Showing posts with label University. Show all posts
Showing posts with label University. Show all posts

29 May 2010

ปริญญา-ค่านิยม-สังคมไทย

สวัสดีครับ ก่อนอื่นขอแจ้งให้ทราบว่าผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ และยังไม่ได้เลิกเขียนบล็อกแต่อย่างใด เรื่องเก่า ๆ ที่ดองไว้ยังคงอยู่ใน to-do list รอวันที่จะได้ผุดได้เกิดต่อไป

ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว

ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน

Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.)¹ เอามาลงไว้

คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend - ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง

อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน... ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)

หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ Miss Manners ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners ยังกล่าวอีกว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)

ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ

ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน

เพราะกระดาษแผ่นเดียวนี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด


  1. เคยบ่นว่าคำอย่างนี้ที่ควรจะทับศัพท์ตามรากบาลี (paṇḍita) ก็ดันใช้ราชบัณฑิตฯ

18 June 2005

รับน้อง... (ตามกระแสเปล่าเนี่ย)

ไอ้เรื่องนี้นี่มันดูจะร้อนแรงเสียเหลือเกิน... ขนาดไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็ยังมาให้ได้ยินอีก...

ที่จริงชักขี้เกียจ... แต่ไหน ๆ ก็สัญญาไว้แล้ว (ว่าจะมาเขียนเรื่องนี้)...

ตามจริงนะ ตอนแรกตอนที่มีปัญหา ที่ สกอ. ออก หนังสือที่ ศธ 0508/ ว 856มา นี่ก็เห็นแล้วอารมณ์เสียทีเดียว ตอนนั้นก็คิดอยู่ว่ามันจะงี่เง่ากันไปถึงไหน... เพราะ

1. ใครที่ไหนมาบอกว่าไอ้คนที่ฆ่าตัวตายนั่นเป็นผลมาจากรับน้อง

2. แล้วถึงจะเกี่ยวข้องกันจริง ทำไมต้องให้อีกหลายแสนคนที่รับน้องแล้วไม่ฆ่าตัวตายมีปัญหาไปด้วย (ถ้าต้องฆ่าตัวตายจากการรรับน้องมิมีหวังต้องฆ่าตัวตายอีกหลายสิบครั้งเมื่อออกไปเผชิญชีวิตหรือ?) อย่างที่คนเล่นหุ้นแล้วฆ่าตัวตายกันบานเบอะ ไม่เห็นคิดจะสั่งปิดตลาดหลักทรัพย์บ้าง?

แต่... เอาเถอะ... ยังไง ไอ้เรื่องนี้ มาคิดดี ๆ แล้วก็น่าเห็นใจหลายฝ่าย...

-----

อย่างแรก คงต้องเห็นใจความรู้สึกของครอบครัว ที่ต้องพบกับความสูญเสียอย่างที่ไม่คาดคิด ความจริงก็คงตำหนิครอบครัวไม่ได้ ที่จะตีโพยตีพายเอาว่าการรับน้องทำให้คนต้องฆ่าตัวตาย ก็ในเมื่อยังอยู่ในความโศก

ทีนี้ พอมีกระแสข่าวออกมา ก็คงต้องมองสื่อมวลชนเป็นสำคัญ... แต่ก็อีกน่ะแหละ สื่อก็เพียงแต่ขายข่าวไปตามงานของเขา เรื่องอะไรที่ขายออก ถ้าไม่ประโคมให้มันดัง แล้วจะทำธุรกิจอยู่ในตลาดได้อย่างไรกัน... ความจริง ถึงแม้สื่อจะเสนอข่าวโดยไม่ให้ความกระจ่างแก่สังคม ถึงแม้สื่อจะวาดภาพให้สังคมอย่างชัดเจนเหลือเกินว่าผู้ที่ตายนั้นเพราะเป็นเหยื่อของการรับน้อง ถึงแม้ว่าสื่อจะทำลายภาพพจน์ของกิจกรรมรับน้องที่ดีงาม (ไม่เช่นนั้นจะยังมีอยู่ในสังคมถึงปัจจุบันได้อย่างไร) โดยการเสนอแต่ด้านลบให้สังคมได้เห็น แต่การที่เรื่องนี้ได้กลายเป็นข่าวขึ้นมาก็คงไม่ใช่ว่าจะมีแต่ผลเสีย... ความจริง กรณีนี้คงเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยให้ได้ชำระการจัดกิจกรรมรับน้องให้สวยงามและสร้างสรรค์ขึ้น อย่างที่ควรจะเป็น...

