Showing posts with label Constitution. Show all posts
Showing posts with label Constitution. Show all posts

11 November 2021

Democracy with the monarch as head of state

ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประโยคและวลีคลาสสิกที่คนไทยไม่มีใครไม่คุ้นเคย เพราะต่างถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เยาว์วัย แต่กลับลึกลับในความหมายที่ลื่นไหลอย่างน่าประหลาด

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้วิจารณ์ว่ามันเป็นวลีที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสนอง “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” กันพอควร แต่ผมไม่เห็นด้วยนักนะ มันออกจะสื่อความหมายได้ชัดเจนและตรงประเด็นกว่าศัพท์ภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันอย่าง constitutional monarchy

เพราะการจำแนกระบอบการปกครอง ข้อสำคัญมันต้องอยู่ที่รูปแบบการบริหาร มากกว่าการดูแค่ว่าใครเป็นประมุขสิ อย่างบรูไนมีกษัตริย์ มีรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความตามตัวอักษรก็เรียกเป็น constitutional monarchy ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ เพราะ constitutional monarchy มันหมายถึงประชาธิปไตยที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ วลีภาษาไทยที่ใช้กันจึงสื่อความหมายได้ดีกว่าศัพท์ภาษาอังกฤษที่หลงค้างมาตั้งแต่สามร้อยปีก่อน และเข้าท่ากว่าศัพท์บัญญัติกำปั้นทุบดินอย่าง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ชวนประดักประเดิดยิ่งนัก

เรื่องความภักดีต่อศัพท์บัญญัติชวนประดักประเดิดนี่ต้องยกให้วิกิพีเดียเขาล่ะ

ผมเองน่าจะเพิ่งประจักษ์กับความแตกต่างนี้เมื่อช่วงรัฐประหารปี 2006 ตอนนั้นในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษมีคนไปแก้กล่องข้อมูลในบทความ Thailand ที่ระบุระบอบการปกครองเป็น Constitutional monarchy โดยต่อท้ายเพิ่มว่า under military dictatorship ซึ่งก็ เออแฮะ พอเป็นวลีนี้มันก็มีความง่ายแบบแปลก ๆ ดี นัยว่าถึงจะยึดอำนาจเป็นเผด็จการทหาร แต่ระบอบกษัตริย์ก็ยังคงอยู่ไม่ได้ถูกล้มล้าง ซึ่งเฮ่ยไม่ได้สิ ในเมื่อมันล้มล้างประชาธิปไตยเห็น ๆ ถ้าใช้ภาษาไทยตามที่บอกข้างต้นก็จะไม่เกิดการเลือนความหมายแบบนี้

แต่ถึงแม้วลี ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะสื่อความตามหลักภาษาได้ชัดเจนว่าประชาธิปไตยสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนประมุขเป็นอันดับรอง ก็เหมือนว่าความหมายโดยนัยนี้กลับกำลังถูกบางขั้วในสังคมพยายามบิดให้กลายเป็น ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก ถ้าลองย้อนดูรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จะเห็นว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ถึง 2521 มาตรา 2 ไม่ได้เขียนไว้อย่างปัจจุบัน แต่ใช้ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

สังเกตการเว้นวรรคที่สื่อว่าประชาธิปไตยกับประมุขนั้นเป็นสองประเด็นแยกกัน

การเอาช่องไฟออกและเติมคำเชื่อม อัน เข้าไป เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 และ 2534 ตามลำดับ และคงอยู่ต่อมาแต่นั้น ซึ่งนึกดูก็น่าคล้อยตามว่าเป็นการสร้างความหมายใหม่ให้พระมหากษัตริย์กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกกันไม่ได้ของประชาธิปไตย (แบบไทย ๆ) ตามที่เขาว่า

แต่มาถึงวันนี้ ความหมายนั้นเหมือนจะกำลังถูกเปลี่ยนไปอีกขั้น พระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตยอาจจะกลับมาแยกกันได้อีกครั้ง

แต่เป็นการแยกให้เห็นว่ามีอย่างเดียวที่สำคัญ

และเขาก็ได้บอกอย่างชัดแจ้งแล้ว ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย

6 August 2016

รำพึงรำพัน เรื่องรัฐธรรมนูญ

แป๊บ ๆ เก้าปีแล้วเหรอเนี่ย รู้สึกเหมือนเพิ่งจะเขียนถึงเหตุผลที่ไม่ไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญรอบที่แล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง

แต่คราวนี้คงอ้างเหตุผลแบบเดิมว่ายุ่งจนไม่มีโอกาสติดตามข่าวสารไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อมีคนแชร์ความเห็นฝั่งโน้นฝั่งนี้ผ่านตามาเต็มไปหมด ไหนจะคลิปไวรัลโยนหีบแตกนี่อีก เรื่องนี้ใครจะเกลียดจะด่า กกต.สมชัยว่าไงบ้างไม่รู้นะ แต่ในแง่การประชาสัมพันธ์สร้างกระแสนี่เอาถ้วยไปเลย

แต่ถึงจะมีข้อมูลตรงหน้ามากมายขนาดนี้เราก็ยังเพลียและไม่อยากจะสนใจมันอยู่ดี

เรื่องเดิม ๆ ที่ว่าการลงประชามติภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนี่ยังไงก็รู้สึกว่าปาหี่นี่ก็ส่วนหนึ่ง คือท่านก็แต่งตั้ง-ร่าง-ชงมาให้เสร็จสรรพขนาดนี้ แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม (♪)… เอ่อ นั่นแหละ ราวกับว่าการลงประชามติจะสามารถชดเชยการที่ห้ามเลือกกรรมการหมู่บ้านมาสองปี แล้วบ้านเมืองจะกลับมาเป็นประชาธิปไตยอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งก็ทำใจเชื่อไม่ลง และจึงไม่ค่อยอยากจะมีส่วนร่วมด้วยอย่างที่เคยบอกตั้งแต่คราวก่อน

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น

สำหรับผม ความสนใจในรัฐธรรมนูญคงไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

อย่างที่บอกไปในโพสต์รำพึงรำพันที่แล้ว ผมโตมาในบรรยากาศการเมืองยุคหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในยุคที่เราคิดและเชื่อกันจริง ๆ ว่าบ้านเมืองจะได้เป็นประชาธิปไตยเต็มตัวเสียที

ผมนั่งดูข่าวการอภิปรายมาตรา 211 สมัยรัฐบาลชวน 1 ทางโทรทัศน์ ตั้งแต่ยังไม่อาจรู้เรื่องด้วยซ้ำว่ามันมีความสำคัญอย่างไร

ผมนั่งอ่านเอกสารแนะนำการเลือก ส.ส.ร.ที่ส่งมาที่บ้าน และค่อย ๆ เรียนรู้ว่าทำไมเขาถึงจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ผมไล่อ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับประชาชน ถึงแม้จะรู้เรื่องเพียงแค่บางส่วน และตื่นเต้นกับความจับต้องได้ของบทบัญญัติสูงสุดของการปกครองประเทศ

ตอนนั้นผมอยู่ ป.6

ผมยังจำได้ถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ยังจำได้ว่ามี ส.ส.คนหนึ่งพยายามสร้างจุดสนใจโดยบอกว่า “เห็นด้วย แต่ไม่ค่อยชอบ” จนประธานสภาต้องติงให้ระบุให้ชัดเจนว่าเห็นชอบหรือไม่

ยังจำได้ถึงบรรยากาศการรณรงค์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญโดยเครือข่ายประชาสังคมก่อนหน้านั้น จนนักการเมืองที่ก่อนหน้านี้พยายามอภิปรายให้ร่างฯ ไม่ผ่านเพราะข้อความ “พ.ศ. …” ยอมถอย

จนหลายปีผ่านไป สติกเกอร์สีเขียวตองที่เริ่มเก่าลอกและซีดจาง ก็ยังคงเป็นภาพที่คุ้นเคย ที่อาจพบเห็นติดอยู่ตามมุมนั้นมุมนี้ของโรงเรียนและที่สาธารณะต่าง ๆ

แต่บัดนี้คงเหลือเพียงความทรงจำที่รางเลือน

เช่นเดียวกับความฝันที่ว่าเรามีประชาธิปไตย แค่ 9 ปีถัดมา ความเชื่อว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบก็ถูกรอยตีนตะขาบรถถังเหยียบทำลายไปสิ้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ถูกฉีกทิ้งไปพร้อมกับความเชื่อ ความหวัง และความศรัทธาของเด็ก ป.6 คนนั้น

และต่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่อีกกี่ฉบับ ที่ต่อให้ดีเลิศเลอกว่าเดิมสักแค่ไหน ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีโอกาสปลุกความรู้สึกที่ถูกทำลายไปเหล่านั้นกลับมาได้อีก

ความจริงแล้วมองย้อนกลับไป ความดีงามของรัฐธรรมนูญ '40 ที่เราเชื่อนักหนานั้นก็รับรู้มาจากการที่คนอื่นบอกมาแทบทั้งสิ้น ยังไม่เคยจะคิดวิเคราะห์เอาจากตัวบทเองอย่างจริงจังเลย

และจริง ๆ แล้วเสียงของเหตุผลก็ยังกระซิบบอกเราอยู่ว่าจะตัดสินอะไรดีไม่ดี ก็ต้องไล่เนื้อหาดูเอาสิ ไม่ใช่ใช้แต่ความรู้สึก ไม่งั้นจะมีโอกาสพบเจอกับสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ยังไง

แต่ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้จะไม่มีประเด็นให้กังขาและเคลือบแคลงเรื่องความเหมาะสมชอบธรรม ทั้งในหลักการ ตัวบท และที่มา ผมก็ยังคงไม่สามารถให้ความสนใจจริงจังกับมันได้อยู่ดี

เพราะยังช้ำใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้รัฐธรรมนูญจะดีแค่ไหน เป็นที่ยอมรับขนาดไหน ก็ไม่มีความหมาย หากเกมการเมืองเดินมาถึงจุดที่ผู้มีอำนาจจะไม่เคารพมัน

ทุกวันนี้ก็เลยได้แต่โหยหาอดีตอันหอมหวาน เพราะแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ถึงรัฐธรรมนูญ และอนาคตอันสดใสของประเทศนี้ ก็ยังไม่อาจที่จะทำ