Showing posts with label Thailand. Show all posts
Showing posts with label Thailand. Show all posts

11 November 2021

Democracy with the monarch as head of state

ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประโยคและวลีคลาสสิกที่คนไทยไม่มีใครไม่คุ้นเคย เพราะต่างถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เยาว์วัย แต่กลับลึกลับในความหมายที่ลื่นไหลอย่างน่าประหลาด

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้วิจารณ์ว่ามันเป็นวลีที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสนอง “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” กันพอควร แต่ผมไม่เห็นด้วยนักนะ มันออกจะสื่อความหมายได้ชัดเจนและตรงประเด็นกว่าศัพท์ภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันอย่าง constitutional monarchy

เพราะการจำแนกระบอบการปกครอง ข้อสำคัญมันต้องอยู่ที่รูปแบบการบริหาร มากกว่าการดูแค่ว่าใครเป็นประมุขสิ อย่างบรูไนมีกษัตริย์ มีรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความตามตัวอักษรก็เรียกเป็น constitutional monarchy ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ เพราะ constitutional monarchy มันหมายถึงประชาธิปไตยที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ วลีภาษาไทยที่ใช้กันจึงสื่อความหมายได้ดีกว่าศัพท์ภาษาอังกฤษที่หลงค้างมาตั้งแต่สามร้อยปีก่อน และเข้าท่ากว่าศัพท์บัญญัติกำปั้นทุบดินอย่าง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ชวนประดักประเดิดยิ่งนัก

เรื่องความภักดีต่อศัพท์บัญญัติชวนประดักประเดิดนี่ต้องยกให้วิกิพีเดียเขาล่ะ

ผมเองน่าจะเพิ่งประจักษ์กับความแตกต่างนี้เมื่อช่วงรัฐประหารปี 2006 ตอนนั้นในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษมีคนไปแก้กล่องข้อมูลในบทความ Thailand ที่ระบุระบอบการปกครองเป็น Constitutional monarchy โดยต่อท้ายเพิ่มว่า under military dictatorship ซึ่งก็ เออแฮะ พอเป็นวลีนี้มันก็มีความง่ายแบบแปลก ๆ ดี นัยว่าถึงจะยึดอำนาจเป็นเผด็จการทหาร แต่ระบอบกษัตริย์ก็ยังคงอยู่ไม่ได้ถูกล้มล้าง ซึ่งเฮ่ยไม่ได้สิ ในเมื่อมันล้มล้างประชาธิปไตยเห็น ๆ ถ้าใช้ภาษาไทยตามที่บอกข้างต้นก็จะไม่เกิดการเลือนความหมายแบบนี้

แต่ถึงแม้วลี ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะสื่อความตามหลักภาษาได้ชัดเจนว่าประชาธิปไตยสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนประมุขเป็นอันดับรอง ก็เหมือนว่าความหมายโดยนัยนี้กลับกำลังถูกบางขั้วในสังคมพยายามบิดให้กลายเป็น ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก ถ้าลองย้อนดูรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จะเห็นว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ถึง 2521 มาตรา 2 ไม่ได้เขียนไว้อย่างปัจจุบัน แต่ใช้ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

สังเกตการเว้นวรรคที่สื่อว่าประชาธิปไตยกับประมุขนั้นเป็นสองประเด็นแยกกัน

การเอาช่องไฟออกและเติมคำเชื่อม อัน เข้าไป เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 และ 2534 ตามลำดับ และคงอยู่ต่อมาแต่นั้น ซึ่งนึกดูก็น่าคล้อยตามว่าเป็นการสร้างความหมายใหม่ให้พระมหากษัตริย์กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกกันไม่ได้ของประชาธิปไตย (แบบไทย ๆ) ตามที่เขาว่า

แต่มาถึงวันนี้ ความหมายนั้นเหมือนจะกำลังถูกเปลี่ยนไปอีกขั้น พระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตยอาจจะกลับมาแยกกันได้อีกครั้ง

แต่เป็นการแยกให้เห็นว่ามีอย่างเดียวที่สำคัญ

และเขาก็ได้บอกอย่างชัดแจ้งแล้ว ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย

6 August 2016

รำพึงรำพัน เรื่องรัฐธรรมนูญ

แป๊บ ๆ เก้าปีแล้วเหรอเนี่ย รู้สึกเหมือนเพิ่งจะเขียนถึงเหตุผลที่ไม่ไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญรอบที่แล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง

แต่คราวนี้คงอ้างเหตุผลแบบเดิมว่ายุ่งจนไม่มีโอกาสติดตามข่าวสารไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อมีคนแชร์ความเห็นฝั่งโน้นฝั่งนี้ผ่านตามาเต็มไปหมด ไหนจะคลิปไวรัลโยนหีบแตกนี่อีก เรื่องนี้ใครจะเกลียดจะด่า กกต.สมชัยว่าไงบ้างไม่รู้นะ แต่ในแง่การประชาสัมพันธ์สร้างกระแสนี่เอาถ้วยไปเลย

แต่ถึงจะมีข้อมูลตรงหน้ามากมายขนาดนี้เราก็ยังเพลียและไม่อยากจะสนใจมันอยู่ดี

เรื่องเดิม ๆ ที่ว่าการลงประชามติภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนี่ยังไงก็รู้สึกว่าปาหี่นี่ก็ส่วนหนึ่ง คือท่านก็แต่งตั้ง-ร่าง-ชงมาให้เสร็จสรรพขนาดนี้ แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม (♪)… เอ่อ นั่นแหละ ราวกับว่าการลงประชามติจะสามารถชดเชยการที่ห้ามเลือกกรรมการหมู่บ้านมาสองปี แล้วบ้านเมืองจะกลับมาเป็นประชาธิปไตยอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งก็ทำใจเชื่อไม่ลง และจึงไม่ค่อยอยากจะมีส่วนร่วมด้วยอย่างที่เคยบอกตั้งแต่คราวก่อน

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น

สำหรับผม ความสนใจในรัฐธรรมนูญคงไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

อย่างที่บอกไปในโพสต์รำพึงรำพันที่แล้ว ผมโตมาในบรรยากาศการเมืองยุคหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในยุคที่เราคิดและเชื่อกันจริง ๆ ว่าบ้านเมืองจะได้เป็นประชาธิปไตยเต็มตัวเสียที

ผมนั่งดูข่าวการอภิปรายมาตรา 211 สมัยรัฐบาลชวน 1 ทางโทรทัศน์ ตั้งแต่ยังไม่อาจรู้เรื่องด้วยซ้ำว่ามันมีความสำคัญอย่างไร

ผมนั่งอ่านเอกสารแนะนำการเลือก ส.ส.ร.ที่ส่งมาที่บ้าน และค่อย ๆ เรียนรู้ว่าทำไมเขาถึงจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ผมไล่อ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับประชาชน ถึงแม้จะรู้เรื่องเพียงแค่บางส่วน และตื่นเต้นกับความจับต้องได้ของบทบัญญัติสูงสุดของการปกครองประเทศ

ตอนนั้นผมอยู่ ป.6

ผมยังจำได้ถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ยังจำได้ว่ามี ส.ส.คนหนึ่งพยายามสร้างจุดสนใจโดยบอกว่า “เห็นด้วย แต่ไม่ค่อยชอบ” จนประธานสภาต้องติงให้ระบุให้ชัดเจนว่าเห็นชอบหรือไม่

ยังจำได้ถึงบรรยากาศการรณรงค์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญโดยเครือข่ายประชาสังคมก่อนหน้านั้น จนนักการเมืองที่ก่อนหน้านี้พยายามอภิปรายให้ร่างฯ ไม่ผ่านเพราะข้อความ “พ.ศ. …” ยอมถอย

จนหลายปีผ่านไป สติกเกอร์สีเขียวตองที่เริ่มเก่าลอกและซีดจาง ก็ยังคงเป็นภาพที่คุ้นเคย ที่อาจพบเห็นติดอยู่ตามมุมนั้นมุมนี้ของโรงเรียนและที่สาธารณะต่าง ๆ

แต่บัดนี้คงเหลือเพียงความทรงจำที่รางเลือน

เช่นเดียวกับความฝันที่ว่าเรามีประชาธิปไตย แค่ 9 ปีถัดมา ความเชื่อว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบก็ถูกรอยตีนตะขาบรถถังเหยียบทำลายไปสิ้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ถูกฉีกทิ้งไปพร้อมกับความเชื่อ ความหวัง และความศรัทธาของเด็ก ป.6 คนนั้น

และต่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่อีกกี่ฉบับ ที่ต่อให้ดีเลิศเลอกว่าเดิมสักแค่ไหน ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีโอกาสปลุกความรู้สึกที่ถูกทำลายไปเหล่านั้นกลับมาได้อีก

ความจริงแล้วมองย้อนกลับไป ความดีงามของรัฐธรรมนูญ '40 ที่เราเชื่อนักหนานั้นก็รับรู้มาจากการที่คนอื่นบอกมาแทบทั้งสิ้น ยังไม่เคยจะคิดวิเคราะห์เอาจากตัวบทเองอย่างจริงจังเลย

และจริง ๆ แล้วเสียงของเหตุผลก็ยังกระซิบบอกเราอยู่ว่าจะตัดสินอะไรดีไม่ดี ก็ต้องไล่เนื้อหาดูเอาสิ ไม่ใช่ใช้แต่ความรู้สึก ไม่งั้นจะมีโอกาสพบเจอกับสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ยังไง

แต่ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้จะไม่มีประเด็นให้กังขาและเคลือบแคลงเรื่องความเหมาะสมชอบธรรม ทั้งในหลักการ ตัวบท และที่มา ผมก็ยังคงไม่สามารถให้ความสนใจจริงจังกับมันได้อยู่ดี

เพราะยังช้ำใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้รัฐธรรมนูญจะดีแค่ไหน เป็นที่ยอมรับขนาดไหน ก็ไม่มีความหมาย หากเกมการเมืองเดินมาถึงจุดที่ผู้มีอำนาจจะไม่เคารพมัน

ทุกวันนี้ก็เลยได้แต่โหยหาอดีตอันหอมหวาน เพราะแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ถึงรัฐธรรมนูญ และอนาคตอันสดใสของประเทศนี้ ก็ยังไม่อาจที่จะทำ

1 December 2015

HIV Exceptionalism: Still a thing, 30 years on

ในช่วงทศวรรษ 1980 กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวีที่เป็นสาเหตุของโรค ต่างเป็นชื่อที่น่ากลัวและนำมาซึ่งความหดหู่และสิ้นหวัง เพราะในสมัยนั้นเรารู้เพียงว่าโรคมฤตยูที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้นำมาซึ่งความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีวิธีการรักษาใด ๆ ความกลัวนำไปสู่ความรังเกียจ และการตีตราและกีดกันผู้ติดเชื้อ วงการสาธารณสุขจึงตอบสนองโดยสร้างมาตรฐานที่เคร่งครัดเป็นพิเศษสำหรับการตรวจ การดูแลรักษา และการรักษาความลับของผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ ทำให้เอชไอวี/เอดส์กลายเป็นโรคที่มีฐานะพิเศษกว่าโรคอื่นใด ๆ ในปัจจุบัน

ฐานะพิเศษนี้ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า HIV exceptionalism เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงการสาธารณสุขมานานแล้ว Ronald Bayer ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้แสดงทรรศนะซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ตั้งแต่ปี 1991 ไว้ว่า HIV exceptionalism กำลังมีแนวโน้มจะลดความสำคัญลง ขณะที่ความรู้และมาตรการการจัดการโรคต่างพัฒนาก้าวหน้าขึ้น¹ แต่แม้จะผ่านมากว่า 20 ปี และวิทยาการได้พัฒนาจนเปลี่ยนโรคมฤตยูในสมัยนั้นให้กลายเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ หลักการของ HIV exceptionalism กลับยังคงเป็นที่ยึดปฏิบัติอยู่ เช่นเดียวกับการตีตราและกีดกัน ที่ยังฝังรากลึกไม่ยอมหายไปแม้ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้ การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวียังกำหนดให้ต้องมีกระบวนการให้คำปรึกษาก่อนและหลังการตรวจ และเป็นการตรวจอย่างเดียวที่ต้องให้ผู้ป่วยลงชื่อให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ในบางโรงพยาบาลผลการตรวจไม่สามารถเปิดดูผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้เหมือนการตรวจรายการอื่น แต่ต้องเดินไปรับผลซึ่งพิมพ์เป็นสลิปเอกสารลับโดยเฉพาะ อีกทั้งการให้คำปรึกษาและการจ่ายยา ก็มักมีขั้นตอนเฉพาะแยกต่างหากจากโรคอื่น เพื่อรักษาความลับของผู้ป่วย

ทั้งนี้ก็เห็นได้ไม่ยากว่าปัญหาการตีตราที่ยังแก้ไม่ได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ยังต้องคงมาตรการของ HIV exceptionalism ไว้ เพราะตราบใดที่สังคมยังมีความกลัวและรังเกียจผู้ติดเชื้ออย่างไม่สมเหตุสมผล การรักษาความลับของผู้ป่วยก็ยังต้องสำคัญเป็นพิเศษ บริการของคลินิกนิรนามจึงยังคงมีความจำเป็นอยู่นั่นเอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง HIV exceptionalism นี้เองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสนับสนุนให้การกีดกันและการเลือกปฏิบัติยังคงดำเนินอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายสาธารณสุขเพื่อต่อต้านการระบาดของเอชไอวีอีกด้วย เพราะมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะมีขึ้นเพื่อรักษาความลับของผู้ป่วย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำถึงการเลือกปฏิบัติ และเป็นการยอมรับโดยนัยว่าการติดเชื้อเอชไอวีนั้นมีความพิเศษ (หรือน่ากลัว) กว่าโรคอื่นทั่วไป ซึ่งสัญญาณแฝงเหล่านี้อาจปลูกฝังความเชื่อในทั้งตัวผู้ป่วย สังคม และแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์เอง โดยที่ไม่รู้ตัว นอกจากนี้ความยุ่งยากและ “เยอะ” ของมาตรการเหล่านี้ ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ เพราะยังทำให้รู้สึกว่าการตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องใหญ่หลวงที่ต้องคิดหนักก่อนจะปลงใจ แทนที่จะมองว่าเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้คนได้รู้สถานะการติดเชื้อของตนเองและได้รับการรักษาเพิ่มมากขึ้น