ทีนี้ ในส่วนของผู้บริหารในกระทรวงและมหาวิทยาลัย ถ้ามองดูแล้ว ก็น่าเห็นใจ และเข้าใจได้บ้างถึงความจำเป็นที่ต้องมีประกาศและมาตรการต่าง ๆ ออกมา เพราะอย่างที่ข้อความบางส่วนในหนังสือที่ ศธ 0508/ ว 856 กล่าวว่า ด้วยปรากฏว่า การจัดกิจกรรมสำหรับนิสิตนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษานี้ ได้เกิดเหตุการณ์หลายกรณีดังที่ปรากฏในสื่อมวลชนต่าง ๆ จนก่อให้เกิดความวิตกกังวล... และ ... ขอให้ผมประสานมายังมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพื่อให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อมวลชนยุติลงโดยเร็ว และเป็นการกู้ภาพพจน์ของอุดมศึกษาไม่ให้ถดถอยลง... ก็สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการที่ออกมาดังกล่าว ก็คงเนื่องมาจากความเสียหายที่มีบางสถาบันก่อให้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้...

ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านเลขาธิการฯ ... เห็นควรให้มหาวิทยาลัย/สถาบันได้สั่งยุติกิจกรรมสำหรับปีนี้ลงตั้งแต่บัดนี้... หรือที่รองอธิการบดีฯ ... ห้ามจัดกิจกรรมที่ต้องค้างคืนในมหาวิทยาลัย... หรือ ... ไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมนิสิตนอกสถานที่... (น่าสงสารแพทกับพี่เบิ้ล... โดนลูกหลงไปส่วนนึง ทั้ง ๆ ที่นอกสถานที่ไปได้ 500 เมตร) แต่ก็คงต้องยอมรับว่าการที่ ... กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการในการรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษา... และทางมหาวิทยาลัยก็ได้กำหนดนโยบายการจัดกิจกรรมมาอย่างชัดเจน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี...

อย่างน้อยก็เป็นการป้องกันเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดจากกระแสข่าวเช่นนี้ในอนาคตได้บางส่วน...

และที่จริง กิจกรรมรับน้อง ก็รอการจัดระเบียบมาสักพักนึงแล้วมิใช่หรือ

ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ถึงแม้จะทำให้หลายฝ่ายต้องเสียกำลังกาย กำลังใจไปฟรี ๆ ถึงแม้อาจจะทำให้งานที่บางคนทุ่มเทมานับเดือนนับปีต้องพังทลาย...

แต่ก็คงมีผลดีเกิดขึ้นบ้าง... ใช่ไหม?

-----

11 May 2005

อุปาทวจักร ของมหาวิทยาลัย

เรื่องนี้คุยกับนอยเมื่อวันก่อน... เป็นบทสนทนาสั้น ๆ แต่ขอเอาใจความมาลงอีกรอบ...

ก็... ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการเอ็นทรานซ์ก็มาจากทัศนคติของสังคมต่อมหาวิทยาลัยเอกชน คือใคร ๆ ก็มองว่ามหาลัยเอกชนมันชั้นต่ำ... ก็เลยทำให้คนที่มีความสามารถมุ่งแต่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ พอเป็นอย่างนี้ ทรัพยากรบุคคลที่เหลือให้ ม.เอกชน ก็คือคนที่เอ็นท์ไม่ติด... ก็เลยยิ่งส่งเสริมทัศนคติของสังคมที่ว่ามหา'ลัยเอกชนมันชั้นต่ำ...

ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็เลยทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยเอกชนในการรองรับจำนวนผู้ที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาล้มเหลว... และก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องที่เรียนไม่พออย่างที่กล่าวก่อนหน้านี้ได้สักที...

PS สิ่งที่น่าแปลกในเรื่องนี้ คือ ทำไมมุมมองต่อสถาบันการศึกษาของ รัฐบาล/เอกชน ในระดับ โรงเรียน/มหาวิทยาลัย ถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง...