25 November 2007

25 November 2007

วันนี้ไปดู Cats มา...

ก็สนุกดีนะ แต่ไม่ได้ถึงกับประทับใจอะไรมากเท่าไร (ที่จริงไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนแรกตั้งความคาดหวังไว้ว่าไงบ้าง) อาจจะกอปรกับความที่ที่นั่งไกล + งานค้างตรึม และอื่น ๆ ด้วยก็เป็นได้...

ดู ๆ ไปแล้วรู้สึกต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะบังคับไม่ให้ไปมองไอ้จอคำบรรยายข้าง ๆ... แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เหมือนว่าความพยายามที่จะฟังให้ออกมันทำให้เสียอรรถรสในการชมไปอีกส่วนเหมือนกัน (อันที่จริงจะไปเพ่งขนาดนั้นทำไมก็ไม่รู้)

ตอนนี้อยากดูรักแห่งสยาม... แต่จะได้ดูไหมเนี่ย... วันที่ 1 มีสอบวัดความรู้พื้นฐานของ ATC, สอบ long case วันอังคารที่ 4 แล้วก็ยังไม่ได้ present case morning round หรือ advisor round เลยสักครั้ง... สงสัยต้องลุ้นให้กระแสแรง ๆ ให้อยู่ถึง 4 สัปดาห์... (ถึงตอนนั้นสงสัยชวนพ่อแม่ไปก็อาจจะจะไปดูกันมาแล้ว - -")

↑ ย่อหน้าข้างบนดูแปลก ๆ ตาเหมือนไม่น่าเป็นเรื่องที่จะเห็นพูดถึงใน blog นี้หรือเปล่าเนี่ย เอาเถอะ...

เมื่อวานซืน-เมื่อวาน ไปร่วมสัมมนาภาคอายุรศาสตร์มา... สุดท้ายแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมอาจารย์ถึงเรียกให้ไป... เอาเถอะ ไปดูอาจารย์หลาย ๆ ท่านร้องคาราโอเกะก็ถือว่าคุ้ม...

แถมช่วงนี้แลกเวรวุ่นไปหมด...

เฮ่อ... งานทับตายต่อไป~

20 October 2007

Moving again... back this time.

คิด ๆ ดูแล้วถ้าจะเป็นทาส evil empire ก็ขอเป็นทาส Google ดีกว่า... (ไง ๆ ก็เท่กว่า Microsoft อยู่หลาย)

+ WLS อืดเกิน... (ถึงจะดีขึ้นเยอะแล้วก็ตาม)
+ ไม่ได้ต้องการพวก social networking features ซึ่งรู้สึกว่า WLS เหมือนจะยัดเยียดให้ยังไงไม่รู้

ก็กลับมาใช้ที่นี่แล้วนะครับ...

(Readership หายไปเรื่อย ๆ...)

22 September 2007

My God, the irony...

*The reference to God in the title of this post is used purely as a figure of speech, and does not in any way reflect my personal beliefs, respect for any deity, or lack thereof.

2 September 2007

On the YouTube issue

คราวก่อนบอกว่าอีกนานแค่ไหนไม่ทราบ ต้องคอยลุ้นต่อไป ปรากฏว่าไม่ค่อยเห็นจะมีใครหลงเข้ามาอ่านหรือช่วยลุ้น แต่เอาเถอะครับ ถือว่าสถานการณ์ได้โอกาสประจวบเหมาะที่จะพูดถึงเรื่องนี้แล้วกัน

อย่างที่หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบ ว่าทาง MICT (เผลอจะคิดบ่อย ๆ ว่าย่อมาจาก Mandate for the Internet Censorship Taskforce) เลิกบล็อค YouTube แล้วตั้งแต่เมื่อวานซืน หลังจากที่ Google ตกลงเซ็นเซอร์คลิปวิดีโอบางเรื่อง ไม่ให้ผู้เข้าชมจากประเทศไทยสามารถรับชมได้