นี่ยังไม่กล่าวถึงผลของ HIV exceptionalism ต่อคุณภาพบริการทางการแพทย์ ในสถานพยาบาลหลายแห่ง การห้ามเปิดเผยสถานะการติดเชื้อของผู้ป่วยไปไกลจนถึงขั้นที่ “เอชไอวี” กลายเป็นคำต้องห้ามที่เอ่ยถึงไม่ได้แม้จะอยู่ลับหลังผู้ป่วยและญาติก็ตาม และต้องเลี่ยงไปใช้รหัสลับต่าง ๆ นานา ไม่ต่างจากที่ตัวละครในเรื่อง Harry Potter ไม่กล้าเอ่ยชื่อ Voldemort ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารเป็นอันมาก (และอาจไม่มีประโยชน์อะไร เพราะบ่อยครั้งที่เคยได้ยินพยาบาลส่งเวรด้วยรหัสลับดังกล่าว ก็เห็นว่ายังใช้น้ำเสียงกระซิบกระซาบเหมือนผู้ป่วยเป็นตัวประหลาดหรือไปทำความผิดอะไรมาอยู่ดี) นอกจากนี้ ในอีกหลายกรณีก็ยังมีความลักลั่นระหว่างหลักการกับการปฏิบัติจริงอยู่มาก ดังเช่นในโรงพยาบาลบางแห่ง ที่แม้การตรวจเอชไอวีตามปกติจะต้องขออนุญาตผู้ป่วยก่อน แต่เวลาตรวจเลือดก่อนผ่าตัดแพทย์ก็จะสั่งให้ตรวจเอชไอวีโดยที่ไม่ได้บอกผู้ป่วยแต่อย่างใด เพื่อพิจารณาใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อ (ซึ่งจริง ๆ แล้วตามหลัก universal precautions ควรจะปฏิบัติในผู้ป่วยทุกรายโดยไม่คำนึงถึงสถานะการติดเชื้อ)

ข้อปฏิบัติของ HIV exceptionalism เหล่านี้ จริง ๆ แล้วบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี (เช่นการตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อ) แต่ก็ไม่ควรถูกจำกัดการปฏิบัติเฉพาะกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี มาตรการบางอย่างอาจไม่จำเป็นแล้วในปัจจุบัน แต่บางอย่างก็อาจยังต้องทำ ตราบที่สังคมโดยรวมยังมีความเชื่อและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากนายจ้างยังสามารถเอาสถานะการติดเชื้อมาเป็นเหตุผลไม่รับคนเข้าทำงาน การตรวจเอชไอวีก็ไม่อาจเป็นการตรวจคัดกรองทั่วไปได้ ทั้งนี้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานต้องตระหนักถึงความจำเป็นและเห็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว และเลือกใช้อย่างสมเหตุสมผล ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นการส่งเสริมให้ตนเองและคนอื่นมองผู้ติดเชื้อเป็นตัวประหลาดหรืออันตราย เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติก็ยังคงต้องเป็นการให้ความรู้และเสริมสร้างความเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้การนำเสนอประเด็นดังกล่าวผ่านสื่อ ดังเช่นในซีรีส์ฮอร์โมนส์ตอนที่ผ่านมา² ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เมื่อพิจารณาว่าทุกวันนี้ยังมีข่าวชาวบ้านขับไล่ผู้ติดเชื้อออกจากหมู่บ้าน หรือผลสำรวจของกรมควบคุมโรคที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างถึง 51.2% บอกว่าไม่ยินดีว่ายน้ำในสระเดียวกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และ 40.9% บอกว่าไม่ยินดีให้ลูกเรียนหนังสือร่วมชั้นกับเด็กที่ติดเชื้อ³ ขณะที่ในทางกลับกันบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย กลับไม่ตระหนักถึงอันตรายของพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ก็เห็นได้ว่าหนทางในการแก้ปัญหาและสร้างความรู้ความเข้าใจนั้นยังคงอีกยาวไกล

ถ้าฮอร์โมนส์หนึ่งตอนจะเสนอเรื่องความหมายของการติดเชื้อเอชไอวีได้สู่ผู้ชมสักสองล้านคน โจทย์ที่น่าคิดต่อไปคงต้องเป็นว่าเราจะใช้สื่ออะไร หรือทำอย่างไรได้อีก เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้และแง่มุมอื่น ๆ ให้กับคนที่เหลืออีกทั้งประเทศ

เพราะหากยังไม่สามารถทำได้แล้ว การเข้าถึงผู้ติดเชื้ออย่างทั่วถึงก็จะยังคงเป็นไปไม่ได้ และการเอาชนะเอชไอวี/เอดส์ ก็จะเป็นได้เพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ในสังคมไม่อุดมปัญญาเท่านั้นเอง


10 January 2015

เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้อง...

วันเด็กอีกปี คำขวัญวันเด็กอีกหนึ่งคำขวัญ ที่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่ามีประโยชน์เพียงให้นักเรียนท่องไปตอบครู แล้วปีหน้าก็ลืม

แต่บางอันเราก็กลับไม่ลืมแฮะ สำหรับผมเอง มีคำขวัญวันเด็กที่ยังจำได้อยู่ 2 คำขวัญ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย ของคุณชวน หลีกภัย กับ เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี ของคุณทักษิณ ชินวัตร

อันแรกที่จำได้น่าจะเพราะมันสั้นมาก (มี 9 พยางค์ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาคำขวัญวันเด็กตั้งแต่ พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา) กอปรกับใช้ซ้ำ 2 ปี (พ.ศ. 2541, 2542 ซึ่งสมัยนั้นก็ชื่นชมคุณชวนที่ช่วยให้ไม่ต้องจำคำขวัญใหม่บ่อย ๆ) ส่วนเนื้อความของตัวคำขวัญเองนั้นไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะก็ออกคล้อยตามคำขวัญอื่น ๆ ที่ล้วนแต่บอกให้เป็นเด็กดี มีวินัย ใฝ่ศึกษา ฯลฯ โดยยกคุณธรรมอย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้างขึ้นมาเป็นตัวเด่นในแต่ละปี

ต่างจากคำขวัญของคุณทักษิณที่ฟังดูแล้วรู้สึกได้ว่าผิดแปลกจากธรรมเนียมนั้น เพราะแต่ละประเด็นที่ยกมาล้วนแต่มิใช่หัวข้อประเพณีนิยมที่เห็นกัน เรื่องเรียน แม้ว่าเดิมจะมีพูดถึงก็เป็นในลักษณะว่าให้ขยันเรียนในห้องเรียน เทคโนโลยี ก็เป็นประเด็นร่วมสมัยที่เพิ่งกล่าวถึงครั้งแรก และที่เด่นที่สุดคือคำว่า คิด ที่เพิ่งจะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน (ที่จริงมี ใฝ่ดีมีความคิด ใน พ.ศ. 2527 แต่ความหมายดูไม่ได้ชัดเจนนัก)

ซึ่งเมื่อดูคำขวัญอื่น ๆ ของคุณทักษิณ ก็ยิ่งเห็นชัด ข้อความอย่าง กล้าคิด กล้าพูด และ ขยันอ่าน ขยันคิด นั้นแตกต่างจากคำขวัญเดิม ๆ อย่างชัดเจน (ซึ่งต่อมาคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งคำขวัญในแนวคล้ายกัน มีวลีอย่าง ฉลาดคิด จุดประกายฝัน รู้คิด และ คิดสร้างสรรค์)

ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจที่คุณทักษิณจะเป็นผู้ริเริ่มแหกประเพณีกับคำขวัญวันเด็ก เพราะเขาก็ไม่ได้เป็นคนชอบทำอะไรตามประเพณีนิยมอยู่แล้ว แต่การยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา โดยเฉพาะการบอกให้เด็ก ๆ รู้จักใช้ความคิด แทนที่จะสอนให้เป็นเด็กดีมีคุณธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่แบบเดิม ๆ มันก็เหมือนจะสะท้อนวิสัยทัศน์ (หรือการสร้างภาพลักษณ์?) เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาสังคมของนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นอยู่กลาย ๆ

และไม่ว่าคำขวัญเหล่านี้จะสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีที่แต่งหรือไม่ก็ตาม เราก็ควรตระหนักว่าสาระของคำขวัญเหล่านี้ ที่ว่าเด็ก ๆ ควรจะได้รู้จักเรียนรู้และมีความคิดเป็นของตัวเอง คือแนวคิดที่เราต้องเปิดรับเพื่อให้สังคมสามารถพัฒนาไปได้ในโลกปัจจุบัน

แต่ถึงกระนั้น ทางเดินก็คงยังอีกยาวไกล เพราะเช่นเดียวกับประเพณีคำขวัญวันเด็กที่เปลี่ยนยากเพียงไร แนวคิดอำนาจนิยมของผู้ใหญ่ในสังคมไทยก็คงฝังรากลึกไม่ต่างกัน ดังที่เพลงหน้าที่ของเด็ก (ที่ขึ้นต้นว่า เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน) ยังคงพร่ำสอนเด็ก ๆ ถึงคุณธรรมตามค่านิยมในการสร้างชาติเมื่อ 60 ปีที่แล้วอยู่ในปัจจุบัน


  • ความภูมิใจอย่างหนึ่งในการเป็นนักเรียนสาธิตเกษตรของผม คือการร้องเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีไม่เป็น (ที่โรงเรียนไม่เคยเปิดให้ฟัง พอได้ยินครั้งแรกก็โตพอที่จะกังขาข้อแรกที่ว่าต้องนับถือศาสนาแล้ว เลยไม่เคยสนใจจำมาจนถึงปัจจุบัน)
  • เพิ่งเห็นคนแชร์บทสัมภาษณ์ ณัฐนันท์ วรินทรเวช: คำขวัญวันเด็กต้องไม่มีคำว่า ‘ระเบียบวินัย’ จากเว็บ TCIJ – มีแนวคิดที่คาบเกียวกับเอ็นทรีนี้อยู่บ้าง ส่วนประเด็นระเบียบวินัย เคยกล่าวถึงแล้วในเอ็นทรี Standing in line (2): Order v discipline
  • ซีรีส์ Standing in line อีกสองบทความยังไม่ตายนะครับ อีกไม่นานคงจะมา

25 May 2014

รำพึงรำพัน เรื่องรัฐประหาร

คำชี้แจง: เนื้อความในเอ็นทรีนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันของประเทศไทย การกล่าวถึงรัฐประหารใด ๆ ในเอ็นทรีนี้หมายเฉพาะถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หรือกล่าวลอย ๆ ถึงกรณีทั่วไปเท่านั้น ความทั้งหมดในเอ็นทรีนี้ ไม่มีส่วนใดที่วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 แต่อย่างใด และไม่ได้พาดพิงถึง คสช.หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอพักซีรีส์ Standing in line มาพร่ำเพ้ออะไรสักเล็กน้อยนะครับ

ทุกวันนี้เวลาพูดถึงรัฐประหารก็ต้องมีคำถามว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

คิดดูก็แปลกดี ถ้าเป็นสมัยก่อน (ก่อนปี 2005) คงไม่มีใครคิดว่าจะต้องตอบคำถามนี้

แม้ในปัจจุบัน เวลาเห็นคนบอกว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาเช่นนี้ ก็ยังพอเข้าใจ

แต่ที่ช่างเข้าใจยากนัก คือคนที่เรียกร้องรัฐประหารกันอย่างเต็มปากเต็มคำ

ก็คงเหมือนกับที่คนไปมอบดอกไม้ให้ทหารเมื่อปี 2006

ชีวิตของเราคงแตกต่างกันนัก จึงพามาให้มองเห็นโลกเบี้ยว ๆ นี้ได้ต่างกันขนาดนี้

ที่จริงถ้าถามคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น หลายคนคงให้คำตอบที่เป็นเรื่องเป็นราว เกี่ยวกับเสรีภาพ การกดขี่ ความชั่วร้ายของเผด็จการ ฯลฯ

ถ้ามีคนถาม ผมก็อาจจะกล้อมแกล้มตอบไปในทำนองเดียวกัน

แต่ในความจริงแล้วคำตอบลึก ๆ ในใจคงไม่มีเหตุมีผลแบบนั้น

...

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กโตมาในทศวรรษ 1990s

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กตามพ่อแม่ไปเขตเลือกตั้ง ดูเขานับคะแนนในจอโทรทัศน์

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กดูถ่ายทอด ส.ส.อภิปรายปาหี่กันในสภา (ถึงมันจะดูไร้สาระกว่าละครน้ำเน่าก็เถอะ) ดูเขาตั้งรัฐบาลกับยุบสภาสลับกันไปมา จนเห็นมีรัฐบาลพลเรือนผลัดเปลี่ยนกันไปห้าสมัยในสิบปี ซึ่งน่าจะเป็นสถิติต่อเนื่องนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้แล้วมั้ง

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กฟังผู้ใหญ่พร่ำสอนถึงความงามของประชาธิปไตย ถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยที่กำลังเติบโตทางการเมืองจนกลายเป็นผู้นำในภูมิภาค ถึงบทเรียนอันเจ็บปวดครั้งสุดท้ายที่เราได้เรียนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1992

บทเรียนที่ผมเองยังคงจำได้...

อันที่จริงเมื่อคราวพฤษภาทมิฬนั้นผมคงยังไม่รู้เรื่องหรอก ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะก็อยู่ในวัยเพิ่งเข้าโรงเรียน

แต่ก็รู้ว่ามีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเกิดขึ้นอยู่ในกรุงเทพฯ น่ากลัวจนโรงเรียนต้องเลื่อนเปิดเทอม น่ากลัวอย่างที่เห็นภาพท้องฟ้าเต็มไปด้วยควันทะมึน น่ากลัวอย่างที่มีคนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย

ตอนนั้นผมคงยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าความตายคืออะไร

แต่เรื่องราวของข่าวเหล่านั้นก็กลายเป็นหนึ่งในความทรงจำแรก ๆ ที่ผมมี เกี่ยวกับความเป็นไปของประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนแห่งนี้

และค่านิยมและความเชื่อที่เกิดสืบเนื่องมาจากความรุนแรงในครั้งนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผมได้รับปลูกฝังมาดั่งศรัทธาในศาสนา ว่าทหารไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ว่าการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยทหารนั้นจะนำพาให้ประเทศชาติย่อยยับ ดั่งที่ได้เห็นกันมาแล้ว

ครับ มุมมองของผมที่มีต่อรัฐประหาร แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสั่งสอนมา เช่นเดียวกับที่ถูกสอนให้เคารพผู้ใหญ่ หรือถูกสอนว่าคนไทยต้องรักในหลวง

แต่คำสอนเหล่านี้ก็ชี้นำชีวิตเรามาตลอด

ผมยังจำเพลงรณรงค์เลือกตั้งปี 1992 นั้นได้

วันที่ 13 กันยายน
เราทุกคนจะไปเลือกตั้ง
ใช้สิทธิ์ของเราอีกครั้ง
เลือกคนดีเข้าสภา ♪

อาจจะไม่ทรงพลังเหมือน “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ” แต่สำหรับผมแล้วเพลงนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความหวังทางการเมืองที่กำลังจะสดใสขึ้นแทบไม่ต่างกัน

แต่เหมือนท้องฟ้าสีทองที่ผ่องอยู่ได้ไม่ถึงสามปี ก็คงรู้กันดีว่าเกิดอะไรขึ้น

รัฐประหารเมื่อปี 2006 นั้น ถึงจะไม่เสียเลือดเนื้อ แต่สำหรับผมมันก็ช่างน่าตกใจ และสะเทือนใจไปมากทีเดียว

เป็น a nasty shock ที่ดึงให้เราต้องมาประจักษ์กับความจริงว่าสิบสี่ปีที่ผ่านมา ทหารไม่ได้หายไปไหนเลย

เป็นการทำลายความฝัน ที่เราเคยวาดไว้ว่าอยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว

และที่เจ็บช้ำไปกว่านั้น คือภาพคนมากมาย ที่ออกมามอบดอกไม้ให้ทหารด้วยน้ำใจยินดี

ตกลงความเลวร้ายของเผด็จการทหารที่เคยถูกสอนมา มันไม่จริงอย่างนั้นหรือ?

สิบสี่ปีที่ผ่านมานั้นคือเราเข้าใจผิดมาตลอด?

หรือคนเหล่านั้นเขาเพียงแค่ลืม ในสิ่งที่เรายังจำ?

ผมอาจจะยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจความเลวร้ายของสังคมมนุษย์ ที่บังคับให้เราต้องยอมรับอะไรเช่นนี้

ผมอาจจะยึดติดกับเหตุการณ์ในอดีตมากเกินไป จนไม่ทันเห็นว่าโลกหมุนผ่านไปจนอดีตเหล่านั้นมันไม่จริงแล้ว

ผมอาจจะหลงผิด อยู่กับความเชื่อที่ถูกสั่งสอนมาโดยไม่ได้นึกถึงเหตุผล

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อย่างน้อยก็ช่วยบอกกันให้เข้าใจหน่อยได้ไหม

ว่าทำไมจึงร้องหา

รัฐประหาร

17 May 2014

Standing in line (2): Order v discipline

บทความที่แล้วเปิดซีรีส์ไปด้วยการบ่นระบบทหาร ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้ดูเป็นเรื่องที่จะต้องเดือดร้อนด้วยเท่าไร ตราบที่ทหารยังอยู่ส่วนทหาร (และไม่คำนึงว่ามีกฎหมายบังคับให้รับราชการทหารอยู่) ความงี่เง่าของระบบเหล่านั้นก็ไม่น่ากระทบอะไรกับประชาชนพลเรือนทั่วไป

แต่เรื่องของเรื่องคือ ระบบเหล่านั้นมันไม่ได้จำกัดขอบเขตตัวเอง วันนี้จะขอพาเข้าประเด็นหลักโดยยกพาดหัวรองจากบทความ The New York Times เมื่อ พ.ค.ที่แล้ว ที่เคยอ้างถึงในเอ็นทรี หัวเกรียน? ชุดนักเรียน?

In Thailand’s Schools, Vestiges of Military Rule

ประเด็นที่อยากจะอภิปรายวันนี้ คือองค์ประกอบของระบบทหารที่เราต่างพบเห็นกันเป็นประจำในพื้นที่สถาบันการศึกษาไทย หรือ “school regimentation” ที่กล่าวถึงในชื่อบทความดังกล่าวนั่นเอง

ผมคงไม่ขอร่วมวิเคราะห์ว่าธรรมเนียมการเข้าแถวเคารพธงชาติ แต่งเครื่องแบบ ตัดผมสั้น เชื่อฟังคำสั่งครู ฯลฯ ในโรงเรียนนั้นมีที่มาเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบทหารในสมัยรัชกาลที่ 5 อย่างไรหรือไม่ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมเนียมเหล่านี้ได้ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งก็สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ยังคงแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

และด้วยความฝังลึกนี้ ทุกครั้งที่มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมเนียมการปฏิบัติดังกล่าว เราก็มักได้เห็นการอภิปรายถกเถียงเป็นวงกว้าง ทั้งในสื่อมวลชนและชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ และก็ไม่พ้นที่จะต้องได้เห็นข้อสนับสนุนที่ว่าธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ล้วนสำคัญ เพราะเป็นการปลูกฝังระเบียบวินัยให้เยาวชนได้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมต่อไปในอนาคต

ที่บทถกเถียงเหล่านี้ไม่เคยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันได้ อาจเพราะความเห็นที่ต่างกันสุดขั้วก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแต่ละฝ่ายยังไม่เข้าใจว่า ระเบียบวินัย ที่ต่างอ้างกันนั้นหมายถึงอะไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เองก็ไม่ค่อยช่วยอะไร เพราะให้คำจำกัดความไว้ซ้ำซ้อนกันว่า ระเบียบ คือ แบบแผนที่วางไว้เป็นแนวปฏิบัติหรือดำเนินการ ส่วน วินัย คือ ระเบียบแบบแผนและข้อบังคับ, ข้อปฏิบัติ

ผมจึงขอเสนอคำจำกัดความใหม่ สำหรับอธิบายแนวคิดของผมต่อประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ โดยผมจะกำหนดให้ ระเบียบ (order) หมายถึงการปฏิบัติอยู่ในสภาพที่เรียบร้อย ส่วน วินัย (discipline) หมายถึงการควบคุมตนตามกาลเทศะอย่างสมควร

บอกแค่นี้อาจจะยังเห็นไม่ชัดเจนว่าแล้วตกลงมันต่างกันยังไง ลองดูตัวอย่างครับ ยกประเด็นต้นเรื่องเลยคือการเข้าแถว สมมุติว่าครูสั่งให้นักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติ ซึ่งนักเรียนก็ยืนตรงได้ไม่ยุกยิก เข้าแถวเรียบร้อยเป็นแนวตรงทั้งแถวตอนแถวหน้ากระดาน อันนี้คือที่ผมเรียกว่ามีระเบียบ แต่หากนักเรียนเข้าแถวได้อย่างนั้นเฉพาะเวลาที่มีครูยืนคุมอยู่ ก็ไม่เรียกว่ามีวินัย เทียบกับการเข้าแถวต่อคิวรับถาดอาหารกลางวัน ถ้านักเรียนต่อคิวกันเป็นแถวโดยไม่ต้องคอยสั่ง ไม่มีคนแซงคิวแม้จะไม่มีครูคอยยืนคุม นั่นคือที่ผมเรียกว่ามีวินัย แม้อาจจะไม่ได้มีระเบียบ คือนักเรียนไม่ยืนตรง แถวเบี้ยวไปมาก็ตาม

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะพอเดาได้ว่าแนวคิดที่ผมจะเสนอคืออะไร ครับ เมื่อกำหนดความหมายแยกกันให้ชัดเจนแล้ว ผมเชื่อว่า วินัย คือสิ่งที่สำคัญต่อปกติสุขของสังคมมากกว่า เพราะในชีวิตประจำวันเราไม่มีใครมาคอยคุมให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์และมารยาทของสังคมอยู่ตลอดเวลา คงไม่มีประโยชน์ที่ทุกคนจะสามารถเข้าแถวเคารพธงชาติได้ตรงเป๊ะทุกวันเช้าเย็น ถ้าเวลาขึ้นรถเมล์เราจะกลับยืนออเบียดเสียดแย่งกันแซงขึ้นรถตรงหน้าประตูจนผู้โดยสารบนรถลงไม่ได้ และก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะกำหนดฝั่งขวาหรือซ้ายของบันไดเลื่อนให้ยืนหรือเดิน หากกำหนดไปแล้วคนจะไม่ปฏิบัติตาม

ไม่ใช่ว่าระเบียบไม่สำคัญ เพราะเมื่อมีวินัยในการปฏิบัติอะไรแล้วก็ย่อมต้องอาศัยระเบียบช่วยกำหนดให้การปฏิบัตินั้นเป็นไปอย่างเรียบร้อยตามมา ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับส่วนหนึ่งในคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่อ้างไว้ในบทความที่แล้ว ที่ใช้วงโยธวาทิตเป็นสัญลักษณ์แทนความงี่เง่าของระบบทหาร เพราะการควบคุมร่างกายให้ผสานเข้ากับจังหวะดนตรีนั้นก็ต้องอาศัยทั้งระเบียบและวินัยร่วมกันในระดับสูง ไม่ต่างจากที่สมาชิกวงออร์เคสตราต้องมีทั้งระเบียบและวินัยในการเล่นจึงจะบรรเลงดนตรีออกมาได้พร้อมเพรียงโดยไม่ผิดเพี้ยน

แต่การบีบบังคับให้อยู่ในกรอบ (regimentation) ที่ปฏิบัติกันในโรงเรียนนั้น แม้จะสร้างสภาพที่มีระเบียบได้แต่ก็แค่ชั่วคราว และที่สำคัญ ไม่น่าจะช่วยปลูกฝังวินัยได้แต่อย่างไร เพราะอาศัยแต่การเฝ้าควบคุม (และอาจจะกดขี่) อยู่ตลอดเวลา สภาพบีบบังคับเช่นนี้ ถึงแม้ในเบื้องต้นอาจจะสามารถขู่ให้ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจเกรงกลัวและไม่กล้าละเมิดระเบียบ ด้วยกลัวว่าจะถูกลงโทษ แต่ในเบื้องลึกแล้วกลับเป็นการบ่มเพาะความรู้สึกต่อต้าน ที่จะส่งผลในทิศทางตรงข้ามเมื่อมันมากจนทนไม่ไหว หรือเมื่อแรงบีบบังคับนั้นอ่อนลง

การปลูกฝังระเบียบและวินัยที่แท้จริงนั้น ต้องมาจากความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นอิสระและมีความสามารถที่จะทำความรู้ความเข้าใจกับโลกรอบตัวได้ ครูจะตรวจผมตรวจเครื่องแบบนักเรียน จะยืนเฝ้าเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติเป็นสิบปี หากทำไปเพียงด้วยสภาพบังคับที่ไม่มีเหตุผล ก็คงไม่เหลืออะไรหลังจากที่นักเรียนเรียนจบพ้นเงื้อมมือครูไปแล้ว แต่การสอนให้นักเรียนรู้จักคิดถึงสังคมและคนรอบข้าง ให้เห็นและเข้าใจว่าการเข้าคิวจะช่วยให้ตนเองและเพื่อนทุกคนได้ทานอาหารกลางวันโดยเรียบร้อยตามความประสงค์ นั่นต่างหาก คือสิ่งที่โรงเรียนควรทำเพื่อปลูกฝังระเบียบวินัย

22 March 2014

Bangkok's taxi problem: Are mobile apps the solution?

It is a perennial topic of grievance for the citizens of Bangkok, and the set-up is all-too-familiar. It is the evening rush hour, and you are trying to find your way among the throngs of commuters travelling in this city of 10 million. It might be the lack of public transport leading where you need to go, you might be unfamiliar with the neighbourhood, or just are in a hurry. But you decide to take a taxi. After several brightly coloured cars pass by, all with passengers, you successfully flag down one with red lights behind the windscreen indicating a vacancy. But when the driver hears where you're headed, he simply shakes his head, refusing to go. You sigh in frustration, but know it's useless to argue, and so try to patiently wait for another cab to come by. The same exchange is repeated a few more times. When one driver finally agrees, you end up gratefully thanking him for upholding his end of the bargain, something which should have gone without saying in the first place.

Such scenes take place daily throughout the city, probably in the thousands. Everyone seems to have been the victim of such refusals. Online communities are rife with criticism and complaints. Discussions regularly pop up on popular discussion forums. Twitter is abound with one-liners featuring fanciful revenge scenarios against passenger-denying cabbies and their lame excuses. The press has periodically picked up on all this anger. All to no avail.

It's not that the authorities are unwilling to accept the problem or that they haven't tried to better enforce the law (denying passengers is illegal, according to the Motor Vehicle Act, B.E. 2522). Rather, there hasn't been much choice in terms of actions that could directly benefit either passenger or driver. Take the Department of Land Transport's hotline, tel. 1584. The complaint-lodging system has existed for years, but with few people bothering to actually report the transgressions they witnessed. Awareness campaigns have done little to promote its use. This is probably because any action taken against the reported drivers remain invisible to passengers, most of whom have little faith in the system to begin with. For them, given the lack of assurance that their feedback produces results, the cost of their phone call is unjustifiable. The system is also prone to abuse. With no evidence required, false complaints can easily be submitted, though moving to better secure the system would further reduce its use.

Other initiatives have also arisen in attempts to fill this void. There are mobile apps that streamline the complaint-lodging process and websites that aggregate openly accessible feedback for individual taxis. However, such attempts haven't proven helpful, either. For user feedback to be of any use, it must be able to directly influence the future selection of cabs by other passengers, thereby rewarding good drivers and punishing bad ones. But there is a disconnect between the availability of feedback and the way we actually pick taxis, which is essentially a lotto, depending on who happens to drive by at that moment.

This is where mobile taxi-hailing apps come in.

The spotlight has been on hired-transport apps this past month. The international expansion of Uber and the regulatory backlash against it, as well as the scuffle between competing taxi apps and authorities in Beijing and Shanghai, show how big a role these apps will have to play in shaking up the workings of this relatively stagnant market. While Uber, a quasi-luxury service that connects passengers and drivers for rides, launched with fanfare in Bangkok earlier this month, two other regular-taxi apps have been operating since late last year, and are growing. Easy Taxi is based in Brazil and operates in 26 countries, while GrabTaxi is local and covers several cities in Southeast Asia. Both of them are currently focused on streamlining the cab-hailing process, providing real-time updates and contact info. But there is still also much potential for expansion in other areas.

