จะค้ำจุนสังคมได้ต่อไป

เราจะต้องเริ่มกันตั้งแต่ต้น โดยสร้างสถาบันครอบครัวขึ้นมาใหม่อย่างนั้นเลยหรือ

เรื่องราวเหล่านี้ คงมีผู้ที่วิเคราะห์ได้ดีกว่าผมกล่าวถึงแล้วบ้างในช่วงที่ผ่านมา และคงมีอีกในอนาคตที่จะถึง ผมก็จะยังไม่ขอพยายามหาคำตอบของคำถามที่น่าปวดหัวนี้ต่อ

แต่ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าสังคมจะพบคำตอบในเร็ว ๆ นี้ เพราะผมยังจำได้ ถึงภาพที่เห็นเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว

ที่ขณะไปเที่ยวกับกลุ่มลูกพี่ลูกน้อง และได้ผ่านหน้าร้านเกมในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งในหมู่ญาติก็หันมาถามเชิงหยอกล้อกับผมว่า

"ไหนตอนนั้นพอบอกว่า Counter นี่ต้องอายุเท่าไรถึงจะเล่นได้นะ"

เพราะภาพที่เห็นตรงนั้น คือเด็กผู้ชายคนหนึ่ง³ ที่ดูยังไงก็อายุไม่น่าจะเกินประถมต้น นั่งเล่นเกมนี้อยู่อย่างจริงจัง

(เรื่องเกมกับวุฒิภาวะนี้ยังมีอะไรให้กล่าวถึงอีกมาก แต่ภาพที่เห็นนั้น ยังไงก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกเอาเสียจริง ๆ)


  1. The ESRB "M" rating icon is a registered trademark of the Entertainment Software Association, and is proprietary to the ESRB. Its use here to illustrate the above quote is not in anyway endorsed by the ESRB, nor does it suggest ESRB's acknowledgement of this blog, or vice versa.
  2. ตอนปฐมนิเทศนักเรียน ม.4 ปีการศึกษา 2544 ผมทำให้พี่เอ็กซ์ (วิทย์คอม 9) อึ้งกับประโยคนี้ในฐานย่อยเรียนเราเด่น ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในฐานสมรรถภาพทางการปรับตัว โดยรูปแบบกิจกรรมคือให้ออกแบบตารางเรียนในฝัน และตัวอย่างที่พี่ทำไว้มีชั่วโมงเล่น Counter อยู่ จึงได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ในวันต่อมาผมก็ถูกเพื่อน ๆ ในกลุ่มคะยั้นคะยอให้นำคำพูดนี้ไปแสดงในละครนำเสนอของกลุ่มในหอประชุม ทุกคนในรุ่นจึงได้รู้จักประโยคนี้ด้วยเหตุนี้เอง
  3. ที่จริงน่าจะเล่นกันอยู่หลายคน แต่ในภาพที่ติดตาอยู่นั้นผมจำได้แค่คนเดียว

Last edited: 2008-08-18 23:57

26 June 2008

ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์...

...คือสามสิ่งที่ส่งเสริมความแตกแยกของคนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

พูดถึงความแตกแยก ผมว่ามันเป็นธรรมชาติพื้นฐานอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์ครับ

สิ่งมีชีวิตเราวิวัฒนาการมาบนหลัก survival of the fittest อย่างไร ก็ยังเห็นเงาสะท้อนของหลักที่ว่าแทรกซึมอยู่ภายใต้ความเป็นไปต่าง ๆ ของเราในปัจจุบันได้อย่างนั้น

ถึงแม้ว่าในกระบวนการสรรค์สร้างวัฒนธรรม มนุษย์จะได้พัฒนารูปแบบของสังคมเพื่อจำกัดผลกระทบของความแตกแยกไว้บ้าง ความแตกแยกเองก็ยังเป็น [defining element] หนึ่งที่แทรกอยู่ในทุกระดับของสังคม

การเมืองเอง มีวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อกดความแตกแยกในสังคมเอาไว้ ให้อยู่ในระดับต่ำพอที่จะให้สังคมดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และพัฒนาโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้* แต่นั่นก็หมายความว่าความแตกแยกยังเป็นองค์ประกอบหลักที่ถูกกดเอาไว้อยู่ในหัวใจของการเมืองนั่นเอง

ประชาธิปไตยซึ่งอาศัยการเลือกตั้ง เป็นระบบที่สะท้อนความแตกแยกที่อยู่ในหัวใจของการเมืองได้อย่างชัดเจน... ยกตัวอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ: ในระดับสูงสุดแล้ว การเมืองกำหนดกติกาไว้ว่าใครที่ชนะการเลือกตั้งจะได้เป็นผู้นำประเทศ ซึ่งทุกคนในประเทศต้องยอมรับ แต่ภายใต้นั้นก็คือความแตกแยกระหว่าง Democrats และ Republicans ซึ่งตบตีกันได้ตลอดปีตลอดกาล ถ้าย้อนลึกลงไปถึงการเลือกผู้แทนพรรคฯ ก็เห็นว่าในพรรคเดียวกันเอง ก็ยังตบตีกันเลือดสาดไม่น้อยกว่าในระดับประเทศ และก็เป็นเช่นนี้ย้อนลงไปถึงหน่วยย่อยที่สุดของสังคม

ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าการเลือกตั้งทำให้เกิดความแตกแยก อย่างที่สภาวการณ์ชวนให้เข้าใจ เพียงแต่มันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความแตกแยกที่ซ่อนอยู่ภายในเท่านั้นเอง ก็นับได้ว่าเป็นเรื่อง [ironic] ไม่น้อย เพราะการเมืองนั่นแหละ ที่กดความแตกแยกนั้นเอาไว้ไม่ให้เห็นตั้งแต่แรก

ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ก็เป็นหัวใจหลักของการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร เพราะมันทำหน้าที่เป็นกรอบกำหนดขอบเขตของความสามัคคี ที่การเมืองจะต้องสร้างขึ้นมา เราจึงมักเห็น ได้ยิน และถูกส่งเสริมให้เชื่อในสังคมที่มีความปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในกรอบของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นี้

หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่ง ว่าชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องกำหนดขอบเขตของความแตกแยก ที่จะ [project] ออกไปยังสังคมอื่นนอกเหนือจากของตน

จึงไม่น่าแปลกใจว่าชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นี่เอง ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะบั่นทอนและบ่อนทำลายความรัก ความเข้าใจ และความสามัคคีที่แท้จริง ที่จะเกิดขึ้นได้บนโลกนี้ (ยังไม่นับว่าถ้ามีชีวิตนอกโลกอีก เรื่องราวอาจจะซับซ้อนยิ่งขึ้น)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำจำกัดความคำ สามัคคี ไว้ว่า

สามัคคี น. ความพร้อมเพรียงกัน, ความปรองดองกัน. ว. ที่พร้อมเพรียงกันทำ, ที่ร่วมมือร่วมใจกันทำ, เช่น กฐินสามัคคี ผ้าป่าสามัคคี. (ป.; ส. สามคฺรี)

สังเกตนะครับ ว่าไม่มีอะไรที่พูดถึงการเกลียดคนอื่นเลยสักนิด

ความสามัคคีที่เราถูกปลูกฝัง ถูกโฆษณาชวนเชื่อกันมา ที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ รังแต่จะเป็นความสามัคคีจอมปลอมที่อ้างขึ้นเพื่อให้ร่วมกันเกลียดคนอื่น ให้ร่วมกันสู้รบกับศัตรู โดยที่มิได้คำนึงถึงความสามัคคีที่แท้จริง ที่จะช่วยให้เราสามารถสรรค์สร้างความเจริญของสังคมมนุษย์ร่วมกันโดยพร้อมเพรียงและปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหน เชื้อชาติหรือศาสนาอะไร

มนุษย์เราเดินทางออกห่างจากพื้นฐานเดิมของธรรมชาติมากขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังพยายามต่อสู้กับศัตรูต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอก โดยไม่เห็นถึงศัตรูที่แท้จริงที่อยู่ภายใน...

เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมาพูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ได้เสียที

See also: Imagine


*ทีแรกอยากจะพูดถึง enthalpy ของสังคม แต่ความรู้ thermodynamics อันน้อยนิดมันหายไปไหนหมดแล้วไม่ทราบได้

3 June 2008

โลกร้อน: อย่าดีแต่ปาก สักแต่ว่าพูด

เมื่อปีที่แล้วผมเคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ [awareness] เรื่องภาวะโลกร้อนในประเทศไทยไว้นิดนึง... เอาเข้า ถึงตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าดูภาวการณ์น่าเป็นห่วงจริง ๆ

เพราะไม่ว่าทั้งภาครัฐหรือเอกชน ต่างฝ่ายก็ยังไม่เห็นมีใครทำอะไรที่ดูจะพอจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันในอนาคตอันใกล้นี้เลย (หรือผมไม่เห็นเอง?) วัน ๆ เดี๋ยวนี้เห็นมีแต่จะเอาเรื่องภาวะโลกร้อนไปเป็นเครื่องมือหากิน บ้างยังพยายามทำเป็นรณรงค์โน่นนิดนี่หน่อย บ้างก็ทำโลกร้อนเองเสียดื้อ ๆ ด้วยซ้ำ

ความรู้ความเข้าใจของประชาชน และความตระหนักในปัญหา มันไม่ได้สร้างกันง่าย ๆ

เพราะตอนนี้ผมมีเหตุให้ต้องสงสัยอยู่มากทีเดียว ว่าคนที่เข้าใจถึงสาเหตุของภาวะโลกร้อนในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีมากกว่าคนที่กำลังแตกตื่นกันอยู่เรื่องวันที่จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมโลกเท่าไรเชียว

ไว้มีเวลาจะมาขยายความแล้วกัน ระหว่างนี้ก็ขอให้คลิกไปอ่านบทความจากจดหมายข่าวกรีนพีซ เดือนกันยายน-ธันวาคม 2550 เรื่อง กรีนพีซปลื้มคนไทยสนใจโลกร้อน เตือนอย่าเห็นเป็น "แฟชั่น" ฮิตแล้วเลิก: แนะต้องเฝ้าจับตานโยบายรัฐ-เร่งปฏิบัติจริงจัง ไปพลาง ๆ ก่อนนะครับ


ป.ล. ผมยังไม่แนะนำให้รีบหาทางซื้อรถที่รองรับน้ำมัน E85 นะครับ ไม่ทราบว่าเร็วแค่ไหนรัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายตามอำเภอใจอีก หรือนานแค่ไหนจะรู้ตัวกันว่าเอาที่นาไปปลูกอ้อยหมดจนไม่มีข้าวกินกันแล้ว

ป.ป.ล. เรื่องน้ำมันแพง มองในแง่หนึ่งก็ [ironic] ดีนะครับ ถือได้ว่าเป็นภาษี CO₂ ที่ไม่ได้ตั้งใจไปในตัว

1 December 2007

1 December 2007

วันนี้ (วันที่ 1 ตอนเริ่มเขียน) มีเรื่องให้กล่าวถึงหลายเรื่องทีเดียว... ก็เลยจะขอแยกพูดถึงเป็นหัวข้อ ๆ แล้วกันนะครับ

World AIDS Day 2007

บางคนอาจจะสังเกต ว่าปีที่ผ่าน ๆ มาผมจะติดริบบิ้นสีแดงในสัปดาห์ก่อนวันเอดส์โลก (1 ธันวาคม) จนเกือบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนบุคคลอย่างหนึ่งไปแล้ว ซึ่งปีนี้อย่างน้อยก็นับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์วันเอดส์โลกที่จะมาถึงอย่างได้ผลระดับหนึ่ง เพราะเกือบทุกคนที่เจอหน้ากันสัปดาห์ที่ผ่านมาล้วนถามว่าติดทำไม (สำเร็จ... 55+)

เรื่องความเข้าใจ เห็นใจผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อ HIV นี้ ผมเคยพูดกับเพื่อน ๆ อยู่หลายครั้ง ว่าการจะแก้ stigma เปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อของสังคมนั้นมันยากแค่ไหน ขนาดเราเองที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ที่เรียนอยู่โดยตรง ถึงจะรู้ดีแค่ไหน ก็ยังกลัว ยังหวาดจนเกินความพอดีอยู่ไม่น้อย เวลาที่ทำงานกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV

ช่วงเดือนที่แล้ว ผมและเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยวชิราวุธล่าง ซึ่งก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จำนวนไม่น้อย (เกือบ 50% ในบางช่วง) และในการปฏิบัติงานนั้นก็มีการทำหัตถการที่ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ผมพบคือ ความกลัวที่ว่านั้น พอทำงานไปพักหนึ่งมันเริ่มชิน เริ่มลืมที่จะกลัวครับ (จนบางครั้งก็ยังต้องคอยเตือนตัวเองเรื่อง precaution อยู่) พอความกลัวเริ่มลดลง ก็เริ่มมีที่ให้กับความเห็นอกเห็นใจ และที่สำคัญ คือความหวัง ที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่ต้องตายสถานเดียวเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จะมีโอกาสดำรงชีวิตที่มีคุณภาพได้ในสังคม

แต่ [keyword] ก็คือสังคมนั่นเอง

ช่วยกันนะครับ ทุกคน

(ที่ว่ามาว่าการรักษามันดีขึ้น ไม่ได้เป็นเหตุผลให้ความป้องกันสำคัญน้อยลงนะครับ ในทางตรงข้าม การตระหนักถึงอันตรายนี้เป็นสิ่งที่สังคมเรากำลังสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว... ขอให้ช่วยกันอีกข้อ... นะครับ)

ป.ล. ทีแรกว่าจะพูดถึง compulsory license ด้วย... แต่ขี้เกียจละ

สอบภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ภาษาไทย คอมพิวเตอร์ สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 4

คณะเราส่วนเอนทรานซ์+โอลิมปิกวิชาการ ก็มีอยู่เกือบร้อยเก้าสิบคน สมัครมาสิบกว่าคน ปรากฏว่าไปสอบกัน 5 คน - -'... แต่ก็ได้มาเจอเพื่อน ๆ โครงการกับพี่นิวแทรคที่โดนบังคับ (?) มาสอบ

สอบครั้งนี้สอบที่อาคารจุฬาพัฒน์ 4 ห้อง 421 ทีแรกก็เอ๋อไปเหมือนกัน ว่า จุฬาพัฒน์นี่มันอยู่ส่วนไหนของจุฬาฯ เนี่ย เปิดไปเปิดมาปรากฏว่ามันคือห้องเรียนวิชา Human Relations ตอนปี 1 นั่นเอง ก็เลยได้ไปทานข้าววิทย์กีฬารำลึกความหลังเมื่อยังเยาว์วัย (ทำไมมันเหมือนน้านนนน นานมาแล้วนะ?)

พูดถึง... เพิ่งได้มีโอกาสอ่านป้ายตรงสวนหินอ่อนหน้าอาคารจุฬาพัฒน์ 7 (สำนักงานสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา)

นึก ๆ ดูก็ขำอยู่หน่อย... ตอนไปโรมเห็นเค้ามีของแบบนี้ที่เก่าสองพันปี ของเราเก่าร้อยปี

สอบ ก็... CU-TEP ก็ไม่มีอะไร เรื่อย ๆ (แต่ข้อ 100 โจทย์ผิดชัด ๆ) แต่ภาษาไทยนี่สิ... อ่าน-ฟัง-เขียน ไม่มีตัวเลือกสักข้อ ซีดเลย~ ยิ่งตอนที่ให้เขียนบทความนี่... เขียนอะไรก็ไม่รู้ที่นึกได้เกี่ยวกับหัวข้อที่ให้ไป โดยไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถทางภาษาไทยแม้แต่น้อย

ส่วนสอบคอมพิวเตอร์ ที่แต่ละคนต่างสงสัยกันว่าสอบยังไง... ปรากฏว่าข้อสอบนี่หลากหลายสุด ๆ... มาตอนแรกก็ถามวิธีใช้ Windows, Microsoft Office ทั่ว ๆ ไป พื้นฐานบ้าง [advanced] ขึ้นหน่อยบ้าง มากลาง ๆ เริ่มถามเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เน็ตเวิร์ค ฮาร์ดแวร์ จนถึงข้อ 80 กว่า ๆ (เต็ม 100) นี่เป็นเนื้อหาวิชาคอมพิวเตอร์ตอน ม.4-5 (ที่ลืมไปหมดแล้ว) ซะงั้น ทั้งเรื่องภาษา ระบบจัดการข้อมูล เล่นเอามึนไปเลย

เอาเถอะ... ถือว่าสอบขำ ๆ นี่เรายังห่างไกลการเรียนจบกว่าคนอื่นอีกกี่เท่าไม่รู้ (เอ๊ะ แต่ผลสอบนี่มันลง transcript หรือเปล่านะ~ แย่แล้ว...)

รักแห่งสยาม

ทีแรกกะว่าเอาเป็นหัวข้อ blog post นี้ดูจะตามแฟชั่นเค้าหน่อย แต่อย่าเลย ไม่ได้มีอะไรจะพูดถึงเท่าไร

ก็เป็นว่า วันนี้ยังไงก็รอพ่อแม่มารับ แล้วก็ไม่อยากเสี่ยงรอถึงปลายเดือน (ความจริงความอดทนไม่มี) หลังสอบว่าง ๆ... อยู่แถวนั้นด้วย ก็เลยตัดสินใจไปดูมันเปลี่ยว ๆ คนเดียวนี่แหละ (ไม่รู้จะชวนใคร - เหมือนคนที่กะจะดูก็ดูกันหมดแล้ว)

ก็เหมือนเดิมแหละนะ วิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ไม่เป็น แต่ความรู้สึกที่ไปดูมาก็ว่า satisfying ดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีประเด็นที่ไม่ค่อยเข้าใจอยู่มากพอควรเลยทีเดียว (ความจริงดูหนังก็ไม่ค่อยจะเคยเข้าใจอะไรทันอยู่แล้ว)

แต่โรงหนังก็ยังเสียงดัง... มาก... แถมหนาวสุด ๆ อีก (น่ะนะ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรก่อนไปดูเลยแม้แต่น้อย)

สรุป: ดี ๆ... ต้องรอทดสอบว่าถ้าดูซ้ำ (ไม่ดูในโรงหรอก) แล้วจะยังอยากดูรอบ 3 อีกหรือเปล่า...


มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่านะ... นึกไม่ออกละ จบแค่นี้แล้วกัน สวัสดีครับ

29 March 2007

กระจกประตู

ผมเคยสงสัยอยู่ไม่น้อยครั้ง ว่าทำไมหลายคนถึงนิยมเอามือผลักประตูกระจกตรงที่เป็นกระจก แทนที่จะจับตรงราวจับของประตู

เพราะผลตามมาที่เห็นเด่นชัดอย่างหนึ่งก็คือ รอยมือที่ประทับอยู่บนกระจกนั่นเอง (เพื่อน ๆ กลุ่มสุขศึกษาตอน ม.6 อาจจะจำกันได้)

แต่อันที่จริงแล้วอย่าว่ากระนั้นเลย ผมเองถึงจะไม่ชอบรอยมือบนกระจกก็ไม่ค่อยจะได้ผลักตรงราวจับหรอกครับ จะดันตรงขอบประตูที่เป็นอะลูมิเนียมเสียมากกว่า

ที่มาพูดถึงก็เพราะวันนี้ผมเห็นแม่บ้านเช็ดกระจกประตูที่ห้องสมุด แล้วนึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง

คือสังเกตว่าเวลาเช็ดประตู เราก็เช็ดแต่กระจก ส่วนอื่นจะได้เช็ดก็นาน ๆ ครั้ง

เหตุผลก็คงเพราะว่ากระจกมันเป็นรอยแล้วเห็นว่าไม่สวยงามนั่นแหละครับ

ซึ่งมันก็เป็นผลตามมาจากการเอามือผลักตรงกระจกอย่างที่ว่า

แล้วตกลงทำไมเราถึงไม่นิยมจับตรงราวจับกัน?

เพราะว่าเราไม่ชอบใช้อะไรตามที่ออกแบบมาหรือเปล่า? หรือว่าจะเป็นเพราะเราไม่อยากสัมผัสขี้มือคนอื่นที่จับราวจับนั้นมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน โดยที่ราวจับนั้นก็ (แทบจะ) ไม่เคยเช็ดเลย?

อืม พยายามหลีกเลี่ยงดีกว่า ผลักตรงกระจกเนี่ยแหละ สะอาดกว่า ยังไงก็มีคนเช็ดอยู่ทุกวัน...

เห็นอะไรไหมครับ

เหมือนอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่เราคอยแต่จะแก้ไขผลจากสิ่งที่ทำไว้ไม่ถูก แล้วการทำอย่างนั้นก็กลับกลายเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมผิด ๆ นั้นไปเรื่อย ๆ

ขณะที่คนที่จับตรงราวจับ ก็ได้สัมผัสแต่ขี้มือเก่า ๆ ของคนอื่นต่อไป

เพราะทำอะไรตามกติกาแล้วมันไม่ทิ้งความไม่น่าดูเอาไว้ให้เห็น ให้เช็ด ให้สังคมช่วยรับผิดชอบ


อืมม... ความจริงผมอาจจะคิดลึกไปก็ได้ แต่ถึงคนที่ผลักตรงกระจกจะทำด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าพื้นที่มันเยอะกว่า มันก็ยังสะท้อนให้เห็นอยู่ดี ว่าเราไม่เช็ดประตูส่วนที่มีไว้จับ จะได้เช็ดกันก็แต่ส่วนที่ถ้าทำตามกติกาแล้วไม่ควรจะต้องเช็ด (บ่อย ๆ) เลยตั้งแต่แรกแล้ว

หูฟัง กับวัฒนธรรมโลกส่วนตัว

เมื่อเช้าขึ้นรถไฟฟ้า เห็นคนใส่หูฟังกันเกือบครึ่งได้มั้ง...

ที่จริงก็อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ก็นับว่าเยอะจนเป็นที่น่าสังเกตทีเดียว...

ที่น่าแปลกใจคือ ผมเพิ่งพบว่าแทบจะยังไม่มีงานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับผลกระทบของการฟังเครื่องเ่ล่นเพลงดิจิทัลต่อการสูญเสียการได้ยินเลย

(ถ้ามีก็จะมาลง post นี้แล้วแหละ)

แต่คิด ๆ ดู... ก็น่าเป็นห่วงว่าวัฒนธรรมใหม่นี้มันเหมือนจะทำให้คนเรา พูดกันน้อยลง ฟังกันน้อยลง ได้อยู่นะเนี่ย...

(นึกถึง essay: The Age of iPod Politics โดย James Poniewozik ใน Time ฉบับเมื่อ 2 ปีกว่า ๆ มาแล้ว)

16 December 2006

Communication...

... Its failure is the reason for all the conflicts in this world.

Convincing, don't you think?

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาทั้งหลายในโลกนี้ก็ง่าย ๆ แค่
พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
ฮึ่มม... ทำไมมันถึงไม่ง่ายอย่างที่พูดหว่า...

แถม: model ของ อ.ภุชงค์ จากวิชา Medical Ethics and Critical Thinking 2548