มองในแง่หนึ่ง ก็น่าจะเป็น [compromise] ที่แก้ปัญหาเบื้องหน้าได้ดีในระดับหนึ่งครับ เพราะอย่างที่ผมเคยแสดงความเห็นกับเพื่อน ๆ บางคน ว่าประเด็นปัญหานี้มันเกิดขึ้นมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม

กล่าวคือ เมื่อเนื้อหาบางอย่างเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ได้ในทั้งสองวัฒนธรรมที่กล่าวถึง ก็ไม่เกิดปัญหา จึงไม่มีใครมีปัญหากับคลิปแมวร้องเพลง และก็ไม่มีใครมีปัญหากับคลิปโป๊ที่ไม่มีอยู่บน YouTube

แต่เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์ไปเหยียบเส้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้า จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ที่ทำให้ [integrity] ของอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องถูกลิดรอนเพื่อรักษา [cultural identity] ของแต่ละฝั่งบนเส้นนั้นไว้

ซึ่งเส้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ว่าในกรณีดังกล่าว ก็คือ free speech vs respect for the King อย่างที่หลาย ๆ คนคงทราบ

มองตรงนี้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าว ก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร...

ตราบที่ยอมรับได้ว่า หลักพื้นฐานของประชาธิปไตยบางข้อนั้นเข้าไม่ได้กับวัฒนธรรมไทย และรัฐจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อรักษาวัฒนธรรมนั้นไว้เหนือหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยดังกล่าว

แต่เงื่อนไขนี้ เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผมไม่ยินดีที่จะยอมรับเท่าไรครับ

สมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เมื่อผมได้เปิดอ่านดูก็แปลกใจอยู่ครับ เพราะไม่เคยทราบว่าการที่ "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้" นั้นเป็นเรื่องที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

อาจเพราะตอนนั้น ผมยังไม่ได้เข้าใจถึงลักษณะของระบอบการปกครองที่ต้องมีการ [adapt and modify] ให้เข้าได้กับวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ที่รับเอาระบอบการปกครองนั้นไปใช้ และการที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นก็มีเงื่อนไขรายละเอียดที่จำเพาะอยู่มาก

แต่ผมก็ยังอยากจะถามครับ ว่าจำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องรักษาวัฒนธรรมเดิม ๆ นั้นไว้เหนือสิ่งอื่นใด ที่จะต้องกำหนดเอาไว้ในบทบัญญัติสูงสุดของประเทศ

ในเมื่อคนไทยทุกคนรักในหลวงอยู่แล้ว ทำไมถึงจะต้องกำหนดบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักพื้นฐานที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของประชาธิปไตยไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยล่ะครับ

ทุกวันนี้บทบัญญัติที่มีไว้เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าสิ่งอื่นใดครับ (อันที่จริงแล้วอาจจะรองจาก "ความมั่นคงของประเทศ" อยู่พอสมควร)

และหากคนไทยไม่ได้รักในหลวงจริง บทบัญญัตินั้นจะไปบังคับเขาได้ที่ไหนเล่าครับ

ทำไมล่ะครับ ถึงจะต้องปิดกั้นไม่ให้ผู้คนได้เห็นความเห็นของคนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย ที่ไม่ได้รักในหลวง ในเมื่อก็เห็นอยู่แล้วว่าคนไทยเราเทิดทูนพระมหากษัตริย์ขนาดไหน

หรือว่าคิดว่าคนไทยไม่ได้รักในหลวงจริง?

หรือว่าคิดว่าคนไทยจะโง่พอที่จะทำให้วิดีโอคลิปคลิปหนึ่งทำให้จิตวิญญาณของความเป็นไทยนั้นบอบช้ำไปได้?


................


ผมไม่เคยพูดครับว่าวัฒนธรรมไทยที่มีอยู่นั้นคร่ำครึล้าสมัย ควรที่จะเลิก ๆ ไปได้แล้ว

แต่กระแสโลกาภิวัตน์นั้น กำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม และคงยากครับ ที่จะหลีกเลี่ยง หรือตั้งกำแพงกีดขวางไว้ได้

ตอนนี้เราก็คงได้แต่เฝ้ามองครับ ว่าอะไรจะพังไปก่อนกัน

บนทั้งสองฝั่งของเส้นบาง ๆ ของสงครามความแตกต่างทางวัฒนธรรม

19 August 2007

My (long-belated) take on politics

เคยพูดไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับมุมมองทางการเมืองของผมมาหลายครั้ง หลายปี แต่ก็ไม่ได้ทำสักที จนมุมมองที่ว่านั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบแล้ว...

เอาเถอะ มาเริ่มด้วยเรื่องราวของวันนี้ก่อนแล้วกันครับ...

ด้วยความที่ดักดานอยู่บนวอร์ดมาหลายเพลา ก็แทบจะไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองหรือแม้กระทั่งรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติแต่อย่างใด (ถึงจะอยู่แค่ศัลย์-สูติก็เถอะ) ผมจึงรู้สึกว่ายังมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจไม่เพียงพอ

สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไปลงคะแนนมันซะเลย

เพราะรู้สึกว่าการให้ประชาชนไปลงมติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุมถังชนนี่มันดูน่าขันอยู่ เหมือนจะต้องการให้การลงประชามติเป็นการสร้างคำว่าประชาธิปไตยขึ้นมาได้ แล้วคนจัดก็ไม่ใช่ใครนอกจากกลุ่มบุคคลที่เอารถถังแล่นเข้าเมืองหลวงแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปเมื่อไม่นานมานี้

ถึงการไปลงคะแนน ไม่รับ จะเป็นการแสดงออกถึงทัศนคตินี้ได้ในบางส่วน แต่ผมก็รู้สึกว่ายังนับเป็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างภาพประชาธิปไตยนี้อยู่ดี กอปรกับการที่ยังมองการณ์ในภาพรวมได้ไม่ดีนัก และความค่อนข้างเบื่อและเอือมระอาเต็มที จึงนำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว


ดูจะขัดกับแนวคิดความมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผมเองก็เคยพูดถึงหรือเปล่าครับ

อย่างที่เคยเล่าให้บางคนฟังในช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วครับ ว่าประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่

เพราะหลักการบางอย่างที่ผมเคยมั่นใจอยู่เดิม เช่น Democracy ≠ Majoritarianism (ประชาธิปไตยไม่ใช่การให้อำนาจเหนือกว่าแก่คนส่วนใหญ่) เมื่อคิดดูแล้ว มันทำให้เกิดความขัดแย้งบางอย่าง

หลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยอย่างหนึ่งคือ majority rule ควบคู่กับ minority rights หรือการปกครองโดยเสียงข้างมาก โดยในขณะเดียวกันต้องมีการรับรองสิทธิของประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งหลักการให้อำนาจตัดสินใจแก่เสียงส่วนมากนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนมากกว่า 1 คนไม่สามารถมีความเห็นพ้องต้องกันได้ตลอดเวลา

แต่ขณะเดียวกัน เสาหลักของประชาธิปไตยข้อนี้เอง ก็ขัดกับอุดมการณ์สูงสุดที่ให้ความเท่าเทียมแก่บุคคล

เพราะถึงแม้จะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ก็เท่ากับว่ายอมรับว่ารัฐบาล (คือเสียงข้างมาก) สามารถให้ผลประโยชน์ หรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ในส่วนที่นอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่รับรองไว้โดยหลักการของประชาธิปไตยนี้ได้ โดยไม่เท่าเทียมกัน

ที่สุดแล้วผมจึงต้องสรุปว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่อุดมการณ์ที่สามารถมีได้อย่างสมเหตุสมผลในโลกอุดมคติ

(ลองเทียบกับหลักเผด็จการ ซึ่งถึงแม้จะยอมรับได้ยากในเชิง [normative] แต่ก็ [perfectly logical] เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับผู้นำคนเดียวนั้นได้)

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะผมเองก็พูดอยู่เสมอว่าโลกไม่ใช่ตาชั่ง และไม่มีความยุติธรรมบนโลกนี้ ประชาธิปไตยก็เป็นเพียงแต่ระบอบการปกครองที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกปัจจุบัน ไม่เคยมีใครบอกว่าจะหาที่ติไม่ได้

แต่พอมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ดูซับซ้อนขึ้นทุกวัน เดี๋ยวนี้ผมเลยไม่ทราบว่าจะเชื่ออะไร จะยึดอะไรเป็นหลักในการตัดสินใจอีกต่อไป...


อันที่จริง เรื่องที่ว่าเคยบอกว่าจะพูดถึงมาเป็นปีแล้ว คือข้อติที่ว่า "เยาวชนสมัยนี้ไม่มีความกระตือรือร้น ความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมือง" ซึ่งได้ยินมาเป็นสิบปีแล้ว และปัจจุบันนี้ก็ยังได้ยินอยู่

ผมไม่ทราบเกี่ยวกับสภาพสังคมหรอกครับ ผมไม่ทราบว่าข้อความข้างต้นนั้นจริงแค่ไหน แต่สำหรับตัวผมเอง ผมมีความเชื่อสูงสุดเกี่ยวกับการเมืองว่า

การเมืองเป็นเรื่องสกปรก

และไม่มีทางที่ใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะผ่านพ้นออกมาได้โดยไม่แปดเปื้อน แค่นี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผมไม่อยากจะสนใจหรือมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความเป็นไปทางการเมือง (นอกจากแสดงความเห็นส่วนตัวเงียบ ๆ ไปวัน ๆ) ได้เหลือเฟือแล้วครับ

ใช่ครับ... ขัดกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย อย่างที่ Pericles กล่าวถึงการปกครองของนครรัฐเอเธนส์ไว้ว่า

We alone regard a man who takes no interest in public affairs not as harmless, but as a useless character.

แต่ ณ ปัจจุบัน ผมเองค่อนข้างจะพอใจที่จะเป็นคนไร้ประโยชน์ และไม่เป็นอันตราย ไม่ใช่ต่อสังคม แต่ต่อตัวเองครับ อาจจะเพราะสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่ทำให้เราไม่รู้สึกว่าต้องดิ้นรนต่อสู้ และมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปได้ แต่หน้าที่ที่จะทำให้ตนเองมีประโยชน์ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น สำหรับผมตอนนี้ มันยังไม่คุ้มกับความเสี่ยง และความสกปรก ที่จะติดตัวมา

และผมยังเชื่อครับว่า การเมืองเป็นคำสาปของมนุษยชาติ

เพราะถึงแม้ผมจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกเพียงใด เป็นสิ่งบั่นทอนความเจริญเพียงใด มันก็เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสันดานของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มมีวัฒนธรรม และไม่มีทางที่จะหลีกหนีไปได้ ตามที่ Aristotle เคยกล่าวว่า

Man is by nature a political animal.

วันหลัง (อีกนานแค่ไหนไม่ทราบ) อาจจะเขียนเรื่อง The YouTube issue ต่อ ต้องคอยลุ้นต่อไป...

18 July 2007

แล้วพรุ่งนี้?

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ขณะเดินไปรถไฟฟ้าสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมได้ยินเพลง "พ่อแห่งแผ่นดิน" ที่เปิดขึ้นจอตรงบริเวณ Victory Point ก็พลันเกิดรู้สึกใจหายวาบ สับสนบอกไม่ถูก และรู้สึกว่าน้ำตาเริ่มจะคลอ

ส่วนหนึ่งจะว่าน้ำตานั้นเกิดจากความตื้นตันในเนื้อหาของเพลง ก็อาจเป็นได้ แต่สิ่งที่ปรากฏในความคิดขณะนั้นมันน่าเศร้า และมืดมนกว่ามาก

ก็เพราะเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายที่ว่า

ไทยทั้งผองภูมิใจ ไทยเป็นไทยจนวันนี้ เพราะองค์ภูมิพลที่ คุ้มครองไทย

เมื่อคิดตามและประจักษ์กับความจริงข้อนี้ คำถามถัดมาที่เกิดขึ้นทันทีในใจก็คือ

แล้วเมื่อผ่านพ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ไทย จะยังเหลือเป็นอะไรอยู่ได้อีก เมื่อไม่มีใครคุ้มครอง?

3 June 2007

Google search ภาษาไทยได้แล้ว?!

กรี๊ด~ ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมเนี่ย ตั้งแต่เมื่อไร... ไม่ทันสังเกต

ป.ล. ดูเหมือนว่าจะสองสัปดาห์มาแล้ว - -'

27 May 2007

ดั่งความฝัน...

I dreamed I was a butterfly, flitting around in the sky; then I awoke. Now I wonder: Am I a man who dreamt of being a butterfly, or am I a butterfly dreaming that I am a man? - Chuang Tzu

เสาร์อาทิตย์กับสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกราวกับเป็นคนละชีวิต... ราวกับก้าวผ่านกระจกมาจากโลกแห่งความฝัน... เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยพบมาก่อนจริง ๆ

17 May 2007

Hardest lesson in life...

... To learn not to take loved ones for granted

4 May 2007

Facebook wins | Italia 2007

เอาล่ะ... จากที่คราวที่แล้วว่าจะไม่อัพรูป แต่ด้วยความเห็นแก่คนที่มาคะยั้นคะยอ (เวอร์ ความจริงมีคนบอกอยู่สองคน) ก็เลยอัพโหลดไว้ที่ Facebook นะครับ (เล่าเรื่องที่พูดถึงอยู่ในโพสท์ที่แล้วหน่อยก็ได้ ก็คือ เราคิดอยู่ว่าจะอัพโหลดรูปที่ไหนดี ที่่จะไม่ได้ต้องการโฆษณาให้โลกได้รับรู้ ซึ่งมันก็ไม่ลงตัวสักอย่าง เพราะไม่ว่าจะเลือกที่ไหน ก็ต้องให้คนที่จะดูสมัครสมาชิกแล้ว verify ความเป็นคนรู้จักอีกหลายขั้นตอน จะใช้ที่นี่ ซึ่งอนุญาตตาม messenger allow list ได้ ก็ไม่โออีก เพราะบล็อกไม่ได้เขียนแบบส่วนตัว แล้ว allow list ก็มีใครไม่รู้เต็มไปหมดอยู่ดี) คนที่ไม่มี account และขี้เกียจสมัครก็ติดต่อถามมาโดยตรงได้นะครับ ยังสามารถเข้าดูได้อยู่...

ไหน ๆ ก็แล้ว เล่าถึงที่ไปเที่ยวมาย้อนหลังสักนิดนึงละกัน...

  • แพง มาก
  • ไปเที่ยวแบบ educational สุด ๆ เข้าพิพิธภัณฑ์จน lost track ว่าเข้าไปกี่แห่ง
    (ความจริงก็ไม่ขนาดนั้นหรอก มีตั๋วอย่างอื่นปนมาด้วยนิดหน่อย)
  • เอากระเป๋าตังก์เปล่าไปหลอกคนล้วงกระเป๋าตั้งเยอะ ไม่ขโมยไปสักใบ
  • Graffiti เต็มเมือง... ไม่น่าดูน่าอยู่เลย โดยเฉพาะโรม ขึ้นรถไฟบางขบวนนี่มองออกไปข้างนอกไม่เห็น เพราะพ่นหมด
  • Raffaello สุดยอด...
  • คนอิตาลีนี่ไม่ง้อนักท่องเที่ยวเลยสักกะติ๊ด คงรู้ดีว่ายังไงคนก็แห่กันมา
  • ไปร้านไอศกรีมที่เขาว่าอร่อยที่สุดในโลกมาด้วยนะ
  • นั่งเครื่องบินกลับ ท้องฟ้ายามรุ่งอรุณสวยสุด ๆ

20 April 2007

Web 2.0: Neither personal nor private

แจ้งให้ทราบก่อนว่ากลับมาตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว...................

นั่งคิดไปพิมพ์มาครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่าขัดแย้งในตัวเองอีกแล้ว เรื่องที่จะบ่นนั้นเป็นอันตกไป

แต่แก่นประเด็นหลักก็ยังจริงอยู่แหละ ว่าแนวโน้มของ Web 2.0 ที่จะให้ share & connect อย่างไร้ขอบเขตมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ทำให้พื้นที่สำหรับคนที่อยากใช้บริการออนไลน์เหล่านี้โดยจำกัดอยู่ในกรอบแคบ ๆ แบบเดิมนั้นน้อยลงเรื่อย ๆ

(ความจริงเนื้อหาที่พิมพ์ไปตอนแรกมีอธิบายด้วย ว่าทำไมถึงไม่ได้อัพโหลดรูปที่ไปเที่ยว เอาเป็นสรุปว่า ไม่รู้จะอัพที่ไหนดีก็เลยเปลี่ยนใจไม่อัพมันแล้ว)

11 April 2007

Greetings from Firenze!

See you back in Thailand! (10 minutes : 1 Euro)

ป.ล. พิมพ์ผิด: 1 ยูโร ไม่ใช่ 10

Note: Photo is © 2007 my dad

3 April 2007

2 April 2007

#Away...

จะไม่อยู่ในราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 3-15 เม.ย. นะครับ

โอกาสที่จะเช็คอีเมลก่อนกลับมาค่อนข้างน้อย

ถ้ามีเรื่องด่วน กรุณาติดต่อผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงโรม โทรศัพท์ 39 (06) 8622-051 ครับ

That's all well, but where's Beijing? (or New Delhi?)

Or Bangkok, for that matter?

ที่จริงก็น่าสนใจอยู่ว่าหลังจากที่เห็นมติชนโปรโมตโฆษณา An Inconvenient Truth ฉบับแปลซะครึกโครมที่งานหนังสือฯ จะทำให้คนให้ความสนใจกันมากขึ้นอย่างไรหรือเปล่า...

1 April 2007

Notes from the Book Fair

  • คนเยอะ มาก
  • Artemis Fowl ภาษาไทยเขียนชื่อคนแต่งถูกสักที (เพิ่งเล่ม 5 เอง)
  • เอ... นึกว่าถ่ายรูปป้ายที่รถไฟฟ้าใต้ดินมาแล้วนะ สงสัยเผลอลบไป ช่างมันก็ได้
    • คิดอีกทีแล้วไม่ช่างดีกว่า จะพูดถึงไอ้ป้ายที่บอกว่า คนที่มางานที่ศูนย์ประชุมฯ แล้วจะกลับโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องรบกวนตรวจกระเป๋าอีกครั้ง <-- จะบอกเพื่อ? แล้วคนที่มาทำอย่างอื่นไม่ต้องตรวจรึไง

29 March 2007

Third post of the day

แหม่ ขอหน่อยเถอะ นาน ๆ ทีจะอารมณ์ขึ้นแบบนี้ (โพสท์ก่อนหน้านั่นจิ้มไว้ใน PPC ตั้งแต่กลางวันแล้ว แต่ไม่ได้โพสท์เลย (EDGE - แพง) เลยเพิ่งจะได้โพสท์

ไล่เป็นเรื่อง ๆ เลยละกัน

เรื่องที่ 1: ผมได้ทราบแล้วว่าไอ้ติ่งตรงกลอนลูกบิดประตูนี่มันมีไว้ทำไม

ผมได้ประจักษ์กับความจริงข้อนี้มา 2-3 วันแล้ว หลังจากที่สงสัยมานับสิบปี แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสหารูปประกอบมาลง

ไอ้ติ่งที่ขีดสีแดง ๆ ไว้เนี่ยครับ... ผมสงสัยมาตั้งแต่แถว ๆ ป.2 (เดา) แล้ว ว่ามันมีไว้ทำไม

ตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ว่า ก็กดเล่นอยู่บ่อย ๆ ก็ตั้งแต่จำความได้ก็รู้อยู่ว่าถ้าไอ้ติ่งนั่นถูกกด ตัวกลอนอันใหญ่มันจะดันเข้าไม่ได้

(ที่จริงรู้แค่นี้ก็น่าจะรู้คำตอบแล้วเนอะ คงเป็นเพราะความไม่เฉลียวเองน่ะแหละ ที่ทำให้มองไม่เห็นมาเป็นสิบปี)

คำตอบก็คือ เค้าทำเพื่อไม่ให้มันเป็นแบบประตูห้องแผนกวิเทศสัมพันธ์ (ห้องประชุม สพจ.เดิม) นั่นเองครับ

สังเกตนะครับ... ติ่งที่ว่านั่นมันหายไป

(ที่จริงไม่ควรจะพูดต่อหรือเปล่า... เดี๋ยวจะ [compromise] ความปลอดภัยของห้องเค้า) เอาเป็นว่าคงเดาได้นะครับว่ากลอนประตูนี้มันมีความพิเศษยังไง

เรื่องที่ 2: ยังอีกตั้ง 2 วันกว่าจะครบวาระ โดนปลดจากบอร์ดซะแล้ว...

ภาพประกอบ

เรื่องที่ 3: ไปปากเกร็ด เดินสะพานพระรามสี่มา

อืม เห็นวิวเกาะเกร็ดกับเจดีย์เอียงวัดปรมัยยิกาวาสชัดเจนทีเดียว (คือ... ข้ามสะพานไปแล้วก็เดินกลับ... พิลึกคน)

แล้วก็ได้พบว่า Tesco Lotus มาเปิดตลาดโลตัสสาขาปากเกร็ดอยู่ตรงข้ามตลาดปากเกร็ด!

เดี๋ยวนี้นี่กะเจาะตลาดกันถึงขั้นนั้นเชียว...

จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้น่าแปลกอะไรเท่าไร แต่ที่แปลกใจคือ

1.

มันมี Oriental Princess มาเปิด

และ 2.

มี B2S ด้วย~!

สงสัยเราจะยึดติดกับภาพเดิม ๆ ไปหน่อย... เห็นทีแรกถึงกับตกใจพอควรทีเดียว

เรื่องที่ 4: เปิดตัวปก Deathly Hallows แล้ว

ซึ่งก็ได้บ่นกับบางคนตั้งแต่เมื่อวานแล้วแหละ ว่าเพิ่งสังเกตว่า 21 ก.ค. เป็นสัปดาห์ก่อนสอบ


อืมม... คงหมดแล้วแหละมั้ง สำหรับเรื่องที่อยากจะพล่ามวันนี้

กระจกประตู

ผมเคยสงสัยอยู่ไม่น้อยครั้ง ว่าทำไมหลายคนถึงนิยมเอามือผลักประตูกระจกตรงที่เป็นกระจก แทนที่จะจับตรงราวจับของประตู

เพราะผลตามมาที่เห็นเด่นชัดอย่างหนึ่งก็คือ รอยมือที่ประทับอยู่บนกระจกนั่นเอง (เพื่อน ๆ กลุ่มสุขศึกษาตอน ม.6 อาจจะจำกันได้)

แต่อันที่จริงแล้วอย่าว่ากระนั้นเลย ผมเองถึงจะไม่ชอบรอยมือบนกระจกก็ไม่ค่อยจะได้ผลักตรงราวจับหรอกครับ จะดันตรงขอบประตูที่เป็นอะลูมิเนียมเสียมากกว่า

ที่มาพูดถึงก็เพราะวันนี้ผมเห็นแม่บ้านเช็ดกระจกประตูที่ห้องสมุด แล้วนึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง

คือสังเกตว่าเวลาเช็ดประตู เราก็เช็ดแต่กระจก ส่วนอื่นจะได้เช็ดก็นาน ๆ ครั้ง

เหตุผลก็คงเพราะว่ากระจกมันเป็นรอยแล้วเห็นว่าไม่สวยงามนั่นแหละครับ

ซึ่งมันก็เป็นผลตามมาจากการเอามือผลักตรงกระจกอย่างที่ว่า

แล้วตกลงทำไมเราถึงไม่นิยมจับตรงราวจับกัน?

เพราะว่าเราไม่ชอบใช้อะไรตามที่ออกแบบมาหรือเปล่า? หรือว่าจะเป็นเพราะเราไม่อยากสัมผัสขี้มือคนอื่นที่จับราวจับนั้นมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน โดยที่ราวจับนั้นก็ (แทบจะ) ไม่เคยเช็ดเลย?

อืม พยายามหลีกเลี่ยงดีกว่า ผลักตรงกระจกเนี่ยแหละ สะอาดกว่า ยังไงก็มีคนเช็ดอยู่ทุกวัน...

เห็นอะไรไหมครับ

เหมือนอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่เราคอยแต่จะแก้ไขผลจากสิ่งที่ทำไว้ไม่ถูก แล้วการทำอย่างนั้นก็กลับกลายเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมผิด ๆ นั้นไปเรื่อย ๆ

ขณะที่คนที่จับตรงราวจับ ก็ได้สัมผัสแต่ขี้มือเก่า ๆ ของคนอื่นต่อไป

เพราะทำอะไรตามกติกาแล้วมันไม่ทิ้งความไม่น่าดูเอาไว้ให้เห็น ให้เช็ด ให้สังคมช่วยรับผิดชอบ


อืมม... ความจริงผมอาจจะคิดลึกไปก็ได้ แต่ถึงคนที่ผลักตรงกระจกจะทำด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าพื้นที่มันเยอะกว่า มันก็ยังสะท้อนให้เห็นอยู่ดี ว่าเราไม่เช็ดประตูส่วนที่มีไว้จับ จะได้เช็ดกันก็แต่ส่วนที่ถ้าทำตามกติกาแล้วไม่ควรจะต้องเช็ด (บ่อย ๆ) เลยตั้งแต่แรกแล้ว

หูฟัง กับวัฒนธรรมโลกส่วนตัว

เมื่อเช้าขึ้นรถไฟฟ้า เห็นคนใส่หูฟังกันเกือบครึ่งได้มั้ง...

ที่จริงก็อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ก็นับว่าเยอะจนเป็นที่น่าสังเกตทีเดียว...

ที่น่าแปลกใจคือ ผมเพิ่งพบว่าแทบจะยังไม่มีงานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับผลกระทบของการฟังเครื่องเ่ล่นเพลงดิจิทัลต่อการสูญเสียการได้ยินเลย

(ถ้ามีก็จะมาลง post นี้แล้วแหละ)

แต่คิด ๆ ดู... ก็น่าเป็นห่วงว่าวัฒนธรรมใหม่นี้มันเหมือนจะทำให้คนเรา พูดกันน้อยลง ฟังกันน้อยลง ได้อยู่นะเนี่ย...

(นึกถึง essay: The Age of iPod Politics โดย James Poniewozik ใน Time ฉบับเมื่อ 2 ปีกว่า ๆ มาแล้ว)