These apps currently rely on driver and vehicle screening to achieve a certain standard. This effectively creates a small pool of quality taxis to offer passengers, which works, to a degree. As adoption rates grow, such assurance of quality will become increasingly difficult, and it will be essential to employ some form of user-generated feedback. These apps are in the perfect position to bridge the aforementioned gap between feedback and future rides. Whereas passengers have neither choice nor information when flagging down a taxi on the street, hailing through an app can provide them with both, potentially allowing them to avoid poorly rated drivers. Earlier digital taxi-hailing initiatives such as Governor Apirak's "smart taxi stands" failed in part due to both passengers and drivers not honouring calls. Feedback systems, combined with the increased accountability of hailing through apps, could help address this.

The greatest potential benefit of mobile-hailing apps, however, lie in how they can improve the efficiency of the market. By providing information and conveniently connecting passengers to taxis, they can help reduce the huge transaction costs normally involved, not least by cutting the time cabdrivers would otherwise spend roaming the streets with empty cars. One can easily imagine these benefits mounting as popularity of these apps increase and their underlying systems become more sophisticated. Providing passengers with the nearest cab is a start. Implementing a feedback system is but a step further. A well designed system might soon be able to match passengers and drivers in a way that maximises all parties' interests, e.g. identifying the driver most willing to go to a passenger's destination. This may even eliminate the root causes that created the problem in the first place.

There are many more ways mobile taxi-hailing apps could transform the market. However, not everybody today owns a smartphone. Considerations still need to be given to fairly balancing the provision of services among app-users and those who would rather opt to flag down a cab the traditional way. As seen from the cases in China and elsewhere, drastic changes to the system are likely to be at odds with regulations designed for an earlier era. Eventually, formal changes will be needed. But there is still much room for growth today.

And I am hopeful.

5 November 2013

ขีดเขียนยามดึก (ว่าด้วยกระแสร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฯ)

นอนไม่หลับ...

เปิดแหล่งข้อมูลข่าวสารใด ๆ ก็มีแต่เรื่องร่าง พรบ.นิรโทษกรรมฯ เต็มไปหมด ไหน ๆ ก็แล้วขอพ่นทิ้งหน่อยละกัน

เมื่อเย็นนี้เห็นทวีตที่ติดใจอยู่หลัก ๆ สองอัน

หนึ่งคือ

สองคือ

นั่นล่ะครับ ที่ว่าเซ็งกระแสป้ายดำในเฟซบุ๊ก จะว่าเพราะแอบขัดใจที่อยู่ดี ๆ เพื่อน ๆ ทั้งหลายก็เกิดตื่นตัวทางการเมืองกันขึ้นมาพร้อม ๆ กันก็ส่วนหนึ่ง เพราะรำคาญที่รูปมันดูเหมือนกันไปหมดก็ส่วนหนึ่ง แต่หลัก ๆ แล้วคือ

ครับ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่มีความเห็น และการโพสต์ลงบล็อกนี่ก็ไม่ขัดกับแนวทางการใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวแต่อย่างใด

ว่าด้วยนิรโทษกรรม

สมัยเด็ก ๆ ก็จำได้ว่ารู้จักคำ นิรโทษกรรม ในแง่ลบ ในนัยที่ว่าเป็นการล้างความผิด ล้มกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กระทำผิดต่อประชาชน ช่างเป็นคำที่ฟังดูน่ารังเกียจ และไม่เข้าใจว่าสังคมจะมีกระบวนการเช่นนี้ไปทำไม

ต่อมาเมื่อได้ยินชื่อ Amnesty International แปลเป็นภาษาไทยว่า องค์การนิรโทษกรรมสากล จึงแปลกใจและสงสัย ว่าทำไม NGO ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งน่าจะไม่เห็นด้วยกับการล้างผิดให้คนที่เข่นฆ่าประชาชน ถึงตั้งชื่อเช่นนั้น¹

เมื่อโตขึ้นอีกถึงเข้าใจว่าความยุติธรรมเป็นเพียงสิ่งสมมุติ ถูก-ผิดมักขึ้นกับมุมมอง และกระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกที่ไม่เคยเป็นอิสระจากการเมือง คำ amnesty ในชื่อของ AI นั้นมุ่งหมายถึงการยกเลิกความผิดให้นักโทษทางการเมือง ไม่ใช่ผู้กระทำผิดที่มีอำนาจทางการเมือง แต่สองอย่างนี้ก็ไม่ได้แยกจากกันง่ายเสมอไป

ดูง่าย ๆ จากเหตุการณ์ปัจจุบัน ถ้าประเทศไทยใกล้ตัวไปก็ดูอียิปต์ ถามว่า Mohamed Morsi ที่เพิ่งขึ้นศาลไปเมื่อวานเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองที่กระทำผิดต่อประชาชน หรือเป็นนักโทษทางการเมืองที่เป็นเหยื่อของรัฐประหาร คำตอบที่ได้คงแตกต่างกันไปแล้วแต่จะถามใคร

ในสังคมที่เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่แย่น้อยที่สุดที่มีอยู่ เรายอมรับว่าการเมืองไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ จึงต้องอาศัยทำให้คนส่วนมากพอใจโดยไม่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของส่วนน้อย แต่เรากลับไม่ค่อยมองเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมก็เป็นดอกผลของกระบวนการทางการเมืองเดียวกันนี้ ซึ่งย่อมโอนอ่อนเอนเอียงไปได้ตามกาลเวลา

เราจึงมักไม่เข้าใจแก่นของนิรโทษกรรม ว่าควรมีไว้แก้ไขข้อผิดพลาด สมานช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างเสรีภาพทางการเมืองกับความเอนเอียงของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงสิ่งชั่วร้ายที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือตนเอง

ว่าด้วยกระแสต่อต้านร่าง พรบ.ฯ

ขอยอมรับว่าหกปีกว่าหลังจากเขียนเอ็นทรีนี้ ผมก็ยังไม่หายรู้สึกระอิดระอากับการเมือง และยังคงไม่รู้สึกอยากมีส่วนร่วมใด ๆ กับมัน (มากไปกว่านั่งบ่นอยู่ตรงนี้) กระนั้นผมก็คิดว่าการไม่เลือกลงไปมีส่วนร่วมกับฝ่ายใด ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เห็นแนวคิดและการกระทำของแต่ละฝ่ายผ่านเลนส์ที่ไม่ถูกเจือสีได้ดี

หลาย ๆ ท่าน (รวมถึงตัวผมเอง) ได้กล่าว (เชิงกึ่งขบขัน) ไปแล้ว ว่าร่าง พรบ.ฉบับนี้ ดูจะสร้างความสมานฉันท์ระหว่างแต่ละขั้วการเมืองได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ในแง่ของการร่วมกันออกมาต่อต้าน แต่สิ่งที่แต่ละฝ่ายต่อต้านนั้นช่างแตกต่างกันยิ่งนัก ขั้วหนึ่งก็ต่อต้านการล้างผิดให้คนโกงชาติ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็ต่อต้านการล้างผิดให้คนสั่งฆ่าประชาชน

ผมเองไม่เห็นด้วยกับคำดังกล่าวของทั้งสองฝ่าย

ผมไม่ได้บอกว่าทักษิณไม่ได้โกงชาติ แม้ผมจะไม่เชื่อว่าการตัดสินของศาลในกรณีดังกล่าวจะเป็นอิสระจากการเมือง ผมก็ไม่กังขาสักนิดครับว่าเขาโกง ไม่ต่างจากที่ผมเชื่อว่าเราทุกคนก็โกงชาติอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะโดยการยื่นภาษีไม่ตรงประเภทตามเจตนารมณ์ของประมวลรัษฎากร การใช้เส้นสายเวลาติดต่อราชการ หรือกระทั่งการข้ามถนนนอกเขตทางข้าม

ทักษิณโกงแน่ครับ แต่การโกงนั้นไม่ใช่เหตุให้ยอมรับรัฐประหาร และศาลยุคตุลาการภิวัตน์ที่ตัดสินมากี่คดีก็มีแต่ทักษิณกับพวกที่ผิด (ไม่ว่าจะคดีอาญาหรือคดีการเมือง) ย่อมสมควรถูกกังขาในความเป็นกลาง กระนั้นการบอกยกเลิกความผิดนี้โดยปริยายก็ไม่สมควรเช่นกัน ผมไม่ได้ติดตามข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ แต่ฟังดูเผิน ๆ แนวคิดเรื่องการยกเลิกคำตัดสินที่ถูกกังขาเพื่อกลับมาเข้ากระบวนการใหม่ที่เที่ยงตรง ก็เหมือนจะเข้าท่าดี หากแต่ก็ไม่เห็นว่าจะทำจริงได้อย่างไร

ผมเองไม่ได้ชอบทักษิณ แต่ผมก็เชื่อว่าเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ผมไม่เชื่อว่าหากศาลเดียวกันนั้นตัดสินให้ทักษิณพ้นผิด หรือให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามมีความผิด บรรดาคนที่เรียกร้องให้รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมอยู่นี้ จะยังกล่าวกันเช่นเดิม

สำหรับฝ่ายคนที่ไม่ยอมให้อภัยฆาตกรที่สั่งฆ่าประชาชน ขอเถอะครับ กับไอ้คำ ฆาตกร เนี่ย จะเวอร์กันไปถึงไหน

ถามว่า พ.ค.'53 มีผู้บริสุทธิ์ตายด้วยน้ำมือทหารไหม ผมไม่กังขาครับว่ามี หากเช่นนั้นแล้วทหารปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดไหม ไม่ต้องสงสัยครับว่าผิด ถามว่าผู้นำที่ตัดสินใจให้ใช้กำลังทางทหารควรจะรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไหม ผมบอกเลยว่าควร แต่ถามว่านั่นแปลว่าเขาเป็นฆาตกร ที่สั่งฆ่าประชาชนด้วยเจตนาอันโหดเหี้ยมเพื่อหมายจะเอาชีวิตผู้บริสุทธิ์หรือเปล่า ช่างคิดไปได้นะครับ...

อภิสิทธิ์ (กับสุเทพ) ทำผิดแน่ครับ แต่ผิดที่ไว้ใจผิดว่าทหารจะไม่ทำอันตรายผู้บริสุทธิ์ (โดยไม่ได้ตระหนักว่าหน้าที่ของทหารคือรบกับศัตรู ไม่ใช่สลายการชุมนุม) ไม่ใช่สั่งฆ่าประชาชน ถามว่าเขาควรต้องรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรือเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ผมไม่เห็นว่าแก่นของกรณีนี้จะแตกต่างจากการสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัวเมื่อ ต.ค.'51 เท่าใดนัก เหตุที่ทำให้เกิดปัญหาคือความไม่สามารถในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เจตนาฆ่า การเรียกร้องความจริงและความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียเป็นสิ่งที่สมควร แต่ตราบใดที่ยังตะโกนแต่คำว่าฆาตกรกันอยู่นั้น ผมก็เห็นแต่คนที่เอาศพของผู้เสียชีวิตมากองเป็นเวทีให้ตนเองเหยียบยืนเท่านั้นเอง

แล้วตกลงคิดอย่างไรกับกระแสต่อต้านร่าง พรบ.ฯ โดยรวม?

อันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับหลักการลบล้างความผิดทั้งหมดทั้งมวล ก็คงไม่ถึงขนาดที่เห็นว่าต้องแสดงออกผ่านการเอาป้ายดำเป็นรูปโปรไฟล์เต็มไปหมดแบบนี้

ส่วนหนึ่งคงเพราะว่าที่ผ่านมาผมเสื่อมศรัทธากับกระบวนการยุติธรรมไปมากแล้ว และไม่อยากหวังลม ๆ แล้ง ๆ อีกต่อไปว่าจะมีโอกาสเห็นการดำเนินคดีที่เป็นกลางได้จริง (ดูตัวอย่างจากการทำคดีของ DSI ที่เปลี่ยนทิศทางไปมาตามสายลมการเมืองที่พัดผ่าน) ลึก ๆ แล้วก็เลยยังแอบคิดอยู่ว่าหากร่าง พรบ.นี้ผ่านได้ อย่างน้อยก็จะได้เลิกกันเสียทีกับกระบวนการยุติธรรมปาหี่นี่ นัยว่าถ้าจะมีแต่กระบวนการยุติธรรมที่ลำเอียงเช่นนี้แล้ว ออกกฎยกเลิกอย่างเป็นทางการไปเลยเสียอาจจะดีกว่า

และอย่างไรเสีย แค่นี้ร่าง พรบ.ฯ ก็ได้ช่วยให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้มีโอกาสทบทวนแนวคิดกันยกใหญ่แล้ว หากทักษิณกลับมา เราอาจจะได้เห็นการแตกหักกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างจริงจังเสียที²

ซึ่งผมยังคงรออยู่ เผื่อว่าประเทศไทยจะได้เกิดมีกลุ่มการเมืองเสรีนิยมที่ผมจะสามารถสนับสนุนได้โดยบริสุทธิ์ใจบ้างสักวัน


  1. อีกชื่อที่สงสัยมาแต่เด็กคือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ทำไมหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนจะตั้งชื่อให้เข้าใจง่าย ๆ กันไม่ได้หรือไง
  2. ดู Leftists and the Red Shirts: This relationship could write a bad romance.

30 June 2013

หัวเกรียน? ชุดนักเรียน?

ช่วงที่ผ่านมาเรื่องทรงผมกับเครื่องแบบนักเรียนก็เหมือนจะเกิดเป็นประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์กันอีกรอบนะครับ ตั้งแต่เปิดเทอมปีการศึกษาใหม่หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการได้ชี้แจงนโยบายเรื่องทรงผมของนักเรียนมา ซึ่งก็มีเหตุให้เกิดความลักลั่นในการนำไปปฏิบัติกันอยู่ให้เห็น ตลอดจนการนำเรื่องเครื่องแบบนักเรียนมาประกอบโครงเรื่องในละครโทรทัศน์¹ ในเวลาใกล้เคียงกับที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนทั้งต่างประเทศ² และในประเทศ³

ผมเองได้เห็นการถกเถียงในเรื่องดังกล่าวผ่านมาแล้วก็ผ่านไปบนโลกออนไลน์หลายรอบ แต่ละรอบก็เห็นประเด็นเดิม ๆ มิได้แตกต่างกันเท่าไร จนระอาที่จะร่วมคิดหรือติดตาม เพราะมองว่ายังไงก็คงเปล่าประโยชน์ที่จะคาดหวังการเปลี่ยนแปลง (อีกอย่างตัวเองก็เลยวัยที่จะเดือดร้อนกับเรื่องเหล่านี้มาแล้ว และวงการศึกษาไทยก็มีปัญหาที่สำคัญกว่านี้อีกมาก) จึงแปลกใจพอควรครับ เมื่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. ออกมากำหนดแนวนโยบายเรื่องทรงผมที่ชัดเจนแบบนี้

แต่ขอกล่าวถึงประเด็นเครื่องแบบก่อนดีกว่าครับ

ให้เวลา 30 วินาที ลองนึกชื่อภาพยนตร์ที่ตัวละครใส่กางเกงนักเรียนสีกากีสักเรื่องนะครับ

นึกออกไหมครับ ผมนึกออกหนึ่งเรื่องคือ ปัญญา เรณู

อาจจะมีเรื่องอื่นอีก แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็กชนชั้นกลางในเมืองใหญ่เช่นกัน

ที่ในเนื้อความเขียนว่าเครื่องแบบนักเรียนมันก็เหมือนกันแทบทุกที่นั้นไม่จริงหรอกครับ อย่างเครื่องแบบนักเรียนชายนี่ยังมีสีกางเกงที่ถูกใช้เป็น stereotype บ่งระดับชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ส่วนของนักเรียนหญิงยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งแบบเสื้อ แบบกระโปรง แล้วยังอุปกรณ์ประกอบอีกเต็มไปหมด

หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับค่านิยมของสังคมที่สะท้อนออกมาในภาพยนตร์ ซึ่งมองว่าชุดนักเรียนกางเกงสีน้ำเงินคือโรงเรียนเอกชน สีกากีคือโรงเรียนวัด/โรงเรียนรัฐบาล (โดยเฉพาะต่างจังหวัด) ส่วนสีดำก็มีหมด แต่ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ในเมือง นอกจากนี้ยังมีสีหายาก ลายสก็อตต่าง ๆ ตามแต่โรงเรียนจะรังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างเป็น "เอกลักษณ์" ขึ้นมา (ส่วนสีกรมท่าคนไม่ค่อยรู้จัก ที่จริงสังเกตได้ว่าสัมพันธ์กับโรงเรียนในวัง ทั้งจิตรลดา วชิราวุธ ราชวินิต ฯลฯ แอบสงสัยว่าสาธิตเกษตรจะตั้งใจเลือกมาด้วยเหตุนี้ (ไม่ก็ให้เข้ากับสีม่วง))

แต่ความจริงแล้วต่อให้ไม่มี stereotype ที่ได้จากรูปแบบหรือสีของชุดนักเรียน ค่านิยมของสถานศึกษาแต่ละที่ก็สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันขึ้นมาโดยธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจอยู่แล้ว

ลองนึกถึงภาพยนตร์อีกรอบครับ คราวนี้เอาที่ตัวละครใส่กางเกงนักเรียนสีน้ำเงิน มีสักเรื่องไหมที่ตัวละครจะใส่กางเกงยาวเกินสองคืบ

อันนี้อาจจะกล่าวเกินจริงไปบ้าง (แล้วแต่คืบใคร) แต่ลักษณะการแต่งกายดังกล่าวก็สะท้อนวัฒนธรรมและค่านิยมของนักเรียนหลายโรงเรียน โดยเฉพาะเหล่าโรงเรียนเอกชนชายล้วนที่เก่าแก่เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่ามันเกิดมาได้ยังไง แต่ก็รู้สึกทึ่งกับการยึดมั่นในค่านิยมดังกล่าวของบรรดานักเรียนเหล่านั้น โดยเฉพาะเด็กอัสสัมชัญ ซึ่งเพื่อนที่เป็นศิษย์เก่าเคยบรรยายว่ากางเกงนักเรียนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอน

ส่วนชุดนักเรียนหญิงก็มีปรากฏการณ์แบบเดียวกัน ดูอย่างสาธิตเกษตรที่นอกจากกระโปรงจะเป็นสีม่วงเด่นขนาดนั้นแล้วยังนิยมใส่กันยาวแทบกรอมข้อเท้าแบบที่ว่าอยากนั่งขัดสมาธิตรงไหนก็ลงไปนั่งได้เลย

ค่านิยมเหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นครับว่าถึงจะมีการกำหนดเครื่องแบบจากเบื้องบนลงมา (หรือต่อให้ไม่มีก็ตาม?) อย่างไรเสียก็จะยังมี "เครื่องแบบ" แห่งค่านิยมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเติบโตแพร่กระจายได้เองในสังคมดำเนินควบคู่ไปด้วยอยู่นั่นเอง

ผมขอไม่ทบทวนข้อถกเถียงทั้งหมดในเรื่องที่ว่าเราควรมีเครื่องแบบนักเรียน/นักศึกษาต่อไปหรือเปล่า เพราะเท่าที่ติดตามดู ก็ไม่เคยเห็นว่าข้อโต้แย้งของฝ่ายไหนจะมีความถูกต้องสัมบูรณ์เหนือกว่า ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตที่ว่าสังคมไทยนั้นนิยมเครื่องแบบ (มาก) เพราะมันตอบสนองความคาดหวังของสังคมทั้งในแง่ที่เป็นสังคมอำนาจนิยมมาแต่เดิม และที่เครื่องแบบนั้นเป็นเครื่องแสดงระดับชั้นทางสังคมที่ชัดเจน แต่ข้อสังเกตเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยตอบโจทย์ในเชิงปทัฏฐาน (normative) แต่อย่างใด หากมองในแง่เสรีภาพ ที่สุดขั้วของการมีเสรีภาพในการเลือกแต่งกายเต็มที่ คือจะให้นุ่งผ้าเตี่ยวหรือแก้ผ้าไปเรียนได้นั้น ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับตามค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคม สุดท้ายมันก็นำไปสู่คำถามพื้นฐานว่าสังคมจะต้องการให้ขีดเส้นตรงไหน ซึ่งเว้นเสียแต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม ก็คงลงเอยที่การรักษาสถานะเดิม (status quo) อยู่ดี

ผมเองยอมรับครับว่าในฐานะนักเรียน ก็คงเลือกที่จะรักษาสถานะเดิมนั้น ไม่ใช่เพราะชื่นชมกับเครื่องแบบอะไรนักหนา แต่เพราะเท่าที่อยู่ในสังคมมา ก็เห็นสังคมที่มีเครื่องแบบอยู่แล้ว และก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไรกับมัน ในทางกลับกัน คนที่เห็นสังคมที่ไม่มีเครื่องแบบมาก่อนก็น่าจะรู้สึกได้ด้วยความคุ้นเคยว่าสังคมแบบนั้นมันไม่ได้มีปัญหาสำหรับเขา การเถียงกันบนพื้นฐานของความคุ้นเคยส่วนตัวว่าอย่างไหนตรงกับธรรมชาติพื้นฐานของสังคมมนุษย์มากกว่ากันนั้นคงไม่เกิดประโยชน์

ในขณะเดียวกัน ความคุ้นเคยนั้นเองก็อาจจะทำให้หลายคนสร้างความคิดเชื่อมโยงเครื่องแบบกับประสบการณ์ในวัยเรียนที่ตนประทับใจได้โดยไม่รู้ตัว ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ GTH (หรือค่ายไหน ๆ ก็ตามแต่) ใช้เครื่องแบบเป็นจุดขายภาพยนตร์ (รวมถึงละครโทรทัศน์ที่กล่าวถึงข้างต้น) ได้อยู่เรื่อย ๆ และก็อาจส่งผลป้อนกลับ (feedback) ให้มีความพยายามรักษาสถานะเดิมนั้นมากขึ้นไปอีกก็เป็นได้

ที่จริงการมีอยู่ของเครื่องแบบนักเรียนนี่คิดดูก็มีส่วนแปลกนะครับ เรามักจะเห็นว่าเครื่องแบบอื่น ๆ มักเป็นเครื่องสะท้อนอภิสิทธิ์เหนือคนทั่วไป ต้องมีสิทธิพิเศษถึงจะได้ใส่ จะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เครื่องแบบนักเรียนนี้ทุกคนต้องใส่หมด (ขอไม่พูดถึงการศึกษานอกระบบซึ่งเป็นส่วนน้อย) มันก็เลยมีส่วนเป็นเครื่องบังคับความเท่าเทียมในสังคมอย่างหนึ่ง (วาทกรรมที่ว่านักเรียนควรภูมิใจที่ได้แต่งเครื่องแบบจึงดูแปร่งๆ เพราะเครื่องแบบนักเรียนมันก็เหมือนกันแทบทุกที่) แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังทำหน้าที่แบ่งแยกชนชั้นผ่านการสะท้อนชื่อเสียงเรียงนามของโรงเรียนที่คนคนนั้นได้เรียนอยู่ดี ในประเด็นความเท่าเทียมจึงตีความได้ยากว่าควรมองเครื่องแบบนักเรียนเป็นสัญลักษณ์ของอะไรกันแน่

แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือความแตกต่างระหว่างประเด็นเครื่องแบบนักเรียนกับประเด็นทรงผม ทั้ง ๆ ที่ก็กล่าวได้ว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันในระดับหนึ่ง (ทรงผมเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ) แต่กลับเชื่อได้ (ทึกทักเอาเอง) ว่านักเรียนที่สนับสนุนหรือเฉย ๆ กับเครื่องแบบจำนวนมาก คงไม่สนับสนุนการตัดผมเกรียน/ติ่งหูด้วยเป็นแน่

เพราะการบังคับทรงผมมันรุกล้ำต่อร่างกาย ภาพลักษณ์ และความเป็นตัวตนกว่าเครื่องแต่งกายมากหรือเปล่า นั่นเป็นคำอธิบายอย่างเดียวที่ผมนึกออก เพราะชุดนักเรียน พอเลิกเรียน วันหยุด ก็ถอดชุดเปลี่ยนได้ แต่ผมเกรียน/ติ่งหู ไม่ใช่อย่างนั้น

อันที่จริงผมก็คงวิจารณ์เรื่องนี้ได้ไม่มากนัก เพราะตั้งแต่ประถมถึง ม.ต้นก็เรียนโรงเรียนสาธิต ไม่เคยถูกบังคับเรื่องทรงผมแบบนี้ จะมามีช่วงที่ต้องรันทดกับหัวเกรียนก็ตอน ม.ปลาย ที่ฝึก นศท.นั่นแหละ (แต่นั่นก็เถียงไม่ได้เพราะขึ้นชื่อว่าสมัครใจ) แต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่คิดว่าคนที่ถูกบังคับตัดทรงนักเรียนตั้งแต่ ป.1 จะเกิดความผูกพัน ภาคภูมิใจกับสภาพหัวเกรียนได้แบบเดียวกับเครื่องแบบนักเรียน (ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเห็นนักแสดงหนัง GTH ในสภาพหัวเกรียนด้วยแล้วหรอกมั้ง)

นั่นยิ่งทำให้ผมฉงนกับเหล่าบรรดาผู้ที่เป็นเดือดเป็นร้อน ออกมาดราม่าต่อต้านการยกเลิกผมทรงนักเรียนกันอย่างรุนแรง ว่าเออ มันมีคนที่รักและผูกพันกับทรงหัวเกรียน/ติ่งหูกันขนาดนี้ด้วยเหรอเนี่ย จะว่าเขาเห็นมันมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์แบบการไว้ผมจุกที่จะต้องรอจนก้าวพ้นวัยเด็กในพิธีโกนจุก ในสมัยนี้แล้วก็ไม่น่าใช่ ยิ่งในฐานะนักเรียนเก่าสาธิต ที่ไว้ผมรองทรงได้มาตั้งแต่ ป.1 เลยยิ่งงงกับตรรกวิบัติของพวกเขาที่ว่า ตัดผมแค่นี้ทำกันไม่ได้ โตไปจะมีระเบียบวินัยอยู่ในสังคมได้ยังไง ยิ่งขึ้นไปอีก

พูดถึงความยาวของกางเกง ในคู่มือนักเรียนที่เตรียมฯ กำหนดเรื่องกางเกงไว้ละเอียดมากว่า "ใช้ผ้าเทโรหรือผ้าเสิร์จสีดำ (ห้ามใช้ผ้าเวสปอยส์) มีจีบข้างหน้าด้านละ ๒ จีบ ผ่าตรงส่วนหน้าติดซิป (ห้ามใช้กระดุม) มีกระเป๋าด้านข้าง ๒ ข้าง ปากกระเป๋าตัดตรง ไม่มีกระเป๋าหลัง มีหูไว้ร้อยเข็มขัดกางเกง เมื่อใส่แล้วต้องมีความยาวเหนือลูกสะบ้าเข่าไม่เกิน ๕ ซม. และความกว้างของปลายขากางเกง เมื่อดึงออกมาจากขาต้องห่างไม่น้อยกว่า ๗ ซม. แต่ไม่เกิน ๑๒ ซม."

เท่าที่จำได้ก็ไม่เคยเห็นอาจารย์ตรวจเครื่องแบบแล้วเอาไม้บรรทัดมาวัดความกว้างของขากางเกงนะครับ

แต่มารู้ทีหลังว่าที่จริงแล้วยังมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๔๙๒ ซึ่งระบุไว้ว่า "กางเกง แบบไทย ขาสั้นเพียงเหนือเข่า พ้นกลางลูกสะบ้า ประมาณ ๕ ซม. เมื่อยืนตรง..." ถ้านับตามศักดิ์ของกฎหมายแล้ว (และถ้าระเบียบกระทรวงดังกล่าวยังไม่ถูกยกเลิก) ก็ต้องยึดตามเนื้อความในระเบียบกระทรวงฯ ถึงจะถูก

ซึ่งแปลว่าที่เราใส่กางเกงชายขาเสมอเข่านั้นผิดกฎหมายนะ ต้องสั้นขึ้นอีก 5 ซม.ถึงจะถูก~

นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของการมีเครื่องแบบแหละครับ อะไรที่ถูกกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรตายตัว พอสังคมเปลี่ยน ค่านิยมเปลี่ยน ก็ยากที่จะเปลี่ยนตามได้ทัน เครื่องแบบต่าง ๆ ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนั้นจึงเป็นเครื่องสะท้อนแฟชั่นย้อนยุคได้เป็นอย่างดี

เรื่องนี้ก็เป็นการถกเถียงบนพื้นฐานของความคุ้นเคยส่วนตัวแบบเดียวกับกรณีเครื่องแบบ แต่ผมเชื่อ (ทึกทักเอาเองอีกแล้ว) ว่าขณะที่อาจจะเห็นนักเรียนปัจจุบันสนับสนุนเครื่องแบบได้ไม่ยาก ในบรรดาคนที่สนับสนุนทรงหัวเกรียน/ติ่งหูอยู่นี้ ส่วนมากคงจะเป็นบรรดาคนที่เรียกตัวเองว่าผู้ใหญ่ ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าสิ่งที่ตนเคยผ่านมาเป็นสิ่งที่จะต้องบังคับให้ชนรุ่นหลังผ่านตามไปเช่นกัน มากกว่า

ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่าการเชื่อเช่นนั้นจะผิดเสมอไป คนที่ตอนเด็กถูกพ่อแม่บังคับให้กินผัก พอโตขึ้นและตระหนักได้ถึงความสำคัญของอาหารทั้งห้าหมู่ ก็คงจะบังคับให้ลูกของตนกินผักเช่นเดียวกัน แต่ถ้าครูจะใช้ไม้เรียววางอำนาจว่าตนอยู่เหนือนักเรียน เพียงเพราะจำได้ว่าสมัยตนเป็นนักเรียนเคยถูกกดขี่มาอย่างนั้น โดยไม่ได้ใส่ใจในเหตุผล นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีการศึกษาพึงกระทำ

จึงต้องพิจารณาว่าที่มาที่ไปของผมทรงนักเรียนที่มีมานานนั้นคืออะไร และยังสมเหตุสมผลอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า ไม่แน่ หากพบว่าการให้ตัดผมเกรียนครั้งแรกนั้นเกิดจากเหาระบาดครั้งใหญ่จะเงิบได้ตาม ๆ กันไป ส่วนใครที่จะอ้างว่าเป็นเอกลักษณ์ประเพณีสำคัญของโรงเรียนที่มีมาช้านาน ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนเก่าแก่ที่เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ (ส่วนตัวแล้วไม่เข้าใจว่าทำไม) ก็คงต้องบอกว่าอยากบังคับก็บังคับไป เพราะยังไงนักเรียน (โดยผู้ปกครอง) ก็ต้องสมัครใจไปเข้า แต่สำหรับโรงเรียนรัฐ เทียบเหตุผลดูแล้วก็คงไม่ควร

แต่อย่างไรเสีย จะเลิกผมทรงนักเรียน ก็ไม่ได้แปลว่าเลิกบังคับทรงผม ที่ผมไม่เคยมีปัญหากับการกำหนดให้ตัดรองทรง (สูง?) ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่มี แต่สังคมจะต้องการให้ผู้ชายไว้ผมยาวหรือทำผมโมฮอว์กไปโรงเรียนได้หรือเปล่านั้น ก็คงเป็นประเด็นที่จะโผล่ขึ้นมาให้ถกเถียงกันได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเครื่องแบบนักเรียน ที่ตราบใดที่สังคมยังมองว่าไม่ได้เดือดร้อน ทุกอย่างก็ย่อมจะคงอยู่ตามสถานะเดิมต่อไป


  1. ดู HORMONES วัยว้าวุ่น EP.1 เทสโทสเทอโรน (Testosterone) 25 พ.ค.56
  2. ดู Thai Students Find Government Ally in Push to Relax School Regimentation จาก The New York Times
  3. ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเครื่องแบบนักเรียนโดยตรง แต่ highly recommended: วัฒนธรรมชุบแป้งทอด: ทำไมต้องใส่เครื่องแบบ - 26 มิ.ย.56 (HD)
  4. ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าจะเป็นผลงานที่น่าจดจำที่สุดของคุณพงศ์เทพในฐานะ รมว.ศธ.หรือเปล่า (ซึ่งถ้าเป็นจริงก็คงยังน่าจดจำกว่า รมว.ศธ.อีกหลายท่าน) ยังไงคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการใช้คอมพิวเตอร์กระดานชนวนสุดท้ายแล้วจะให้ผลเป็นอย่างไร

17 December 2012

ด้วยผลแห่งการแสดงคารวะนี้...

...ขอให้ข้าพเจ้าเป็นคนดียิ่งขึ้นทุกวันทุกประการเป็นลำดับไป

ข้อความดังกล่าวคือวรรคสุดท้ายของบทสวดมนต์ประจำวันของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ

ความจริงบทสวดมนต์สาธิตเกษตร มีลักษณะเฉพาะอยู่หลายประการที่ไม่ตรงตามคำบูชาพระรัตนตรัยที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งถ้าจำไม่ผิดก็เคยเป็นเหตุให้เกิดความสับสน/แปลกใจเมื่อมีการจัดกิจกรรมกับนักเรียนต่างโรงเรียนมาไม่น้อย

ประการหนึ่งคือการสวด นโม สามจบก่อนขึ้นบท อรหํ สมฺมาฯ

อีกประการหนึ่งคือการมีบทสวดไหว้บิดามารดาและครูอาจารย์ตามหลังบทบูชาพระรัตนตรัย

อีกประการหนึ่งคือการกราบสามครั้งท้ายบทสวดมนต์

และอีกประการหนึ่งคือการมีบทสวดภาษาไทยประกอบคำบูชาพระรัตนตรัยแต่ละวรรค ซึ่งไม่ใช่บทคำแปลที่พบโดยทั่วไป ("พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง...") หากแต่เรียบเรียงให้สั้นลงและ (ขอเดาว่าน่าจะ) เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับนักเรียน ป.1 ดังเช่นข้อความภาษาไทยของวรรคบูชาพระพุทธ ที่กล่าวว่า "ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้า พระศาสดาแห่งศาสนาพุทธ ผู้ได้ตรัสรู้ถูกต้องดีแล้ว"

อันที่จริงผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าโรงเรียนอื่น ๆ สอนบทสวดมนต์ให้กับนักเรียน ป.1 กันว่าอย่างไร แต่ผมคิดว่าตัวเองตอน ป.1 ก็คงบอกได้ว่าการมีคำอธิบายภาษาไทยให้รู้ว่าตัวเองกำลังสวดอะไรอยู่นั้น ทำให้การสวดมนต์มีความหมายขึ้นมาก (และก็จำได้ว่าไม่ชอบใจมาแต่เด็กที่ไม่มีใครบอกว่าบท นโม ตสฺส นั้นหมายถึงอะไร) ถึงแม้คำอธิบายดังกล่าวจะไม่ใช่คำแปลตามความหมายโดยตรง แต่ผมคิดว่ามันก็สรุปความและอธิบายเจตนารมณ์ของการให้สวดมนต์ได้ในระดับหนึ่ง

แต่ก็อีกหลายปีครับ กว่าจะได้ตระหนักว่าเราสวดมนต์ระลึกถึงพระรัตนตรัย เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติและเตือนตนเองให้ยึดแนวทางคำสอนและตัวอย่างที่ดีงามเหล่านั้นเป็นหลักในการปฏิบัติตนและดำเนินชีวิต

แตกต่างจากการสวดมนต์ของศาสนาเทวนิยม ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารกับพระเป็นเจ้าเป็นหลัก ทั้งเพื่อสักการะบูชา อ้อนวอนร้องขอ และอื่น ๆ

จึงดูน่าแปลกใจไม่น้อย ที่ความวรรคท้ายที่ผมอ้างถึงในชื่อบทความนี้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะอีกประการของบทสวดมนต์สาธิตเกษตร กลับสื่อความเป็นการขอให้ได้ผลตอบแทนโดยตรงจากการสวดมนต์ ซึ่งดูขัดกับแนวคิดว่าการเป็นคนดีนั้นอยู่ที่กรรมที่ตนกระทำในทุกเวลาของชีวิต หาใช่มาจากเพียงการสวดมนต์ไม่

ที่จริงแล้วการบอกว่าน่าแปลกใจนั้นอาจจะไม่ถูกเท่าไรนัก เพราะถึงแม้ว่าผมจะกังขาความเหมาะสมของข้อความดังกล่าว แต่มันก็สะท้อนวิถีของพุทธศาสนาในสังคมและวัฒนธรรมไทย ที่ได้ผ่านการดัดแปลง ปรับเปลี่ยน และผสมผสาน ให้เข้ากับพื้นฐานความเชื่อของคนในสังคมมาช้านาน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสำหรับคนจำนวนมากแล้ว บทสวดมนต์ ซึ่งเดิมนั้นคงสำคัญที่เป็นเครื่องมือช่วยในการเจริญสติและบำเพ็ญวิปัสสนา ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเครื่องมือในการอ้อนวอนขอร้องลาภยศและความสำเร็จกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลาย ที่อาจจะบอกได้ยากว่ามีในคำสอนของศาสนาพุทธหรือไม่

ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่ดูน่าสนใจทีเดียวในเชิงศาสนาเปรียบเทียบ คำถามหนึ่งที่ถูกถามบ่อย ๆ เกี่ยวกับพุทธศาสนาคือควรนับเป็นศาสนาหรือเปล่า เพราะนิยามคำว่าศาสนา (religion) ตามแนวคิดตะวันตกส่วนใหญ่จะกล่าวถึงความเชื่อในพระเป็นเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งไม่มีในคำสอนของศาสนาพุทธ

แต่กระนั้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทมากที่สุดในโลก ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามนิยามดังกล่าวนั้นก็มีให้เห็นได้อยู่ทั่วไป และได้หลอมรวมกับพุทธศาสนาจนน่าจะแยกจากกันได้ยาก

จึงน่าคิดว่า ต่อให้ศาสนาพุทธตามคำสอนจะไม่เข้าเกณฑ์นิยามคำว่าศาสนาตามแนวคิดตะวันตก แต่ศาสนาตามนิยามนั้นก็มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทยจากการผสมผสานศาสนาพุทธกับความเชื่อพื้นบ้านต่าง ๆ

ถ้าอย่างนั้น จริง ๆ แล้วศาสนาพุทธ (ที่อาจจะไม่นับว่าเป็นศาสนา) จะตั้งอยู่โดด ๆ ในสังคมขนาดใหญ่ได้หรือเปล่า หรือเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อย่างไรเสียก็ต้องสร้างความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ?

และเราจะบอกได้อย่างไร ว่าที่สวดมนต์แต่ละวัน เราสวดเพื่อเตือนสติตนตามหลักคำสอนของพุทธศาสนา

หรือสวดเพื่อขอผลตอบแทนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังเช่นที่ศาสนาอื่น ๆ ต่างกระทำ?


Edited 2013-03-11: ผู้ได้ตรัสรู้

1 December 2012

Thailand: Getting to zero?

"Getting to Zero" is the United Nations' continuing theme for this year's World AIDS Day. It refers to zero new HIV infections, zero deaths from AIDS-related illness and zero discrimination.

I don't know exactly how achievable the declared targets and commitments are in Thailand. I certainly would like to hope they are, but although access to treatment and mother-to-child transmission prevention has seen much success in recent years and likely continues to improve, the country's approach is still, or has become, lagging in many important areas.

Much has been said of Thailand's success in combatting the first wave of the HIV epidemic. Education campaigns during the early 1990s effectively raised awareness of the disease and its risk factors, resulting in significant positive behavioural changes in the population. Condom use by sex workers became almost uniform. New infections dropped from almost 143,000 in 1991 to 29,000 in 2000.

This success, however, has seemingly led to complacence, if not by the government then in visible continued education efforts reaching the public. As the population has aged, today's youth have grown up without a media telling them of the dangers of unprotected sex. Indeed, with advances in anti-retroviral treatment, HIV today seems to have become just another disease to some. Combined with increasing trends in adolescent sexual activity, the youth sense of invulnerability and an unimproved sex education—Thailand's having the second-highest adolescent pregnancy rate was widely reported earlier this year—these factors could spell a resurgence of the epidemic in the subgroup, if not a recipe for disaster.

That resurgence has yet to occur. And I still hope that the combined magnitude of the HIV risk and unwanted pregnancy issues will have pressured society and the government to reconsider their stances on sex and education before then. An overhaul of current attitudes—the unmentionability of premarital sex in particular—is critical, though insistence on the part of various international and non-governmental organisations have so far resulted in little visible change.

Yet sexual transmission of HIV isn't the only remaining major issue. Though various campaigns and government efforts have been made, stigmatisation and discrimination is ever still present in Thai society. Limited public education has allowed misconceptions about the disease to continue, especially since what little many people know about AIDS came from the death scares of the 1990s. Although the issue seems most serious in rural areas, where in some places individuals remain shunned by entire communities and children barred from attending school, the extent of human rights violations is much farther. It is still the norm for workplaces to discriminate—illegally—against people living with HIV, whether they be manual labour or white-collar workers. And in a culture where status and labels guide social interaction, being HIV-positive often results in quick, condescending judgment. This is the case even in the medical setting, where many healthcare providers abandon professionalism and treat such patients with seeming contempt, all the worse if they also happen to fall into a stereotypical at-risk or low-socioeconomic group.

Clearly, lack of education isn't the only factor perpetuating such stigma and discrimination; social values and cultural norms also contribute. Apart from being a rights issue in itself, such discrimination also forms a barrier to accessing preventive measures and treatment. If left unchecked, this could develop into a vicious cycle in which some isolated groups become increasingly cut off.

Successive governments have reaffirmed their commitment to HIV/AIDS prevention, and cooperation with NGOs and other civil and private parties remains strong. However, society as a whole must also be willing to change certain attitudes. Whereas the 1990s' campaigns dared to defy taboos and brought sex to public attention, similar actions are needed now. The same campaigns from the past will do little to stop the increasing youth risk or achieve non-discrimination, unless the underlying social and cultural issues are confronted and dealt with.

And therein lies the real challenge.

25 November 2011

ตำนานปลั๊กไฟไทย

ตำนานปลั๊กไฟไทย (1) 
ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 
ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มมีแพร่หลายตามบ้านเรือนเมื่อไร การเดินไฟฟ้าแต่ก่อนใช้ขั้วต่อแบบไหน คนเขียนก็ไม่รู้เหมือนกัน 
เห็นแต่ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมเคยออกมาตรฐาน มอก. 166-2519 บอกให้ใช้ปลั๊กไฟแบบขาแบน ซึ่งก็มีทั้งขาแบบขนาน แบบระนาบ แบบตั้งฉาก แล้วแต่ขนาดกระแสไฟฟ้า แล้วก็อาจจะมีหรือไม่มีสายดิน ตามแต่ข้อกำหนด 
แต่ว่าตั้งแต่จำความได้ คนเขียนก็เห็นมีปลั๊กทั้งขากลมขาแบน ใช้ปนกันไปหมด เต้ารับที่เห็นทั่วไปก็เป็นแบบที่เสียบได้ทั้งกลมแบน จะมีก็ตึกเก่า ๆ ที่มีแต่แบบขาแบนอย่างเดียว 
ที่จริงการเสียบปลั๊กได้หลายแบบมันอันตราย เพราะทำให้ป้องกันการต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดประเภทไม่ได้ 
แต่หลายประเทศก็ใช้กัน อย่างประเทศจีนยังมีแถมปลั๊กขาเอียงด้วยอีกแบบ 
CC-BY-SA 3.0 by Paul_012; Based on Brazilian plug types.jpg by Henrique (Ikescs) & Chinasocket.jpg by Lapin rossignol.
ตำนานปลั๊กไฟไทย (2) 
ต่อมาก็เริ่มเห็นอุปกรณ์ที่ใช้ปลั๊กขาแบนแบบมีสายดินมากขึ้น 
เช่นเดียวกับเต้ารับ 3 รู ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย/อินโดจีน (ที่จริงบราซิลก็มี) 
ทีนี้วันนึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติท้วงขึ้นว่า 
ประเทศไทยใช้ไฟฟ้า 220 V นะ ถ้าใช้ปลั๊กขาแบนตามแบบอเมริกาเหนือ/ญี่ปุ่น ซึ่งเขาใช้ไฟ 100-120 V เกิดใครไม่รู้เสียบอุปกรณ์ผิดขึ้นมามีหวังวอดวายกันหมด 
ไหนจะปลั๊ก Schuko ที่ใช้ในยุโรปอีก ถึงแรงดันไฟฟ้าจะเท่ากัน แต่ก็ต้องใช้กับเต้ารับแบบหลุมมีขั้วสัมผัสสายดินด้านข้างถึงจะปลอดภัย 
อีกอย่าง คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ (IEC) ก็เคยกำหนดมาตรฐานว่าไฟฟ้า 125 V ให้ใช้ปลั๊กขาแบน ส่วน 250 V ให้ใช้ขากลม 
CC-BY-SA 3.0 by Paul_012; Thai plug.jpg by Peebidj & Plugwash; CEE-7-7-Stecker 2.jpg by SomnusDe; BNSCT logo owned by BNSCT.
ตำนานปลั๊กไฟไทย (3) 
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเอาไปคิดอยู่พักใหญ่ 
จะเปลี่ยนไปใช้ตรงตามมาตรฐาน IEC เลย ก็ต้องลำบากวุ่นวายรื้อฝาบ้านอีก ขนาดยุโรปยังไม่ยอมเปลี่ยนกันเลย 
ก็เลยได้ข้อสรุปว่าต่อไปนี้อุปกรณ์ที่ต้องมีสายดินจะให้ใช้ปลั๊กแบบใหม่ เป็นขากลมแบบยุโรป แต่มีขาสายดินตามแบบอเมริกา จะได้เสียบกับเต้ารับลูกผสมที่ใช้กันอยู่แล้วได้ 
สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่มีสายดินก็ให้ใช้เฉพาะแบบขากลม ส่วนเต้ารับไฮบริดนี่ก็ใช้ไปก่อนได้ แต่วันหลังต้องเลิกใช้ ปลั๊กขาแบนก็เหมือนกัน 
ทั้งนี้ก็ได้กำหนดไว้ใน มอก. 166-2549 และบังคับใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีมาตรฐานบังคับ ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 แล้วด้วย 
CC-BY-SA 3.0 by Paul_012; Based on images by Chensiyuan; Khind Artwork; LG전자, Li-sung, Ma8thew, Qurren & VeloBusDriver. TISI logo owned by TISI.
ตำนานปลั๊กไฟไทย (4) 
สรุปอีกทีก็คือ ปัจจุบันนี้ปลั๊กไฟที่ถูกต้องตามมาตรฐานในประเทศไทยมีอยู่ 2 แบบ คือ (1) ปลั๊กขากลม 3 ขา มอก. 166-2549 ซึ่งไม่ซ้ำกับประเทศอื่น และ (2) ปลั๊กขากลม 2 ขา สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ต้องมีสายดิน ส่วนปลั๊กขาแบนที่มีอยู่แล้ว ก็อนุโลมให้ใช้ไปก่อน 
แต่สุดท้ายแล้วยังไงก็คงต้องรอดูกันอีกทีว่าสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้บังคับ ผู้ผลิตจะปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐานใหม่กันเมื่อไร 
This work by Paul_012 is licensed under a Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 Thailand License.

Full image credits:

19 June 2011

Leftists and the Red Shirts: This relationship could write a bad romance.

Note: Pure opinion, strictly unresearched.

So by the fourth of July we should see if Pheu Thai [sic] does score a landslide majority in the upcoming general elections. It should also be interesting to see where those disillusioned with Abhisit take their votes (though I doubt they'd make a real impact). What really matters, though, is what happens next: How long until the PAD (so-called People's Alliance for Democracy) stage their next protest? Will they regain any of the supporters they lost, the anti-Thaksin sentiment which originally formed their core agenda having been overtaken by zealous ultranationalism, and their leadership having confirmed the irony of their chosen name by directly opposing the electoral system? What about the Red Shirts? How will their movement hold out in the long term, given their hodgepodge membership of Thaksin-lovers, intellectuals and fanatics? How will the Pheu Thai, if elected, set about bringing Thaksin home, and when?

It probably is really too early to be asking these questions, given that we're still two weeks ahead of election day, but the composition of the Red Shirt movement is something worth discussing nevertheless.

Main question: How did leftists come to be part of the Red Shirts anyway, let alone assuming major roles in their leadership?

Actually, any presence at all of the left in the politics of Thailand is something, although not new, rarely heard of. Anti-absolutist sentiment leading up to the 1932 revolution achieved civilian government, but that didn't last long against competing military powers. While the post-World War II era saw the spread of Marxist ideologies and the toppling of military government in the 1973 uprising, the social polarity that followed, marked by the 1976 massacre, drove the left out of mainstream politics for good, and the movement waned as the Communist Party dissolved. Although talk of social and political reform followed 1992's Black May and the military withdrew from politics, no strong left movement emerged, even with the 1997 constitution.

I earlier observed that the problem with calling the PAD "right-wing" is that it incorrectly implies the opposite for their rivals. Now despite all the left-wing presence and grassroots participation among the Red Shirts, this plainly is not the case. At its core the Red Shirts (UDD if you will) was, and is, a pro-Thaksin movement, and Thaksin is about as right-wing one can get without being downright fascist. The populist social welfare policies that earned his followers' devotion conveniently served to firmly cement his power. The system's checks and balances were ultimately undermined, civil rights and government accountability thrown into the wind. It is therefore rather amazing that several "October persons" (a term referring to members of the 1973 and 1976 movements) have aligned themselves with his supporters.

Amazing though perhaps understandable. Against the military which ousted Thaksin, this alliance could be seen as a united struggle against a common foe, and Thaksin does have the legitimate claim of popular support through elections. Also important, though unspoken (or rather, unspeakable), is the shared republican agenda formally denied but not-so-secretly known to be harboured by Thaksin, which also serves as a rallying flag for the self-proclaimed royalist PAD, and the antagonism helps keep the alliance alive. (Now how Thaksin managed to undermine generations-old royalist propaganda is rather perplexing.) Abhisit's handling of the May 2010 military crackdown further prompted sympathisers to the Red Shirts' cause, and since no one is currently blocking the streets of Bangkok, the anger of undecided middle-class Bangkokians seems to have eased somewhat.

Once Thaksin is back in the spotlight, though, the movement's integrity might start shaking. It is unlikely that the left-wing intellectuals among the Red Shirts would continue supporting Thaksin if he resumes his pursuit of autocratic power, and how long his rural supporters will continue supporting him is also open to question. One thing the combined Red Shirt movement has achieved, however, is the mobilization of the rural population, having made them realise that their voices do matter, that they do have a say in the country's politics. This alone is unprecedented; during the 1973 uprising it was the students who campaigned in the name of the people. Now the people are beginning to do so themselves. For now they may still be driven by a leadership that is not of their own, but once they gain momentum, they will be a force to be reckoned with.

And we shall see on whose side they are.

16 October 2008

เอาอีกแล้ว... Mandate for the Internet Censorship Task force

Blognone (PaePae): ไอซีทีบล็อกบทความ "Bhumibol Adulyadej" บนวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ?

FACT นี่ก็ไม่ไหว... ไม่ทันข่าวอะไรกับเค้าบ้างเลย

ใครที่ไม่ได้ใช้เน็ต true หรือ จุฬาฯ หรือนนทรี ฯลฯ อาจมีปัญหาในการเข้าถึงประสบการณ์ดังกล่าว

แล้วไอ้หน้าปัญญาอ่อน นี่จะมีไว้ทำไม? มีหน้าจะเซ็นเซอร์ก็ redirect เข้าดวงตาพญามาร (ทำใจลิงก์ไป th.uncyc ไม่ได้) ให้รู้แล้วรู้รอดไปสิ

ประเทศนี้...

เลิก ๆ ๆ

เลิก true

เลิกเน็ตจุฬาฯ (ยังรอว่าเมื่อไรจะเจอหน่วยงานอื่นของจุฬาฯ ทำงานห่วยกว่าสำนักไอที (ความจริงก็เวอร์ไป หลายหน่วยงานก็ห่วยพอกันทั้งนั้น))

เลิกประเทศไทย ไม่ไหวมั้ง ทำไจไปก่อนเหอะ

แม่ง...

(บรรทัดข้างบนมีความจำเป็นต้องไม่แก้เพื่อให้เข้าใจอารมณ์ของผู้เขียน)

อย่าให้ต้องเขียนเรื่องหมิ่นฯ นะ...

เรื่องกระทรวงที่ริอาจคิดอยากจะสร้าง Great Firewall แต่ทำได้เผาเค้กวันเกิด (ทำใจ quote th.uncyc ไม่ได้อีกเหมือนกัน) นี่อีก...

ห่วยฉิบ

เอาเถอะ ผมจะช่วยบอกให้: พวกคุณลืมบล็อค The King Never Smiles ที่ Google Books น่ะ

เอาสิ ผมให้ลิงก์ตรงเลย แน่จริงก็บล็อคบล็อกผมสิ

จะได้รู้ว่าไม่มีอะไรสร้างสรรค์ทำแล้วจริง ๆ

เสียเวลาคนต้องอ่านหนังสือสอบ...


  • Wikipedia (วิกิพีเดีย) is a multilingual, Web-based, free content encyclopedia project (แปล: โครงการสารานุกรมออนไลน์หลายภาษาที่ไม่จำกัดสิทธิในการใช้งาน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือแก้ไข) และเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการเข้าชมมากเป็นอันดับ 7 (สถิติจาก Alexa) ทั่วโลก
  • หนึ่งในเสาหลักห้าประการของวิกิพีเดียคือ "neutral point of view" หรือมุมมองที่เป็นกลาง และมีนโยบายที่เคร่งครัดเกี่ยวกับ Biographies of living persons ซึ่งหมายความว่าการโจมตี ให้ร้าย หรือกล่าวถึงบุคคลในทางที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นประมาทนั้น จะทำไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับเด็ดขาด
  • ลักษณะเด่นของวิกิพีเดียคือผู้อ่านทุกคน (รวมถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงทำลายล้าง... (oops) MICT) สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะถ้าเห็นว่ามีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม ซึ่งการดูแลให้เนื้อหาของวิกิพีเดียมีความเป็นกลางข้างต้น ก็ขึ้นกับทุกคน (รวมถึงเจ้าหน้าที่ MICT) ที่มีสิทธิ์ร่วมแก้ไข
  • บทความ Bhumibol Adulyadej ได้รับเลือกเป็น featured article หรือบทความคัดสรร บนวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ หมายความว่าได้ผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาจากประชาคมแล้วแล้วว่าเป็นบทความคุณภาพที่มีความถูกต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน และเป็นกลาง ซึ่งถึงจะพูดตรง ๆ ตามความเห็นของผมว่าหลังจากที่ได้รับเลือกแล้วหลายส่วนของบทความก็ลงเหวมาเรื่อย ๆ ก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า...
  • ทำไม MICT ถึงเลือกที่จะปิดกั้นสายตาคนไทยไม่ให้สามารถเข้าไปแก้ไขสิ่งที่เป็นเท็จหรือไม่เหมาะสม (ถ้ามี) แต่กลับทิ้งไว้ให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยไม่คิดที่จะปรับปรุง? (หรือว่าจะเป็นเพราะความถูกต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน และเป็นกลาง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ MICT (และคนไทย??? ← เอาอะไรมาบังคับความคิดของคนไทยทั้งประเทศ?) ต้องการ?)
  • ไม่แน่ใจว่าเป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่ MICT จงใจบล็อคเว็บไซต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งน่าสนใจทีเดียวเมื่อพิจารณาข่าว เด็กฮิตท่องเน็ตดู"คลิปหลุด" - 86% เล่นเกม - แค่ 14% ศึกษา ที่ลงในหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวานนี้ และรายงานการแถลงข่าวของปลัดกระทรวงศึกษาธิการตอนหนึ่งว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่เด็กและเยาวชนไทยใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง เพราะสื่อการเรียนรู้ในอินเตอร์เน็ตมีไม่เพียงพอ และไม่มีทางเลือกที่หลากหลาย

เฮ้อ...ประเทศไทย

15 October 2008

14 ตุลา... ผ่านมา... แล้วก็ผ่านไป

พยายามจะอยู่ห่าง ๆ บล็อกแล้ว แต่ก็อดไม่ได้

14 ตุลา... ผ่านมา... แล้วก็ผ่านไป

ถูกลดความสำคัญไปเป็นแค่วันธรรมดา ๆ วันหนึ่งในประวัติศาสตร์... ที่ไม่ได้ฝากความสำคัญใด ๆ ไว้ในปัจจุบัน

เมื่อกี้พยายามหาบล็อกเอ็นทรีของใครก็ไม่ทราบที่เคยเห็นเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว แต่หาไม่เจอ เอ็นทรีนั้นเปรียบเทียบโดยเล่าประมาณว่ามีนกสองตัวแม่-ลูก อยู่บริเวณถนนราชดำเนินเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แล้วลูกก็ถามแม่ว่าคนเค้าทำอะไรกัน แม่ก็บอกว่าอย่าดู เขาจะทำร้ายกัน แต่มันจะเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของพวกเขา (คน) ที่เขาจะต้องเรียนรู้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เล่าถึงเมื่อสามสิบปีผ่านไป นกแก่สองตัวคุยกันอยู่ที่เดิม แล้วนกตัวหนึ่ง (ที่เป็นลูกนกเมื่อต้นเรื่อง) ก็พูดถึงว่า แม่พูดไว้ผิด เพราะพวกเขา (คน) ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเลย

ใครที่พอจะทราบ ก็ขอความกรุณาสงเคราะลิงก์ด้วยนะครับ

28 September 2008

ประเทศไทย~

ผมเพิ่งสังเกตอะไรบางอย่างจาก Google Maps...

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นพรมแดนประเทศได้ชัดเจนผ่านดาวเทียม!

พระเจ้าช่วย ตายละ... นึกถึงการ์ตูนมหาสนุกสักเรื่องที่เคยอ่านเมื่อนานมากมาแล้ว ที่เกี่ยวกับเจ้าหญิง (ทำนองนี้) ที่จะหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประเทศไทย แล้วบอกว่ารู้ว่ามาถึงประเทศไทยแล้ว เพราะภูเขาลูกต่อไปไม่มีต้นไม้

ไม่นึกว่าจะจริงขนาดนี้

26 June 2008

ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์...

...คือสามสิ่งที่ส่งเสริมความแตกแยกของคนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

พูดถึงความแตกแยก ผมว่ามันเป็นธรรมชาติพื้นฐานอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์ครับ

สิ่งมีชีวิตเราวิวัฒนาการมาบนหลัก survival of the fittest อย่างไร ก็ยังเห็นเงาสะท้อนของหลักที่ว่าแทรกซึมอยู่ภายใต้ความเป็นไปต่าง ๆ ของเราในปัจจุบันได้อย่างนั้น

ถึงแม้ว่าในกระบวนการสรรค์สร้างวัฒนธรรม มนุษย์จะได้พัฒนารูปแบบของสังคมเพื่อจำกัดผลกระทบของความแตกแยกไว้บ้าง ความแตกแยกเองก็ยังเป็น [defining element] หนึ่งที่แทรกอยู่ในทุกระดับของสังคม

การเมืองเอง มีวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อกดความแตกแยกในสังคมเอาไว้ ให้อยู่ในระดับต่ำพอที่จะให้สังคมดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และพัฒนาโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้* แต่นั่นก็หมายความว่าความแตกแยกยังเป็นองค์ประกอบหลักที่ถูกกดเอาไว้อยู่ในหัวใจของการเมืองนั่นเอง

ประชาธิปไตยซึ่งอาศัยการเลือกตั้ง เป็นระบบที่สะท้อนความแตกแยกที่อยู่ในหัวใจของการเมืองได้อย่างชัดเจน... ยกตัวอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ: ในระดับสูงสุดแล้ว การเมืองกำหนดกติกาไว้ว่าใครที่ชนะการเลือกตั้งจะได้เป็นผู้นำประเทศ ซึ่งทุกคนในประเทศต้องยอมรับ แต่ภายใต้นั้นก็คือความแตกแยกระหว่าง Democrats และ Republicans ซึ่งตบตีกันได้ตลอดปีตลอดกาล ถ้าย้อนลึกลงไปถึงการเลือกผู้แทนพรรคฯ ก็เห็นว่าในพรรคเดียวกันเอง ก็ยังตบตีกันเลือดสาดไม่น้อยกว่าในระดับประเทศ และก็เป็นเช่นนี้ย้อนลงไปถึงหน่วยย่อยที่สุดของสังคม

ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าการเลือกตั้งทำให้เกิดความแตกแยก อย่างที่สภาวการณ์ชวนให้เข้าใจ เพียงแต่มันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความแตกแยกที่ซ่อนอยู่ภายในเท่านั้นเอง ก็นับได้ว่าเป็นเรื่อง [ironic] ไม่น้อย เพราะการเมืองนั่นแหละ ที่กดความแตกแยกนั้นเอาไว้ไม่ให้เห็นตั้งแต่แรก

ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ก็เป็นหัวใจหลักของการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร เพราะมันทำหน้าที่เป็นกรอบกำหนดขอบเขตของความสามัคคี ที่การเมืองจะต้องสร้างขึ้นมา เราจึงมักเห็น ได้ยิน และถูกส่งเสริมให้เชื่อในสังคมที่มีความปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในกรอบของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นี้

หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่ง ว่าชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องกำหนดขอบเขตของความแตกแยก ที่จะ [project] ออกไปยังสังคมอื่นนอกเหนือจากของตน

จึงไม่น่าแปลกใจว่าชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นี่เอง ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะบั่นทอนและบ่อนทำลายความรัก ความเข้าใจ และความสามัคคีที่แท้จริง ที่จะเกิดขึ้นได้บนโลกนี้ (ยังไม่นับว่าถ้ามีชีวิตนอกโลกอีก เรื่องราวอาจจะซับซ้อนยิ่งขึ้น)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำจำกัดความคำ สามัคคี ไว้ว่า

สามัคคี น. ความพร้อมเพรียงกัน, ความปรองดองกัน. ว. ที่พร้อมเพรียงกันทำ, ที่ร่วมมือร่วมใจกันทำ, เช่น กฐินสามัคคี ผ้าป่าสามัคคี. (ป.; ส. สามคฺรี)

สังเกตนะครับ ว่าไม่มีอะไรที่พูดถึงการเกลียดคนอื่นเลยสักนิด

ความสามัคคีที่เราถูกปลูกฝัง ถูกโฆษณาชวนเชื่อกันมา ที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ รังแต่จะเป็นความสามัคคีจอมปลอมที่อ้างขึ้นเพื่อให้ร่วมกันเกลียดคนอื่น ให้ร่วมกันสู้รบกับศัตรู โดยที่มิได้คำนึงถึงความสามัคคีที่แท้จริง ที่จะช่วยให้เราสามารถสรรค์สร้างความเจริญของสังคมมนุษย์ร่วมกันโดยพร้อมเพรียงและปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหน เชื้อชาติหรือศาสนาอะไร

มนุษย์เราเดินทางออกห่างจากพื้นฐานเดิมของธรรมชาติมากขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังพยายามต่อสู้กับศัตรูต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอก โดยไม่เห็นถึงศัตรูที่แท้จริงที่อยู่ภายใน...

เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมาพูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ได้เสียที

See also: Imagine


*ทีแรกอยากจะพูดถึง enthalpy ของสังคม แต่ความรู้ thermodynamics อันน้อยนิดมันหายไปไหนหมดแล้วไม่ทราบได้

3 June 2008

โลกร้อน: อย่าดีแต่ปาก สักแต่ว่าพูด

เมื่อปีที่แล้วผมเคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ [awareness] เรื่องภาวะโลกร้อนในประเทศไทยไว้นิดนึง... เอาเข้า ถึงตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าดูภาวการณ์น่าเป็นห่วงจริง ๆ

เพราะไม่ว่าทั้งภาครัฐหรือเอกชน ต่างฝ่ายก็ยังไม่เห็นมีใครทำอะไรที่ดูจะพอจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันในอนาคตอันใกล้นี้เลย (หรือผมไม่เห็นเอง?) วัน ๆ เดี๋ยวนี้เห็นมีแต่จะเอาเรื่องภาวะโลกร้อนไปเป็นเครื่องมือหากิน บ้างยังพยายามทำเป็นรณรงค์โน่นนิดนี่หน่อย บ้างก็ทำโลกร้อนเองเสียดื้อ ๆ ด้วยซ้ำ

ความรู้ความเข้าใจของประชาชน และความตระหนักในปัญหา มันไม่ได้สร้างกันง่าย ๆ

เพราะตอนนี้ผมมีเหตุให้ต้องสงสัยอยู่มากทีเดียว ว่าคนที่เข้าใจถึงสาเหตุของภาวะโลกร้อนในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีมากกว่าคนที่กำลังแตกตื่นกันอยู่เรื่องวันที่จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมโลกเท่าไรเชียว

ไว้มีเวลาจะมาขยายความแล้วกัน ระหว่างนี้ก็ขอให้คลิกไปอ่านบทความจากจดหมายข่าวกรีนพีซ เดือนกันยายน-ธันวาคม 2550 เรื่อง กรีนพีซปลื้มคนไทยสนใจโลกร้อน เตือนอย่าเห็นเป็น "แฟชั่น" ฮิตแล้วเลิก: แนะต้องเฝ้าจับตานโยบายรัฐ-เร่งปฏิบัติจริงจัง ไปพลาง ๆ ก่อนนะครับ


ป.ล. ผมยังไม่แนะนำให้รีบหาทางซื้อรถที่รองรับน้ำมัน E85 นะครับ ไม่ทราบว่าเร็วแค่ไหนรัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายตามอำเภอใจอีก หรือนานแค่ไหนจะรู้ตัวกันว่าเอาที่นาไปปลูกอ้อยหมดจนไม่มีข้าวกินกันแล้ว

ป.ป.ล. เรื่องน้ำมันแพง มองในแง่หนึ่งก็ [ironic] ดีนะครับ ถือได้ว่าเป็นภาษี CO₂ ที่ไม่ได้ตั้งใจไปในตัว

6 February 2008

Ugh. Just ugh.

I can hardly believe it.

Well, no. Actually, this is quite believable. This is Thailand, after all.

หมายเหตุ: ถ้ามีกระแส comments มากพอ อาจจะขยายความเพิ่มใน edit ถัด ๆ ไป

23 December 2007

Democracy: What does it mean to you?

เอาล่ะครับ... ก็เป็นฤกษ์อันเหมาะสมที่จะบ่นเรื่องการเมืองการปกครองอีกสักครั้ง... (ที่จริงแอบแก้วันที่ post ให้ย้อนหลังไปเล็กน้อย)

ความจริงจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะผมก็ยังเอือมระอาและไม่อยากสนใจการเมือง อย่างที่เคยบอกใน My (long-belated) take on politics อยู่นั่นแหละครับ

เรื่องที่ดูน่าคุยกว่าหน่อยน่าจะเป็นรัฐศาสตร์มากกว่า...

อืมม... แต่ถึงผมจะบ่นว่าเบื่อ เกลียด ไม่อยากยุ่งกับการเมืองยังไง วันนี้ผมก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนะครับ (แล้วก็ไม่ได้กาช่องงดออกเสียง) (ถึงแม้จะลืมไปเลือกสมาชิกสภาเทศบาลก็ตาม)

แต่ว่าที่ไปเลือกนั้น จะว่าทำด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันแรงกล้าใด ๆ นั้น หามิได้แล้วล่ะครับ

ตอนนี้ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สำหรับผม เป็นเพียงหน้าที่ที่ยอมทำในฐานะที่อยู่ในสังคมที่เชื่อและยึดมันเป็นหลักในการปกครองเท่านั้นเอง

ประเด็นนี้ ส่วนใหญ่ก็พูดถึงแล้วใน post ที่อ้างถึงข้างต้น... จะพยายามไม่พูดซ้ำแล้วกัน...


เรามาดูคำถามประจำวันนี้ที่ผมอยากจะตั้งกันดีกว่าครับ

สำหรับคุณ ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร?

ผมเข้าใจว่าสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลาย ๆ ฝ่ายในประเทศตอนนี้ ประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้ง เพื่อแสดงเสียงข้างมากของประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาล

แต่จากมุมมองที่เป็นสากลกว่านี้หน่อย ประชาธิปไตย คงหมายถึงการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับชาวตะวันตกจำนวนมาก เสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น เป็นแกนหลักอย่างหนึ่งของประชาธิปไตย ที่จะขาดไม่ได้

ในขณะที่ ณ ที่อื่นในโลก มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยในแบบที่ถือกันอยู่

สำหรับบางคนในอิรัก ประชาธิปไตยอาจเป็นคำคำหนึ่งที่มีใครก็ไม่รู้พยายามยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับทำให้ชีวิตของเขาพังทลายไป

แต่ก็น่าเชื่อว่า สำหรับอีกหลายคน การได้มาซึ่งประชาธิปไตย หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริง ๆ


สำหรับผมตอนนี้ คำว่าประชาธิปไตย เหมือนเป็นแฟชั่นที่ใคร ๆ ต่างก็พยายามจะอ้างถึง โดยที่ลึก ๆ แล้ว จะมีสักกี่คนที่เข้าใจหลักการและความหมายที่แท้จริง ก็ไม่ทราบ

ผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่าตกลงประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นควรจะหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ตอนนี้อยากจะพูดถึงคำตอบแรกที่ผมยกตัวอย่างไว้ข้างต้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งของ กกต.ผ่านทางโทรทัศน์ พอได้ยินท่อนสุดท้ายในเพลงประกอบที่ว่า "เข้าคูหากากบาทสร้างประชาธิปไตย" ผมก็อดสงสัยไม่ได้ครับ ว่ากากบาทมันมีความวิเศษอะไรที่จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นมาได้

แต่นอกจากประเด็นที่ว่าข้อความดังกล่าวอาจจะส่งเสริมให้คนมองประชาธิปไตยผิวเผินแค่การเลือกตั้งนั้น ก็คงเถียงไม่ได้หรอกครับ เพราะการเลือกตั้งมันก็เป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยที่เราถือกันอยู่จริง ๆ

และก็คงเป็นอย่างที่พี่ก้อนอ้างถึงคำกล่าวว่า การโหวต ก็เหมือนเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็นนั่นแหละครับ

ผมแค่ไม่อยากให้มันจำเป็นอย่างที่ว่า

เพราะหลักการยึดเสียงข้างมาก นอกจากจะดูขัดกับหลักความเท่าเทียมของบุคคล อย่างที่ผมกล่าวตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองความสัมพันธ์แบบ lose-win อย่างชัดเจน

Lose-win ก็คือ ไม่เธอก็ฉันคนใดคนหนึ่งจะต้องแพ้ อีกคนถึงจะชนะได้

ไม่เป็นการคิดแบบ win-win ที่จะเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดที่จะเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

การหาคำตอบด้วยการลงคะแนนเสียงอย่างเดียว จึงสื่อให้เห็นถึงความไม่สามารถที่จะสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้

และถึงแม้ว่าความไม่สามารถสื่อสารกันนั้น จะเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่โตในสังคมที่เราอาศัยอยู่ และคงจะทำให้ voting เป็น necessary evil จริง ๆ นั้น

อย่างน้อย... อย่างน้อยในชีวิตประจำวัน... ถ้าเราต่างพยายามเริ่มด้วยการ พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ก็น่าจะทำให้เกิดอะไรดี ๆ ขึ้นได้?


แล้วสำหรับคุณล่ะครับ ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร?