31 January 2009

Cubic Race 3

เหนื่อยสลบ...

ลากสังขารไปอาบน้ำก่อน

ถ้าไม่ติดอะไรจะมาเล่า


Update:

มาละ...

เกริ่นตั้งแต่ต้นสำหรับหลายคนที่อาจไม่ทราบ: Cubic Race หรือ แรลลี่เปิดฟ้ามหาพิภพ เป็นกิจกรรมของ Cubic Creative ซึ่งตามคำพูดของณัช มี แนวคิดหลัก ๆ ... คือการถอดรูปแบบจากรายการเรียลลิตี้ Amazing Race มาแบบดื้อ ๆ

แนวคิดการจัด Cubic Race ทั่วกรุงเทพฯ นี้ได้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างเน่า ๆ สุด ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2005 แต่ต่อมาก็ได้นำมาจัดเป็นกิจกรรมในค่าย ICT Fun Camp 2 และ Cubic Spirit Camp 2005 ซึ่งในครั้งหลังนี้เองที่กิจกรรมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

การจัด Cubic Race 3 ในวันที่เดียวกับเอ็นทรีนี้ จึงนับเป็นการนำการแข่งขันสุดระทึกนี้กลับมาจัดอีกครั้ง ในรูปแบบที่วางแผนไว้แต่แรก หลังจากการรอคอยถึง 4 ปีเต็ม

ส่วนรูปแบบรายการ The Amazing Race ที่นำมาใช้ดังที่ว่า ก็เป็นการแข่งขันที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องตามหาบัตรคำสั่ง (clue) ซึ่งจะกำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อไปเอาบัตรคำสั่งถัด ๆ ไป จนสามารถไปถึงที่หมายได้ในที่สุด (ใน Cubic Race ครั้งนี้มีบัตรคำสั่ง 3 แบบ คือ Route Info - บอกเป้าหมายการเดินทางหรือกิจกรรมที่ต้องทำเพื่อหาบัตรคำสั่งต่อไป; Detour - ให้เลือกทำภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง; และ Road Block - ผู้เข้าแข่งขันต้องเลือกตัวแทนคนใดคนหนึ่งเป็นคนทำภารกิจ)


ความจริงแอบบ้าตื่นเต้นกับการแข่งขันครั้งนี้มาก (ทั้ง ๆ ที่ไปเป็นแค่กรรมการสนาม) ขนาดที่ว่าบ้าจัดกระเป๋าตั้งแต่คืนวันศุกร์ (ปกติจะเดินทางไปค้างไหนยังจัดกระเป๋าเช้าวันนั้น) เอาหูฟัง Bluetooth ที่ไม่เคยใช้มาลองตั้งแต่วันจันทร์ นั่งทำบันทึกรายละเอียดกติกาและบทลงโทษ และเช็คอีเมลแทบจะเช้าเย็นเพื่อดูว่ารายละเอียด clue มีอะไรต้องแก้อีกบ้าง

เวอร์ซะไม่มี

แล้วนี่ที่จริงก็เป็นสมาชิกแบบสุดจะ inactive... ไปถึงนี่แทบไม่รู้จักใครเลยว่างั้น (แต่เรื่องอย่างนี้เนียนได้ อย่าต้องเรียกชื่อคนอื่นเป็นพอ 55+) แค่ยังแอบแปลกใจว่าเรื่อง (บ้า ๆ) ที่ทำไว้เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนี่จะทำให้ยังมีน้องจำได้อยู่ (จะสารภาพว่าพี่จำไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว ขอโทษนะครับ~ -/\-)

เอาเถอะ~ นี่ทีแรกก็พูดถึงอยู่ว่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องลุ้นว่าจะได้กรรมการเป็นใคร เพราะกรรมการอาวุโส ๆ นี่ดีไม่ดีมีหวังวิ่งไม่ไหวพาเอาทีมหยุดเป็นพัก ๆ อีก ทีนี้ผลปรากฏว่าเค้าให้เป็นกรรมการทีม 4: ข้าวตูกับคุณพ่อจร (ได้ข่าวมาว่าแอบมี request - หารู้ไม่ว่าความรู้ทางเวชกรรมใด ๆ นี่หาแทบมิได้) ก็เลยไม่มีสิทธิ์บ่น

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเล่ายังไงดี แต่จะบอกว่าสนุกมาก ๆ ตั้งแต่วิ่งข้ามสะพานลอยหน้าประตู 2 ไปมา หลงทางในสวนรถไฟ ถีบจักรยานอย่างไม่เห็นจุดหมาย เบียดกับฝูงมหาชนในเยาวราช วิ่งหาขนมปังปิ้งทั้งที่ที่จริงต้องหาซาลาเปา แอบหลับบนรถเมล์ตอนรถติด เดิน/วิ่งชมกรุงเก่า รอเรือด่วนอย่างไร้อนาคต ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการภาวนาว่าเมื่อไรจะตามไปเจอทีมก่อนหน้าสักที

แถมยังได้ฤกษ์บังคับให้ซื้อรองเท้าใหม่ด้วย (กำลังกะจะหาหมากฝรั่งมาซ่อมอยู่ละ ยังดีว่าได้เทปกาวจากชาร์ปมาประคองไว้จนสิ้นวันได้)

ถึงจะตามรั้งท้ายเกือบตลอดแต่ก็นับเป็นสุดยอดประสบการณ์ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

(แล้วนี่ถ้าไปอยู่ทีมอื่น เผลอ ๆ กรรมการจะต้องให้ผู้เข้าแข่งขันแบกไป - แค่ถีบจักรยานเสร็จนี่ก็แทบก้าวขาไม่ออกแล้ว - -')

ยังไงก็ขอโทษข้าวตูกับคุณพ่อด้วยที่ให้หยุดก่อนนะครับ ที่จริงถ้าลองเล่นต่ออาจจะยังตามไปทันได้ขับโกคาร์ทบ้าง (ถ้ามีแท็กซี่ไปถูกน่ะนะ)

...

สรุปว่าเอาหูฟัง Bluetooth มาใช้ครั้งนี้นี่คุ้มจริง ๆ (ไม่นับ เท่ factor ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้คะแนนบ้างหรือเปล่า) แค่ตอนขี่จักรยานนี่ก็กดโทรศัพท์ไปไม่รู้กี่ครั้งละ จะเสียก็ตรงที่เจ็บหูจิบ... ถึงได้เห็นเปลี่ยนข้างทุก 20 นาทีอย่างที่ปนัดถามนี่แหละ ให้ใส่ทั้งวันนี่ไม่ไหวเหมือนกัน

ซึ่งโทรศัพท์นี่... สุดท้ายก็ไม่รู้แต่ละเบอร์ที่โทรไปนี่คุยกับใครไปบ้าง บอกแล้วก็จำไม่เคยได้ (เฮ่อ) แต่ค่าโทรศัพท์ 38 รายการ 18 บาท 75 สตางค์นี่... รู้งี้ไม่น่าต้องรีบเติมเงินเล้ย (ใช้แฮปปี้ โทรในเครือข่าย นาทีแรก 25 สต. ต่อไปนาทีละ 1.25 บาท)

แล้วก็พูดอยู่ว่างานนี้ที่จริงน่าชวนจรสพงษ์ไปเล่น (เพราะรายนั้นเป็น "บักปอปท่องเมืองกรุง" ขาประจำ)... แต่ความจริงก็คงไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร เพราะสังขารคงสู้เด็ก ๆ ไม่ไหวอยู่ดี

ว่าไปแล้วเรื่องเส้นทางท้องที่นี่มันมากับประสบการณ์ (และอายุ~) จริง ๆ แฮะ... เพราะตอน ม.4 ที่เอกดนัยรู้จัก ม.พัน 4 ตรงเกียกกาย เรายังยกให้เป็นมนุษย์แผนที่มหากาลกันเลย แล้วขนาดสวนลุมพินีนี่ตัวเองยังเพิ่งจะรู้จักเอาก็ตอนที่เข้าคณะที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับสวนลุมฯ นี่เอง

แต่... Google Earth นี่มันก็เพิ่งมามีเมื่อ 3 ปีมานี้เองนี่นะ


รอติดตามวิดีโอต่อไป...

Last edited: 2009-02-02 23:20

30 January 2009

65th Traditional Football Match

This media requires the Windows Media Player plugin.

วันนี้แอบงานบอลฟีเวอร์เล็ก ๆ ขึ้นมากะทันหัน บ้าฮัมเพลงจุฬาฯ บันเทิงทั้งวัน (เพราะจำเนื้อไม่ได้) ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรกับงานปีนี้เค้าเล้ย (นอกจากไล่ซื้อเสื้อตามปกติทุกปี)

แต่พรุ่งนี้ก็คาดว่าคงไม่ไปหรอก... เลิกล้มความตั้งใจที่จะทวงสัญญานางสาว อ.¹ ตั้งแต่รู้ว่าเธอไปวิชาเลือกที่จังหวัดต้นแม่น้ำทางภาคกลางตอนบนละ กอปรกับมีงานจากทาง  Cubic Race  3  อยู่ด้วย ปีนี้ก็คงเป็นปีที่สองที่จะไม่ได้ไปงาน (ถัดจากปีที่แล้ว)

ที่จริงกะว่าถ้าธรรมศาสตร์ทำเสื้อออกมาเป็นสีเหลือง-แดงอย่างละครึ่งจะซื้อเสื้อไปขึ้นสแตนด์ฝั่งโน้นเลย แต่ก็... นะ...

(ตอนแรกนึกว่าจะหาคนชวนไปไม่ได้ด้วย แต่ก็คาดผิดไปเหมือนกัน)


  • Last edited: 2009-02-01 13:30
  • เพลงจุฬาฯ บันเทิงข้างต้น ขโมยมาจากเว็บ CU Chorus
  1. เรื่องนางสาว อ. ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เอ็นทรี TU-CU Traditional Football 63rd

18 January 2009

18 January 2009

เกิดอาการเจ้าหนี้ทวงอีกแล้ว

แต่ยังไม่มีเรื่องจะโพสท์... เก็บตกเรื่องที่ลืมพูดถึงในบล็อกที่แล้วก่อนแล้วกัน

  • เรื่องโฆษณา:
    • ชอบ mascot ตัวฟ้า ๆ กลม ๆ ของ AIS มาก... ขอตบมือให้คนออกแบบ
    • ชอบ "เห็ดฮังการี" ด้วย (ที่จริงก็สืบเนื่องจาก "แว่น" ด้วยแหละ
  • ไป Bangkok Street Show ที่สวนลุมพินีมาเมื่อวันที่ 19 ธ.ค... ก็ไม่ถึงสองชั่วโมงมั้ง ไม่ได้เดินทั่ว/ดูอะไรมากเท่าไร แต่ชอบบรรยากาศมากมาย อากาศเย็นสบาย ผู้คนเดินขวักไขว่ในสวนสาธารณะ ดูรื่นเริงแบบไม่เหมือนประเทศไทยอย่างบอกไม่ถูก

พูดถึงแล้ววันนี้ไม่ค่อยหนาว แต่สัปดาห์กว่าที่ผ่านมานี่เย็น (ยะเยือก) ดีจริง ๆ... อุณหภูมิต่ำกว่า 20 ทุกเช้าเลย

รู้สึกว่าไม่ได้เจออากาศเย็นแบบนี้ตั้งแต่ ม.2 (1999) แล้วนะเนี่ย (ปีนั้นหนาวไม่นานด้วย)

แต่ตอน ม.2 นั่นยังใส่เสื้อกันหนาวไปโรงเรียน... เดี๋ยวนี้นี่ไม่รู้มีปัญหาอะไรกับเสื้อกันหนาวหรือเปล่า เพราะเห็นไม่เคยใส่ไปโรงเรียนเลยตั้งแต่ ม.4 แล้ว (ถึงเคยพูดเล่นว่าจะเอาเสื้อกันหนาวที่ใส่เล่นสกีไปใส่ประชดในห้องเรียน อปร ก็ตาม)

ที่จริงแอบนึกถึงข้อความตอนนึงในข้างในกระโปรงม่วง โดยเพชรน้ำหนึ่ง (หนังสือไปอยู่ไหนซะละ หาไม่เจอ)

เอาเถอะ ว่าง ๆ (แปลว่าโอกาสน้อยมาก) เห็นทีต้องทำ OPAC หนังสือในบ้านสักที

แต่ตอนนี้กำลังงงว่า psychrometer (hygrometer แบบกระเปาะแห้ง-กระเปาะเปียก) มันทำงานยังไงกันแน่

ใครพอรู้ก็ช่วยสงเคราะห์หน่อยแล้วกัน

หมดเรื่องโพสท์ละ

แถมลิงก์ส่งท้าย เจ๋งดี: http://en.wikipedia.org/wiki/File:DescenteInfinie.ogg

นี่ด้วย: http://en.wikipedia.org/wiki/File:Grey_square_optical_illusion.PNG

4 January 2009

4 January 2009

ที่สุดก็ดองข้ามปีจนได้

เกือบจะโพสท์ได้ครบทุกเดือนอยู่แล้วเชียว

เอาเถอะ ไหน ๆ ก็เข็น (อย่างยากลำบาก) จนเครื่องติดแล้ว เรากลับสู่โหมดปกติ (ของบล็อก) กันดีกว่า...

ไล่ย้อนหลังเป็นเรื่อง ๆ ไปเลยแล้วกัน

Happy New Year 2009!

กะจะตั้งริงโทนเพลงพรปีใหม่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ทำ... (แต่ก็ดีแล้ว เพราะแทบไม่มีโทรศัพท์เข้าเลย)

26 December 2008

ขอไม่พูดถึงเรื่องสอบ (ไม่เคยพัฒนา)

ด้วยว่าครั้งนี้สอบช่วงเช้า เลยเหลือว่างอีกครึ่งวัน ครั้นจะกลับบ้านเลยก็รู้สึกใช่ที่ชอบกล แต่แล้วก็ไม่มีที่ไปอยู่ดี

เลยแกร่ว ๆ ดูพวก rotate 4 ถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่ จนกุ้ง-ยุทธนา ชวนเป็นเพื่อนเดินไปเอาเค้กที่สีลม ก็เลยออกมา... แต่ไป ๆ มา ๆ คุณกุ้งเกิดต้องไปตามหากระเป๋าพยาบาลที่ยืมไปเยี่ยมบ้านสัปดาห์ก่อน ก็เลยยังไม่ได้ไปเอาเค้ก ไอ้เราก็... เมื่อกี้คุยเรื่องเห็นป้ายว่า LoFt มาเปิดที่จามจุรีสแควร์ ก็เลย... ไปก็ไปวะ (สอบเสร็จคราวก่อนก็ไปสำรวจจามสแควร์ อะไรมันจะสิ้นคิดขนาดนี้)

ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไป (ช่างไม่คุ้มเสียนี่กระไร แต่มาโผล่ฝั่ง ถ.ราชดำริแล้ว ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนอกจากเดิน) ก็ไปขึ้นลงบันไดเลื่อนสำรวจ ๆ อีกรอบ ก็เจอว่านอกจาก LoFt แล้ว...

Daiso at Chamchuri Square

มี Daiso มาเปิดด้วยแฮะ

(ส่วน LoFt ไม่ยอมให้ถ่ายรูป)

LoFt ก็... ขนาดร้านใหญ่ปานกลางอยู่ สัก 3 unit ได้มั้ง (ตอบละนะ) ส่วน Daiso นี่ เดินเข้าไปนี่ต้องคอยระวังกระเป๋ากลัวจะเกี่ยวอะไรร่วงกราวลงมา

(พูดถึงกระเป๋านี่... วันนี้แบกชีทไปด้วย ก็ไม่ได้เยอะแต่ว่าหิ้วไปหิ้วมาทั้งวัน เลยชักสงสัยว่าพวกผู้หญิงเค้าทนแบกบ้านใส่กระเป๋า Harrods (ปลอม) หิ้วไปมาทุกวันได้ยังไงกัน)

ขึ้นไปศูนย์หนังสือจุฬาฯ เห็น gift set ผ้าขนหนูหรรษา น่ารักดี (แต่ไม่กล้าถ่ายรูป หลังจากเผชิญหน้ากับพนักงาน LoFt มา)

แล้วก็เจอว่าเสื้องานบอลออกแล้ว (อบจ. นี่... แต่ละปีจะทำงานต่อเนื่องกันสักนิดไม่ได้เลยรึไง เว็บเกือบ ๆ จะดีเมื่อไรก็เริ่มใหม่เมื่อนั้น คนจะดูนี่ต้องควานหาใหม่ตลอด) ก็เลยได้จุดหมายไปศาลาพระเกี้ยวต่อ...

เดินต๊อก ๆ ทะลุผ่านซอยข้างคณะบัญชี (หน้าตึกมหิตลาธิเบศร์ ซึ่งตอนแรกชื่อตึกนวัตวิทยาการ) อ๊ะ มีตลาดนัดด้วยแฮะ (เฉียด ๆ เข้าไปดูหน่อย แต่ก็ไม่เคยซื้ออะไร)

เสื้องานบอลปีนี้มีแบบเดียว (ไม่แยกชาย-หญิง) และบอกขนาดเป็นนิ้วครับ

ถูกใจมากมาย... ทำไมไม่ใช้ระบบนี้เป็นมาตรฐานให้หมดนะ จะได้ตัดปัญหาความ [arbitrary] ของขนาดเสื้อที่ช่างเป็นปัญหาตลอดกาลไปได้ซะ

เสื้องานบอล ไซส์ 38

(ตอนที่ไปซื้อนี่ไซส์ 40 กับ 44 หมด ไม่งั้นก็อาจจะพะวงเลือกอยู่อีกนานอยู่ดี)

เรื่องปัญหาขนาดเสื้อนี่เห็นสด ๆ ล่าสุดก็เรื่องเสื้อ extern นี่แหละครับ

แต่อันนี้ปัญหาหลักเกิดจากเสื้อที่ลองกับเสื้อที่ได้จริงขนาดไม่ตรงกันเสียมากกว่า

ขำดี... วันที่ 27 พ.ย. เป็นเทศกาลวิตกจริตหมู่ ไปนั่งยืนดูเพื่อน ๆ ลองเสื้อแล้วลองอีก (เชื่อได้ว่าปุริมลองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมากว่า 20 รอบ)

(ที่จริงผู้เขียนก็ไม่ได้น้อยหน้าเท่าไร... หลังจากสั่งไปแล้วโดน psycho ก็ไปวิ่งเต้นขอแก้ เสร็จแล้วก็แก้กลับอีก)

แต่เอาเถอะ ประเด็นก็คือถ้าบอกขนาดเสื้อเป็นตัวเลขตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องมาตั้งชื่อขนาดให้ผิดไปจากความเป็นจริงเพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้ซื้อให้วุ่นวายอีก (ทำไมเสื้อผู้หญิงถึงมี SSS ถึง M ขณะที่เสื้อผู้ชายมีขนาด S ถึง XXL? เพราะผู้หญิงอยากได้ชื่อว่าตัวเล็กส่วนผู้ชายไม่อยากหรือเปล่า)

...

ได้เสื้อแล้วก็ขึ้นรถป๊อพไปสยาม... (ไม่มีทางอื่นไป เพราะไม่มีแผนไปหอกลางหรือรร.เตรียมฯ และไม่อยากเดิน)

แต่ก็ยังไม่ได้ขึ้นรถไฟฟ้ากลับ เพราะมาสยามแล้วก็ต้องแวะ Kinokuniya/Asia Books พอเป็นพิธีก่อน

และก็เผื่อว่าในฐานะที่เพิ่งสอบเสร็จ อาจจะได้บังเอิญเจอใครด้วย (เรื่องของเรื่องคืออยากอวดเสื้อ)

ขึ้นไป Kino... ติดใจ A History of Thailand (Chris Baker & Pasuk Phongpaichit) ก็เลยเดินไปสำรวจราคา Asia Books (ตาม routine) ปรากฏว่าไม่มีของ แต่ที่สยามดิสฯ มี ก็เลยเดินต๊อก ๆ ไปสยามดิส (แต่ดันเสร่อไม่รู้ว่าเค้ามีงาน Asia Books Carnival ที่ Living Mall ชั้น 3)

ที่ Asia Books สยามดิสฯ ก็เจอผลของปรากฏการณ์กระแสคลื่นซัดถล่มของ Twilight... อะไรมันจะปานนั้น

Twilight series out-of-stock notice at Asia Books

(ป้ายบอกให้ลงชื่อจองหนังสือ)

ได้หนังสือแล้วแต่ยังไม่เห็นเจอใครเลย... (ยังไม่ได้อวดเสื้อ) ก็เลยขึ้นไปสำรวจหน้าโรงหนังดีกว่า (กะว่าเจอชัวร์ ไม่เจอก็จะกลับมาโพสท์บล็อกว่าแปลกที่ไม่เจอใครละ) แล้วก็เจอจริง ๆ: เจอเบิร์ด-นรเชษฐ์ กับเค้ก-กฤษณะ ก็หายประสาทกับเสื้อสักที

ว่าไปแล้ววันนี้ราวกับโรงเรียนครึ่ง กทม. สอบเสร็จพร้อมกันโดยแอบนัดหมายเล็ก ๆ... ทั้งห้าง (โดยเฉพาะโรงหนัง) มีแต่เด็กนักเรียนเต็มไปหมด

เดินไปเดินมาเย็นละ... กลับบ้านได้สักที

จบวัน จบปี (ถ้าสอบไม่ตกน่ะนะ) เตรียมเป็น extern โง่ต่อไป - -'

12 December 2008

สืบเนื่องจากกระทู้นี้ที่บอร์ด DekTriam.net...

(เป็นกระทู้ล็อกเฉพาะสมาชิก... คาดว่าผู้ที่หลงเข้ามาอ่านบล็อกจะมีอยู่ท่านเดียวมั้งที่เป็นสมาชิกบอร์ด ยังไงคนอื่นสงสัยเรื่องเนื้อหาติดต่อหลังไมค์ละกันครับ)

ก็เป็นกระทู้กระแสอีกกระทู้นึง เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อเร็ว ๆ นี้... แต่ประเด็นที่สงสัยมากคือเรื่องปฏิกิริยาตอบสนองของชาวบอร์ด

เพราะตัวเองอ่านดูแล้วก็รู้สึกอยู่ว่าประชดได้สะใจ+ขำดี และออกชัดเจนมาก แต่คนตอบกระทู้จำนวนมากกลับไม่คิดอย่างนั้น ก็เลยสงสัยว่าสมัยที่อายุเท่านั้นความคิดเรายังตามไม่ทันกันขนาดนั้นเชียวเหรอ หรือว่ามันเป็นความแตกต่างของบุคคลมากกว่า?

(ผู้อ่านบล็อกที่กล่าวถึงเห็นแล้วก็ช่วย comment ด้วยนะครับ)

6 December 2008

เห็นนี่ที่ตลาดมวกเหล็ก...

Game cartridges

ผู้อ่านบางคนอาจจะเกิดไม่ทัน... มันคือตลับเกม (เครื่อง Famicom?) ครับ...

ไม่ได้เก่าแก่มากมายด้วย เห็นตราประทับเจ้าพนักงานบอกว่าปี 2546

ใครยังมีเครื่องอยู่บ้างไหมเนี่ย... เหอะ ๆ

1 December 2008

วันนี้วันเอดส์โลกครับ

ปีนี้เพื่อน ๆ คุ้นเคยกับริบบิ้นแดงกันแล้ว... คำถามจะเป็นว่าวันไหนแทน

พอดีบ่ายวันนี้เป็น SDL (ที่จริงควรไปช่วยรับเสด็จ แต่ไม่มีเสื้อแขนยาว) ช่วงกลางวันก็เลยแวะไปดูงานเทียนส่องใจที่ลานอาสากาชาด

เพิ่งรู้ว่า NGOs ที่ทำงานเกี่ยวกับ HIV/AIDS มีเยอะขนาดนี้...

ซุ้มเยอะแยะมากมาย แล้วที่ต่างก็มีกันหมดก็คือโบรชัวร์แจกจำนวนมาก... แต่เห็นอันนี้แล้วเตะตาที่สุด

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้ในกลุ่มชายรักชาย

เค้าเจาะจงกลุ่มเป้าหมายกันขนาดนั้นเชียว~

(เป็นโบรชัวร์ของคลินิกสุขภาพชาย ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ครับ)

Motor Expo: What the..?

ผมเคยบ่นเรื่องความตอแหลของสังคมเรื่องโลกร้อนไปแล้ว...

แต่ผมไม่อยากจะเชื่อครับว่าความตอแหลที่ว่านั้นมันจะมากได้เพียงนี้

Motor Expo 2008 ticket

ไม่อยากจะเชื่อครับ

ผมไม่แน่ใจว่าคนคิดใช้ความหน้าด้านหรือความอยู่ในกะลาทำออกมา แต่มันเป็นไปแล้วจริง ๆ

ทุกคนคงทราบกันอยู่แล้วว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของภาวะโลกร้อน แต่ทำไมงานที่มีขึ้นเพื่อส่งเสริมการใช้ยานพาหนะดังกล่าวโดยตรงถึงกล้าเอาปัญหาโลกร้อนมาขายได้?

ผมพยายามคิดว่าคงจะพอให้อภัยได้บ้างถ้าในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปลดปล่อย CO₂ เป็นจุดเด่น แต่จากการประชาสัมพันธ์ที่เห็น ข่าวที่ออกมา และการสอบถามดู ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ถ้าไม่เรียกว่าตอแหล ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้วครับ

Update: เรื่องโฆษณา

ใน On ads, rhythm and the BTS ผมลืมพูดถึงโฆษณาที่ผมรำคาญอีกชุดครับ...

<a href="//www.youtube.com/watch?v=CKqi2IZ4RRI">Link</a><a href="//www.youtube.com/watch?v=0RhBtCyN_ew">Link</a>

ผมไม่คิดว่าเมืองไทยประกันชีวิตจะได้ประโยชน์จากโฆษณาที่เปรียบเทียบลูกค้ากับคนที่เต้นแร้งเต้นกาบ้า ๆ บอ ๆ กลางถนน หรือคนแก่หูตึง/ความจำเสื่อม/หื่น ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาพแง่ลบทั้งสิ้น ในโฆษณาอันหลัง แม้ว่าโฆษณาจะต้องการสร้างภาพพนักงานให้บริการตอบคำถามได้ทันใจ แต่สารที่ผมได้รับคือภาพความสาระแนและความรู้สึก [patronizing] ที่ไม่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้อยากใช้บริการเลย

แต่พูดถึงโฆษณาประกัน ก็มีอันนี้ที่ถูกใจอยู่ครับ

<a href="//www.youtube.com/watch?v=WvjAE5qkvZg">Link</a>

โฆษณาประกันชีวิต My Lite ของ Ayudhya Allianz C.P. ครับ ผมรู้สึกว่าองค์ประกอบของโฆษณาช่าง [comic] มาก และได้จังหวะลงตัวพอดี จนเวลาเห็นบนรถไฟฟ้าก็อดยิ้มไม่ได้ และมักจะแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ทีเดียวครับ (จังหวะที่เศษเค้กหล่น - ไม่แน่ใจว่าผมเป็นอยู่คนเดียวหรือเปล่านะ)

โฆษณาอีกอันที่ไม่ชอบครับ: Federbräu

<a href="//www.youtube.com/watch?v=ndYn6nqUn3A">Link</a>

ดูแล้วไม่รู้สึกว่าตัวละครผู้ชายจะเป็นคนดีตรงไหนเลยครับ นอกจากจะเก๊กจนน่าถีบแล้ว ยังแสดงท่าทีจ้องจะกินผู้หญิง หลอกลวง ไม่จริงใจ ฯลฯ ถามจริง ๆ เถอะว่าคนที่เจตนาดีจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตะโกนเรียกตั้งแต่ตอนแรกที่เห็นคนลืมพาสปอร์ตไว้แล้ว?

แต่เอาเถอะครับ ล้างด้วยโฆษณา ปตท. (เติมความผูกพัน) ดีกว่า (feel good จนเกือบจะเอียน)

<a href="//www.youtube.com/watch?v=iHdCAw3QDhk">Link</a>

Edit:

มีอีกเรื่องที่ลืมพูดถึงครับ: ถูกใจฉายาแพะการเมือง ที่สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทยตั้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมากมายครับ ตรงใจสุด ๆ - ผมเองยังพูดอยู่หลายครั้งว่าความผิดอย่างเดียวของตำรวจในเหตุการณ์วันที่ 7 คือ [incompetence] เท่านั้นเอง

Last edited 16:28, 4 January 2009

Copyright of posted media are owned by their respective owners.

31 December 2008

ค่าโง่โทรศัพท์ - ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

Referring to: ค่าโง่โทรศัพท์ - เจอจนได้

ให้มันได้งี้...

แถมหมดตั้งแต่ 24 พ.ย. แล้ว เพิ่งจะรู้~

SMS เตือนก็ไม่มี

บ้าตาย

คราวนี้จะตั้ง reminder ไว้ละ

(คราวก่อนก็คิดแบบนี้ แต่ชีวิตไร้ระเบียบ ไม่ได้อัพเดทปฏิทินมาเป็นเดือน)

รู้สึก apathetic...


ส่วน blog ดองเค็มนี่... อื่ม... ที่จริงก็กะจะเขียนตั้งแต่เจ้าหนี้ทวงแล้วล่ะ แต่ตั้งแต่สอบเสร็จก็ยังไม่ได้เริ่มอยู่ดี

อารมณ์เดียวกับที่ไม่ได้เช็คโปรโมชั่นนั่นแหละ

...

Life --

23 October 2008

กระทรวงทำลายล้างเทคโนโลยีและปิดกั้นการสื่อสาร

ที่สุดก็อด quote th.uncyc ไม่ไหว

แต่ข่าวที่ออกมานี่ ("นายกฯ จี้ไอซีทีจัดการเว็บไซต์หมิ่นเบื้องสูง" สำนักข่าวไทย 2008-10-22) นี่มันช่างเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนจริง ๆ...

ว่าทั้งกระทรวงมีหน้าที่อยู่แค่นี้เอง


(กลับไปปั่น EBM ต่อ...)

16 October 2008

เอาอีกแล้ว... Mandate for the Internet Censorship Task force

Blognone (PaePae): ไอซีทีบล็อกบทความ "Bhumibol Adulyadej" บนวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ?

FACT นี่ก็ไม่ไหว... ไม่ทันข่าวอะไรกับเค้าบ้างเลย

ใครที่ไม่ได้ใช้เน็ต true หรือ จุฬาฯ หรือนนทรี ฯลฯ อาจมีปัญหาในการเข้าถึงประสบการณ์ดังกล่าว

แล้วไอ้หน้าปัญญาอ่อน นี่จะมีไว้ทำไม? มีหน้าจะเซ็นเซอร์ก็ redirect เข้าดวงตาพญามาร (ทำใจลิงก์ไป th.uncyc ไม่ได้) ให้รู้แล้วรู้รอดไปสิ

ประเทศนี้...

เลิก ๆ ๆ

เลิก true

เลิกเน็ตจุฬาฯ (ยังรอว่าเมื่อไรจะเจอหน่วยงานอื่นของจุฬาฯ ทำงานห่วยกว่าสำนักไอที (ความจริงก็เวอร์ไป หลายหน่วยงานก็ห่วยพอกันทั้งนั้น))

เลิกประเทศไทย ไม่ไหวมั้ง ทำไจไปก่อนเหอะ

แม่ง...

(บรรทัดข้างบนมีความจำเป็นต้องไม่แก้เพื่อให้เข้าใจอารมณ์ของผู้เขียน)

อย่าให้ต้องเขียนเรื่องหมิ่นฯ นะ...

เรื่องกระทรวงที่ริอาจคิดอยากจะสร้าง Great Firewall แต่ทำได้เผาเค้กวันเกิด (ทำใจ quote th.uncyc ไม่ได้อีกเหมือนกัน) นี่อีก...

ห่วยฉิบ

เอาเถอะ ผมจะช่วยบอกให้: พวกคุณลืมบล็อค The King Never Smiles ที่ Google Books น่ะ

เอาสิ ผมให้ลิงก์ตรงเลย แน่จริงก็บล็อคบล็อกผมสิ

จะได้รู้ว่าไม่มีอะไรสร้างสรรค์ทำแล้วจริง ๆ

เสียเวลาคนต้องอ่านหนังสือสอบ...


  • Wikipedia (วิกิพีเดีย) is a multilingual, Web-based, free content encyclopedia project (แปล: โครงการสารานุกรมออนไลน์หลายภาษาที่ไม่จำกัดสิทธิในการใช้งาน ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือแก้ไข) และเป็นเว็บไซต์ที่ได้รับการเข้าชมมากเป็นอันดับ 7 (สถิติจาก Alexa) ทั่วโลก
  • หนึ่งในเสาหลักห้าประการของวิกิพีเดียคือ "neutral point of view" หรือมุมมองที่เป็นกลาง และมีนโยบายที่เคร่งครัดเกี่ยวกับ Biographies of living persons ซึ่งหมายความว่าการโจมตี ให้ร้าย หรือกล่าวถึงบุคคลในทางที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นประมาทนั้น จะทำไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับเด็ดขาด
  • ลักษณะเด่นของวิกิพีเดียคือผู้อ่านทุกคน (รวมถึงเจ้าหน้าที่กระทรวงทำลายล้าง... (oops) MICT) สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะถ้าเห็นว่ามีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม ซึ่งการดูแลให้เนื้อหาของวิกิพีเดียมีความเป็นกลางข้างต้น ก็ขึ้นกับทุกคน (รวมถึงเจ้าหน้าที่ MICT) ที่มีสิทธิ์ร่วมแก้ไข
  • บทความ Bhumibol Adulyadej ได้รับเลือกเป็น featured article หรือบทความคัดสรร บนวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ หมายความว่าได้ผ่านการกลั่นกรองและพิจารณาจากประชาคมแล้วแล้วว่าเป็นบทความคุณภาพที่มีความถูกต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน และเป็นกลาง ซึ่งถึงจะพูดตรง ๆ ตามความเห็นของผมว่าหลังจากที่ได้รับเลือกแล้วหลายส่วนของบทความก็ลงเหวมาเรื่อย ๆ ก็ยังยากที่จะเข้าใจว่า...
  • ทำไม MICT ถึงเลือกที่จะปิดกั้นสายตาคนไทยไม่ให้สามารถเข้าไปแก้ไขสิ่งที่เป็นเท็จหรือไม่เหมาะสม (ถ้ามี) แต่กลับทิ้งไว้ให้ชาวโลกได้รับรู้ โดยไม่คิดที่จะปรับปรุง? (หรือว่าจะเป็นเพราะความถูกต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน และเป็นกลาง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ MICT (และคนไทย??? ← เอาอะไรมาบังคับความคิดของคนไทยทั้งประเทศ?) ต้องการ?)
  • ไม่แน่ใจว่าเป็นครั้งแรกหรือเปล่าที่ MICT จงใจบล็อคเว็บไซต์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งน่าสนใจทีเดียวเมื่อพิจารณาข่าว เด็กฮิตท่องเน็ตดู"คลิปหลุด" - 86% เล่นเกม - แค่ 14% ศึกษา ที่ลงในหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวานนี้ และรายงานการแถลงข่าวของปลัดกระทรวงศึกษาธิการตอนหนึ่งว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่เด็กและเยาวชนไทยใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง เพราะสื่อการเรียนรู้ในอินเตอร์เน็ตมีไม่เพียงพอ และไม่มีทางเลือกที่หลากหลาย

เฮ้อ...ประเทศไทย

15 October 2008

14 ตุลา... ผ่านมา... แล้วก็ผ่านไป

พยายามจะอยู่ห่าง ๆ บล็อกแล้ว แต่ก็อดไม่ได้

14 ตุลา... ผ่านมา... แล้วก็ผ่านไป

ถูกลดความสำคัญไปเป็นแค่วันธรรมดา ๆ วันหนึ่งในประวัติศาสตร์... ที่ไม่ได้ฝากความสำคัญใด ๆ ไว้ในปัจจุบัน

เมื่อกี้พยายามหาบล็อกเอ็นทรีของใครก็ไม่ทราบที่เคยเห็นเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว แต่หาไม่เจอ เอ็นทรีนั้นเปรียบเทียบโดยเล่าประมาณว่ามีนกสองตัวแม่-ลูก อยู่บริเวณถนนราชดำเนินเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แล้วลูกก็ถามแม่ว่าคนเค้าทำอะไรกัน แม่ก็บอกว่าอย่าดู เขาจะทำร้ายกัน แต่มันจะเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของพวกเขา (คน) ที่เขาจะต้องเรียนรู้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เล่าถึงเมื่อสามสิบปีผ่านไป นกแก่สองตัวคุยกันอยู่ที่เดิม แล้วนกตัวหนึ่ง (ที่เป็นลูกนกเมื่อต้นเรื่อง) ก็พูดถึงว่า แม่พูดไว้ผิด เพราะพวกเขา (คน) ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเลย

ใครที่พอจะทราบ ก็ขอความกรุณาสงเคราะลิงก์ด้วยนะครับ

28 September 2008

ประเทศไทย~

ผมเพิ่งสังเกตอะไรบางอย่างจาก Google Maps...

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถมองเห็นพรมแดนประเทศได้ชัดเจนผ่านดาวเทียม!

พระเจ้าช่วย ตายละ... นึกถึงการ์ตูนมหาสนุกสักเรื่องที่เคยอ่านเมื่อนานมากมาแล้ว ที่เกี่ยวกับเจ้าหญิง (ทำนองนี้) ที่จะหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประเทศไทย แล้วบอกว่ารู้ว่ามาถึงประเทศไทยแล้ว เพราะภูเขาลูกต่อไปไม่มีต้นไม้

ไม่นึกว่าจะจริงขนาดนี้

26 September 2008

On ads, rhythm and the BTS

ครับ หัวข้อนี้ที่จริงค้างมาเดือนกว่าแล้วยังไม่ได้เขียนสักที จนชักน่ากลัวว่าจะเริ่มล้าสมัย ยังไงอาจจะต้องจินตนาการย้อนไปนิด คงไม่เป็นไรนะครับ

อยากจะพูดถึงเรื่องโฆษณา...

ปัจจุบันนี้ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสติดตามสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์เท่าไรครับ (ห่างเหินกับกล่องสี่เหลี่ยมนั้นมากขึ้นทุกที)

ภาพยนตร์โฆษณาที่มีโอกาสได้เห็นส่วนใหญ่ก็จะเหลือแต่ที่ฉายบนสถานี/รถไฟฟ้า BTS เสียเท่านั้น

เพราะขนาดเพลง "เรื่องจริง" ของบอย(ด์) ที่ช่วงตอนอยู่ดมยา (วิสัญญี - ประมาณต้นเดือน ก.ค.) นับว่าได้ยินจากวิทยุในห้องผ่าตัดแทบจะทุกวัน วันละหลายครั้ง จนเกือบจะเอียน (แข่งกับ "เพื่อน" ที่ร้องใหม่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์รัก สาม เศร้า) ผมยังเพิ่งจะทราบว่าเป็นเพลงประกอบโฆษณา Canon ก็ตอนที่เห็นอยู่ในอัลบั้ม Songs from Different Scenes #5 นี่เอง

ซึ่งเรื่อง SFDS นั่นก็ไม่ได้รู้มาจากไหน ก็โฆษณาบนสถานีรถไฟฟ้านั่นแหละครับ

ความจริงเรื่องโฆษณาบนรถไฟฟ้า ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพคงไม่เห็นด้วยเท่าไร

ซึ่งเรื่องเสียงดังนี่ผมก็เห็นด้วยอยู่เหมือนกันนะครับ แต่พูดไปก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าตัวกลายเป็น [hypocrisy] หรือเปล่า เพราะผมก็อาศัยโฆษณาเหล่านั้นเพื่อความบันเทิงเหมือนกัน (แต่ก็สังเกตอยู่ว่าระดับความดังมันฟังดูไม่ค่อยจะเสมอต้นเสมอปลายเอาเท่าไร)

เอาเถอะนะครับ ยังไงก็อยากจะขอพูดถึงโฆษณาที่เห็นช่วงที่ผ่านมา (บวกกับอีกเดือนเศษ) สักหน่อย

ผมชอบโฆษณา "50 ปี การไฟฟ้านครหลวง" ครับ

<a href="//www.youtube.com/watch?v=MjCsCZb2VdE">Link</a>

ด้วยความที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับหลักการสร้างสรรค์สื่อโฆษณาแต่อย่างใด ก็จะไม่ขอวิจารณ์รายละเอียดนะครับ

นอกจากนี้ก็มีโฆษณาของธนาคารกสิกรไทย ที่ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายหรอกครับ เพียงผมรู้สึกว่าสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้คนดูจำได้ดีมาก (แต่จะกลายเป็นจำโฆษณาได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์หรือเปล่านี่ไม่ทราบนะครับ) ขนาดที่ผมเห็น trailer โฆษณาตัวอย่างภาพยนตร์ของจริงบางอันแล้วยังนึกว่าตอนจบจะเป็นโฆษณาธนาคารกสิกรไทย แต่ไม่ใช่เสียนี่

ส่วนโฆษณาที่น่ารำคาญที่สุด (ซึ่งจากการ google ดูคร่าว ๆ ผมว่ามีคนเห็นด้วยกับผมไม่น้อย) ก็คงไม่พ้นโฆษณาชุด "นามาฉะ นะมาชะ กรีนลาเต้" ครับ (อันนี้ไม่ต้องใช้ความรู้ด้านการสร้างสรรค์สื่อในการวิจารณ์)

ความน่ารำคาญนี่ไม่เกี่ยวกับข้อที่น่าสงสัยว่าทำไมถึงสะกดชื่อผลิตภัณฑ์แบบนั้น (เข้าใจว่าคงไม่เขียนตามเสียงอ่านว่า นามาฉะ แต่ทำไมถึงสะกดว่า นะมาชะ แทนที่จะเป็น นะมะชะ ถ้าจะถอดคำตามภาษาต้นแบบ?)

แต่นอกจากความน่ารำคาญโดยพื้นฐานที่ใครเห็นก็คงรู้สึกได้ (การทำหน้าบู้บี้แล้วพูดอะไรไม่รู้เรื่อง) ความไร้เหตุผลของแนวคิดของตัวโฆษณานี่ ผมว่าเกือบจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

เพราะความหมายมันก็ตรงตัวอยู่แล้ว Namacha คือชื่อผลิตภัณฑ์ green แปลว่าเขียว latte แปลว่ากาแฟใส่นม

รวมกันก็เป็น นามาฉะ กาแฟเขียว ไม่เห็นมีอะไรน่างงตรงไหนแม้แต่น้อย (นอกจากชื่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งถ้าอันนั้นเป็นปัญหาก็ไปเกิดใหม่เถอะ)

จะมา ชานามา เขียวแฟกา มาชานา แฟกาเขียว ฯลฯ ทำบ้าอะไร เพื่อ?

เลิกฉายไปนี่โล่งใจเวลาขึ้นรถไฟฟ้าขึ้นเยอะครับ (ไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีใครคิดจะอัพโหลด)

ส่วนโฆษณาอีกชิ้นหนึ่งที่ผมรู้สึกขัดหูขัดตาเป็นพิเศษ คือโฆษณา "ทิปโก้ คูลฟิต" ชิ้นนี้ครับ

<a href="//www.youtube.com/watch?v=L8Tcge79cJE">Link</a>

ไม่แน่ใจว่าคนอื่นฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง แต่ผมจะขออธิบายความรำคาญของผมดังนี้ครับ

ขอถอดจังหวะเพลงในโฆษณาให้ดูดังนี้ (โน้ตบรรทัดล่างไว้ให้เทียบนับจังหวะ)

อาจจะดูยุ่งเหยิงไปหน่อย แต่ประเด็นคือ สังเกตเนื้อหาของเพลงส่วนที่คล้ายกัน เช่น ช้อบชอบ ว่าตรงกับจังหวะที่ 7, 12, 20, 25 ตามลำดับ

ปัญหาก็คือไม่มีค่า a ใดที่ทำให้ (xia) มีค่าหารร่วมมากเป็นจำนวนเต็มที่มากกว่าหนึ่ง สำหรับ i∈{1,2,3,4} เมื่อ x คือหมายเลขจังหวะข้างต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพยายามแบ่งห้องให้กับโน้ตเพลงข้างต้นแล้ว จะพบว่ามันแบ่งไม่ลงตัว

ต้องมีห้องประหลาดที่มีจังหวะเกินมา ถึงจะทำให้เพลงลงพอดีห้องได้

ความจริงผมเองก็ไม่เคยได้เรียนทฤษฎีดนตรีมาแต่อย่างใด และก็ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน This Is Your Brain on Music โดย Daniel J. Levitin (วันก่อนเห็น The World In Six Songs โดยผู้แต่งคนเดียวกันเพิ่งวางแผงที่ Kinokuniya) ก็ไม่ทราบว่าความเข้าใจของผมเหล่านี้จะถูกต้องแค่ไหน

แต่การที่องค์ประกอบของเพลงเพลงหนึ่งจะหารลงตัวได้นั้น ผมว่าสำคัญมากต่อความน่าพึงประสงค์ของเสียงที่จะเกิดขึ้นมา

ลองเปรียบเทียบ ช้อบชอบ ข้างต้น กับในเพลงนี้ของยุ้ย ญาติเยอะ ที่ถึงแม้ชื่อเพลงจะสะกดไม่เป็นภาษา แต่อย่างน้อยองค์ประกอบของเพลงก็หารลงตัว (สังเกตท่อนสร้อย ตั้งแต่ประมาณวินาทีที่ 60)

<a href="http://www.imeem.com/itums/music/qG9ObC1P/yui/">Link</a>

ฟังดูรื่นหูกว่าใช่ไหมครับ

อีกตัวอย่างหนึ่ง (ที่อาจจะไม่เกี่ยวเท่าไร แต่หาเรื่องโพสท์) คือ Potter Puppet Pals in "The Mysterious Ticking Noise" ที่ชนะเลิศ YouTube Awards 2007 ประเภท comedy ครับ

<a href="//www.youtube.com/watch?v=Tx1XIm6q4r4">Link</a>

...

ความจริงแล้วโฆษณาทิปโก้ข้างต้น อย่างน้อยโครงสร้างของสามห้องแรกกับสามห้องหลังก็ตรงกัน อาจจะถือว่ายอมรับได้ในระดับหนึ่ง (หรือยอมรับได้? อย่างที่บอก ว่าไม่มีความรู้)

เพราะยังไงก็คงไม่กวนโสตประสาทได้เท่าริงโทนของ PCT รุ่นหนึ่ง ที่ฟังแล้วอยากจะตามไปฆ่าเสียบประจานทำร้ายคนแต่ง เพราะเอาทำนอง theme ของ the Pink Panther มาใส่จังหวะเกินเข้าไปจนฟังไม่ได้ดังนี้ครับ

[ภาพประกอบจะตามมาภายหลัง]

ความจริงแล้วน่าสงสัยนะครับ ว่าความสามารถในการรับรู้ความลงตัวของจังหวะเพลงที่ว่ามานี้ อาจจะมีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องอยู่ด้วย (นึกถึงข่าว Perfect Pitch May Be Genetic ที่เคยเห็นใน WebMD)

เพราะไม่อย่างนั้นจะมีคนแต่งริงโทนดังกล่าวออกมา หรือเจ้าของโทรศัพท์ที่ผมเคยได้ยินจะทนใช้อยู่ทุกวันได้อย่างไร

...

ก่อนจะจบ ขอย้อนกลับมาเรื่องโฆษณาอีกครั้งดีกว่าครับ

คือจะขอแปะภาพยนตร์โฆษณาที่ผมยังคงชอบเป็นอันดับต้น ๆ ชิ้นนี้

<a href="//www.youtube.com/watch?v=6UOEw88MQFU">Link</a>
Sharing โดย TA Orange ครับ

ซึ่งพูดถึง TA Orange แล้ว ก็โยงกลับมาหารถไฟฟ้า BTS ได้อีก...

คงจะจำได้นะครับ ว่าโฆษณาเปิดตัวของ Orange เป็นโฆษณาชุดแรกที่มีการโฆษณาบนรถไฟฟ้าแบบเต็มขบวนทั้งด้านในและด้านนอก ด้วยสโลแกน "The future's bright, the future's Orange." (ซึ่งปัจจุบันนี้ Orange ก็เลิกใช้ไปแล้ว)

ผมเองยังว่าเป็นโฆษณาที่เปิดตัวได้อย่างสวยงามโดยแท้ และหลาย ๆ คนก็คงจะยังจำภาพยนตร์โฆษณาที่กวาดรางวัล TACT Awards ปี 2002 ไปได้ถึง 5 รางวัลนั้นได้เป็นอย่างดี

ก็จะขอส่งท้ายเอ็นทรีนี้ด้วย Get Closer ครับ

<a href="//www.youtube.com/watch?v=luD8ibJFevA">Link</a>

*Note: Copyright of posted media are owned by their respective owners.

22 September 2008

Observances galore

วันนี้เป็นวันศารทวิษุวัต (autumnal equinox ในซีกโลกเหนือ) ครับ

บางคนอาจจะรู้สึกบ้างว่าไอ้นี่มันจะอะไรนักหนา วันโน่นวันนี่เยอะแยะ ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง

ก็จริงแหละครับ (เหอะ ๆ)

แต่ถึงแม้วันวิษุวัตกับวันอายันจะดูเหมือนไม่มีความสำคัญกับชีวิตเราเท่าไร เพราะปฏิทินในปัจจุบันก็ไม่ได้นับวันปีใหม่ตามปรากฏการณ์ในการโคจรของโลก ผมว่ามันก็ยังเป็นวาระที่น่าระลึกถึงอยู่ (อย่างน้อยก็มีความผูกพันพื้นฐานกับธรรมชาติมากกว่าการนับวันหยุดกลางปีธนาคาร)

อ้อ เผื่อใครไม่ทราบ วันวิษุวัตคือวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน (แกนของโลกตั้งฉากกับรัศมีวงโคจร) นะครับ (ส่วนศารท แปลว่าฤดูใบไม้ร่วง)

มาถึงเรื่องที่เอ่ยไว้ตามหัวข้อข้างบน...

ที่จริงก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอกครับ

เพียงแต่จะบอกว่าช่วงนี้วันที่ 19 ที่ผ่านมาก็เป็นวันครบรอบรัฐประหารธรรมดา ๆ อีกวันหนึ่ง วันที่ 20 เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ วันนี้เป็นวันวิษุวัต แล้วมะรืนนี้ (วันที่24) ก็เป็นวันมหิดล

ยังมีวันอาทิตย์ที่แล้ว (วันที่ 14) เป็นวันไหว้พระจันทร์ และวันจันทร์หน้า (วันที่ 29) เป็นวันสารทไทย

(สองวันหลังนี่ถึงกับต้องไปหาปฏิทินเปิดดู - สะท้อนให้เห็นว่าปฏิทินจันทรคตินี่ใช้ในชีวิตประจำวันน้อยจริง ๆ... นี่ถ้าวันพระใหญ่ไม่ได้เป็นวันหยุดนะ...)

ความจริงผมไม่เคยทราบหรอกครับว่าวันไหว้พระจันทร์นี่มีเมื่อไร (ปีนี้ยังไม่เห็นขนมไหว้พระจันทร์ด้วยซ้ำ) เพิ่งได้ความรู้ใหม่เมื่อครู่นี้เองว่าเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 8 ตามปฏิทินจีน

ส่วนวันสารทไทยนี่ยิ่งแล้วใหญ่ครับ ถ้าไม่ได้อ่านในหนุ่มชาวนา (หนังสือนอกเวลาตอน ม.1 (ใช่เปล่านะ )) ก็คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 10

(ความจริงไม่แน่ใจหรอกครับว่าในหนังสือนี่พูดถึงว่าไงบ้าง (หนังสือไม่อยู่ในความครอบครองแล้ว) แต่จำได้ว่ามีพูดถึง)

เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความห่างเหินระหว่างสภาพสังคมที่เราอยู่กับที่กล่าวถึงในหนังสือได้ชัดเจนเหมือนกันนะครับ

เพราะผมยังไม่ทราบเลยครับว่าวันสารทไทยนี่มีความสำคัญอย่างไร (นอกจากว่ามีขนมกระยาสาท (กับกล้วยไข่)... อันนี้เหมือนได้มาจากหนังสือของซีเอ็ดสักชุดมั้ง ไม่แน่ใจเท่าไร แต่ยังไม่บ้าพลังพอที่จะไปค้น)

คนที่เป็นเหมือนผม ยังไงลองตามไปอ่าน "๒๒ กันยายน [๒๕๔๙] วันสารทไทย : วันทำบุญกลางปีเพื่อสิริมงคลและอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษ" โดยอมรรัตน์ เทพกำปนาท (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) ดูนะครับ

...

ความจริงเดือนกันยายนนี่เป็นเดือนที่ไม่มีวันหยุดราชการ (เช่นเดียวกับเดือนพฤศจิกายน (ส่วน ก.พ. มี.ค. มิ.ย. นี่แล้วแต่วันพระใหญ่จะตกเดือนไหน))

แต่ก่อนก็ไม่ค่อยได้สังเกตเท่าไรหรอกครับ เพราะยังไงก็มีปิดเทอม...

เฮ้อ...

6 September 2008

Recycle? How?

เห็นสองสามวันมานี้ชอบมีส่วนร่วม ชอบแถลงการณ์กันจริง ทีแรกก็คิด ๆ อยู่ ว่าจะแต่งแถลงการณ์ส่วนตัวโพสท์ในนี้ ไม่ให้คนเข้าใจผิดว่ามีส่วนร่วมกับแถลงการณ์อื่นด้วย เอาให้มีข้อเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแก้ไขชื่อเป็น "พันธมิตรประชาชนเพื่อต่อต้านประชาธิปไตย" หรือไม่ก็ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" เพื่อความเข้าใจตรงกันในการถกเถียงปัญหา ให้รู้ชัด ๆ ว่าใครต้องการอะไรกันแน่ แล้วก็บอกแถมด้วยว่าผู้แถลงการณ์ "เคารพและให้ความสำคัญในสิทธิของบุคคลที่จะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน" แต่เสียบเข้าไปหน่อยว่า "การเรียกร้องเพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองของตนเองนั้นไม่ควรทำโดยนำ 'ผลประโยชน์' ของประชาชนซึ่งอาจมิได้มีอุดมการณ์ร่วมด้วยมาเป็นข้ออ้าง" และ "การทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ตลอดจนวิธีอื่น ๆ อันไม่อาจนับได้ว่าอารยชนพึงยอมรับนั้น นับเป็นการกระทำที่น่าตำหนิ"...

แต่คิด ๆ ดูแล้ว ทำไปก็คงเปลืองสมอง เปลืองทรัพยากรเปล่า ๆ ไม่จรรโลงใจหรือก่อประโยชน์อะไรขึ้นมา ก็เลย... ช่างมันเถอะ

มาพูดถึงเรื่องที่ค้างคากันมาหลายสัปดาห์แล้วดีกว่าครับ...

วันก่อน ขณะกำลังเดินไปทางศาลาพระเกี้ยวผ่านคณะรัฐศาสตร์ ผมก็ได้พบเห็นภาพหนึ่งที่ติดตาผมอย่างมากครับ

อ่า... ครับ น่าเสียดายที่ผมถ่ายภาพนั้นเก็บไว้ไม่ทัน จึงมีแต่ภาพที่ตัดต่อห่วย ๆ นี้มาให้ดู

แต่ผมว่าภาพนี้ก็สื่อความหมายที่ผมเห็นตอนนั้นได้ดีทีเดียว

ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านจะเห็นเหมือนกับที่ผมเห็นหรือเปล่า แต่สำหรับผม ภาพนี้มันช่าง ironic อย่างหาที่เปรียบได้ยากจริง ๆ ครับ

ถังขยะ recycle รุ่นเก่า (จำนวนเทียบเท่า) สามใบ ที่ป้ายฉลากเลือนหายไปเกือบหมดแล้ว และใช้รหัสสีที่คงไม่มีใครจำได้¹ ถูกวางเรียงกันอยู่อย่างไม่มีใครใส่ใจเท่าไร ชิ้นส่วนหัว-หางสลับกันปนเปไปหมด ต่อให้ใครที่จำได้ว่าแต่ละสีนั้นหมายถึงอะไร ก็คงไม่มีปัญญาเลือกทิ้งได้ถูก และถึงกระนั้น ก็คงไม่เกิดผลอันใด เพราะเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ของมัน เหลือเป็นได้เพียงถังขยะธรรมดา ๆ สามใบ ที่จะทิ้งอะไรก็ได้เท่านั้น (ขอให้ทิ้งลงถังก็บุญแล้ว)

แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะมีวิธีแยกขยะที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการทิ้งขยะแยกถังอยู่แล้ว นั่นก็คือหญิงสาวคนนี้ที่เดินเก็บขวดพลาสติกตามถังขยะอยู่นี่เองครับ

แน่นอนว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว อย่างไรเสียคงต้องมีคนอื่นที่คอยเก็บกระป๋อง เก็บขวดแก้ว เก็บอะไรต่อมิอะไรที่พอจะเอาไปทำความสะอาดเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ได้ อีกเป็นแน่แท้

เขาเหล่านี้เอง ที่เป็นส่วนหนึ่ง (ร่วมกับเหล่ากองทัพซาเล้ง และอื่น ๆ) เบื้องหลังกระบวนการ recycle ของประเทศนี้ ที่เป็นส่วนเติมเต็มช่องที่เหลือว่างอยู่จากความขาดระเบียบวินัย ความรู้ และความตระหนักของประชาชน ที่ทำให้เราไม่ต้องคอยแยกขยะอย่างยุ่งยากแบบในคู่มือ 14 หน้าของเมือง Yokohama

ผมยังเคยพูดอยู่บ่อย ๆ ครับ ว่าการขาดแนวทางการแยกขยะที่มีประสิทธิภาพของประเทศไทย มีส่วนในการสร้างงาน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง

แน่นอนว่ามันคงไม่สมบูรณ์แบบ และคงมีประสิทธิภาพเทียบกับแบบ Yokohama ไม่ได้ แต่คงไม่มีใครเถียงมั้งครับ ว่ามันก็ดูจะลงตัวที่สุดแล้ว สำหรับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน

เพราะขนาดผมเอง ที่พยายามแกะกล่องนมเปล่าล้างเพื่อเอาไปชั่งกิโลขาย ก็ยังไม่เคยมีปัญญาเก็บได้ถึงขีดเลยครับ


  1. ไม่แน่ใจว่าถังขยะเหล่านี้ใช้สีแบบเดียวกับถังขยะที่เห็นโผล่ขึ้นมาที่สาธิตเกษตรสมัยประมาณ ป.4 (?) หรือเปล่า (ปัจจุบันก็อาจจะยังอยู่? (ในสภาพที่อาจไม่ต่างจากในภาพด้านบน)) จำได้ว่าชุดนั้นจะเป็น สีแดง: กระดาษ, สีน้ำเงิน: แก้ว พลาสติก โลหะ, สีเขียว: อื่น ๆ, ซึ่งแม้ว่าตอนเด็ก ๆ ผมจะมักหงุดหงิดที่ไม่มีใครแยกขยะทิ้งตามที่ถังกำหนดไว้ แต่ลองมองย้อนกลับไป ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรครับ

31 August 2008

For Better or For Worse

ครับ... ก็จบบริบูรณ์ไปแล้วนะครับ สำหรับ For Better or For Worse โดย Lynn Johnston ซึ่งดำเนินเรื่องให้ผู้อ่านชาวแคนาดาและทั่วโลกได้ติดตามกันมายาวนานถึง 29 ปี

บางคนอาจพอคุ้นเคยกับชื่อการ์ตูนช่อง [comic strip] การ์ตูนหนังสือพิมพ์รายวัน comic strip นี้บ้าง ซึ่งผมเคยกล่าวถึงมาแล้ว (และนับว่าเป็น comic strip เดียวที่ผมติดตามต่อเนื่องอย่างจริงจัง)

For Better or For Worse กล่าวถึงเรื่องราวของครอบครัว Patterson ครอบครัวชาวแคนาดาทั่วไปครอบครัวหนึ่ง และเล่าเรื่องราวความเป็นไปต่าง ๆ ของสมาชิกในครอบครัวทั้งสี่รุ่น โดยพาให้ผู้อ่านได้ติดตามการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของตัวละครที่เกิดขึ้นตามกาลเวลาเสมือนจริง และพาให้สัมผัสเกือบทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคู่ ปัญหาในที่ทำงาน การหย่าร้าง ชีวิตวัยเรียน ปัญหาสุขภาพ วิกฤตวัยกลางคน ศีลธรรม ความตาย หรือแม้กระทั่งความเป็นเกย์ (ซึ่งในปี 1993 ได้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างรุนแรงทีเดียว)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการดำเนินเรื่องของ For Better or For Worse จะจบเพียงเท่านี้ Johnston จะยังคงเขียนการ์ตูนนี้อยู่อีกระยะหนึ่ง โดยเรื่องราวจะย้อนกลับไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น และมีการสอดแทรกการ์ตูนที่เขียนขึ้นใหม่สลับไปกับของเดิม

For Better or For Worse ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กว่า 2,000 ฉบับ ใน 20 ประเทศทั่วโลก และมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 8 ภาษา Lynn Johnston เป็นนักการ์ตูนหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัล Reuben Awards ในปี 1985 ได้รับการเสนอชื่อรอบสุดท้ายเพื่อรับรางวัล Pulitzer ในปี 1993 และมีเกียรติประวัติระดับประเทศอีกหลายรายการ

และแน่นอน ว่าติดตามอ่านเรื่องราวที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/For_Better_or_For_Worse


หมายเหตุ: ความจริงมี back(b)log ที่ mind map ไว้กะจะเขียนอีกหลายเรื่อง แต่ขอดองไว้ และยกพื้นที่ให้กับเรื่องราวปัจจุบันก่อนแล้วกัน

Last edited: 2008-09-08 03:34

29 August 2008

Definitions needed

ไหน ๆ บทความใน series อนุกรม ซีรีส์ กลุ่ม #Politics* ก็ดูจะโผล่ตามเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ อยู่เรื่อย ไม่ว่าจะรัฐประหาร ลงประชามติ, กรณี YouTube, เลือกตั้ง (เรื่องชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ มีที่มาจากกรณีเขาพระวิหาร แต่ไม่ได้กล่าวถึงโดยตรง) พอมีเหตุการณ์ช่วงนี้ก็เลยรู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่เล็ก ๆ (ต่อบล็อกอันนี้) ที่จะต้องหาอะไรมาแปะ...

แต่ปัญหาคือ นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก~ (นอกจากความรู้สึกในฐานะคนเดินดินที่ว่า "***น่ารำคาญว่ะ" ซึ่งก็ดูไม่เป็นแนวคิดที่ควรสนับสนุนเท่าไร เพราะการเมืองมันก็ทั้งน้ำเน่าทั้งน่าตื่นเต้นขนาดนี้แล้ว ไม่สมควรจะอ้างว่า "เบื่อ" อีกได้)

ที่จริงตอนนี้ที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือรถไฟนี่แหละครับ เพราะส่งผลกระทบต่อการจัดการแข่งขันตอบปัญหาชีววิทยา “จุฬาฯ วิชาการ ๒๕๕๑” ชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตรง

(เอาเถอะ บขส. อย่าหาเรื่องบ้างแล้วกัน...)

...

อย่างหนึ่งที่คงน่าแปลกใจสำหรับผู้เห็นข่าวที่ไม่รู้จักการเมืองไทย คือ ทำไมกลุ่มผู้ประท้วงถึงเรียกตัวเองว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"

อืมม... ตอนนี้ google หา "พันธมิตรประชาชนเพื่อล้มล้างประชาธิปไตย" จะได้ 7 results (คงกลายเป็น 8 ในไม่ช้า)

แต่จะว่าอย่างนั้นมันก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว (7 results นี่น้อยกว่าที่คิดแฮะ) เพราะแต่ละฝ่ายคงมีคำจำกัดความของประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนกัน (ลองดู Democracy: What does it mean to you?)

"ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" มีผลลัพธ์ใน Google อยู่ 418 อันครับ (หน้าแรกเห็นขึ้นว่า 21,100 เข้าใจว่าจะเป็น bug?)

ผมลองคลิกตามไปดูแล้วก็เห็นบทความโดยปิยบุตร แสงกนกกุลกล่าวไว้ได้น่าสนใจ และอดคล้อยตามไปด้วยไม่ได้ (แล้วก็อ่านไปบทความเดียวนั่นแหละครับ)

...

ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าที่สุดแล้วเราจะหาคำจำกัดความที่จะใช้ร่วมกัน เพื่อให้คุยกันรู้เรื่องได้หรือเปล่า...

ก็เพียงหากแต่เราจะหันมาคุยกันได้

เฮ่อ...


*สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำการจัด labels ใหม่ ถ้าทำ feed ใครเละก็ขออภัยด้วยนะครับ

23 August 2008

30 years of minifigs, 5,922 pieces of the Taj Mahal

LEGO Minifigure

เมื่อวานนี้ (22 ส.ค.) นิตยสาร Wallpaper* ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับ LEGO minifigure ซึ่งก็มีอายุครบสามสิบปีในปีนี้ครับ

(ขออนุญาตใช้ภาพประกอบซ้ำ อย่างน้อยคงตรงประเด็นมากกว่าเดิม)

น่าสนใจอยู่นะครับ... ณ ปัจจุบันมี minifigure ผลิตออกมาแล้วกว่า 4×10⁹ ตัว นับได้เกือบ ⅔ ของประชากรโลกทีเดียว

LEGO Taj Mahal

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ (tabloid) Daily Mail ก็ลงบทความเรื่อง 10189 Taj Mahal ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวอย่างกึ่งทางการไปเมื่อต้นเดือนนี้ที่ผ่านมา และด้วยจำนวนชิ้นส่วนถึง 5,922 ชิ้น ก็ได้ครองตำแหน่งชุดตัวต่อเลโก้ที่มีจำนวนชิ้นมากที่สุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำลายสถิติ 5,195 ชิ้นของ 10179 Ultimate Collector's Millennium Falcon (ซึ่งมีราคาขายถึง US$499.99 เทียบกับ US$299.99 ของ 10189) [ภาพประกอบจากเว็บไซต์ LEGO Shop at Home]

พูดถึงราคา... วันก่อนเห็น 10184 Town Plan (set ฉลองครบ 75 ปี) ที่พารากอน ราคาอยู่แถว ๆ หนึ่งหมื่นสองพันบาท (แพงกว่าราคาสหรัฐฯ $149.99 กว่าสองเท่า) น่าสงสัยอยู่ว่าอากรนำเข้าของของพวกนี้มันคิดยังไง...

9 August 2008

เกมเจ้าปัญหา

ESRB M rating symbol
Half-Life: Counter-Strike ได้รับเรต M จาก ESRB เหมาะกับผู้เล่นที่มีอายุ 17 ปีขึ้นไป¹

ถ้าใครไม่ทราบ ข้อความข้างต้นนี้เป็นคำพูดฮิตติดปากของผมเองตั้งแต่ตอน ม.3 และนับได้ว่าเป็นประโยคแจ้งเกิดของผมที่ รร.เตรียมฯ²

ถ้ายังจำกันได้ ช่วงประมาณปี 2000 นั้นเองที่เรากำลังเพิ่งจะรู้จักสถานบริการเกมคอมพิวเตอร์ที่เริ่มแพร่หลายในขณะนั้น และก็เป็นประกายกำเนิดกระแสความนิยมในกิจกรรมหลังเลิกเรียนนี้ที่ยังฮิตกันอยู่ถึงปัจจุบัน

ความจริงแล้วสมัยนั้นผมก็ไม่เคยได้เรียบเรียงความคิดจริงจังอะไรกับเรื่องนี้หรอกครับ นับว่าเป็นช่วงที่ยังคิดอะไรค่อนข้าง [concrete] ด้วยซ้ำ ทำนอง "เค้ากำหนดไว้ก็ควรจะทำตามสิ"

แต่เอาเข้า จนถึงปัจจุบันผมก็ยังเล่น Counter-Strike ไม่เป็น (เช่นเดียวกับ Ragnarok Online และ DotA) และก็ยังไม่เคยเข้าไปใช้บริการร้านเกมคอมพิวเตอร์สักครั้ง

ตอนที่เห็นเพื่อนคนหนึ่งเล่าถึงรูปแบบการใช้บริการร้านเกมแบบกินอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืนครั้งแรก (ช่วงปี 2001) ก็ทำให้ผมตกใจ/สะเทือนใจไปเหมือนกันครับ

ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยมีปัญหาติดเกม (อื่น) ของผมเองนะครับ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่จะพูดถึง

ถ้าลองมองย้อนกลับไป ก็คงจะพอเห็นได้ว่าประเด็นที่เอ่ยไว้ข้างต้น เรื่องเด็กเล่นเกมทั้งวันทั้งคืน เรื่องการควบคุมเรตเกม มันค่อย ๆ มีเรื่องราวข่าวที่สะท้อนออกมา ให้ภาครัฐต้องค่อย ๆ ตามไปควบคุมที่ปลายเหตุ ซึ่งก็อาจจะทำให้ผมตอน ม.3 พอใจขึ้นมาบ้าง

แต่มันจะช่วยทำให้อะไรดีขึ้นได้?

ในประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (ซึ่งผมเพิ่งจะรู้เรื่องภายหลังเมื่อไม่กี่วันมานี้) ผมติดตามดูแล้วก็รู้สึกไม่แปลกใจเลยสักนิด (และอดถอนหายใจไม่ได้)

ที่ปฏิกิริยาแรกของสังคมไทยคือการ [ban] เกมเจ้าปัญหา

ผมยอมรับว่าไม่เคยเห็นหรือสัมผัสเกม Grand Theft Auto ภาคใด ๆ เอง แต่จากที่ติดตามข่าวสารต่าง ๆ มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ก็พอจะสรุปอารมณ์ของเกมได้คำเดียวว่า [sick] และคงไม่เสียดายถ้าเกมนี้จะไม่มีอยู่อีก

แต่มาตรการที่ภาครัฐออกมาเพื่อพยายามแก้ปัญหาแต่ละอย่าง ผมไม่เห็นว่ามันจะช่วยอะไรได้นอกจากเป็นการไกล่เกลี่ยอารมณ์ของสังคมที่ตอบสนองต่อข่าวที่เกิดขึ้นให้เรื่องมันเงียบ ๆ ไปในแต่ละครั้ง จะห้ามจำหน่าย แล้วจำนวนผู้ใช้อย่างถูกกฎหมายแต่แรกมีสักเท่าไรเชียว จะควบคุมเรตเกม ใครจะเป็นคนลงไปดูแลในระดับไหนได้ จะ [curfew] ร้านเกม แล้วเด็กจะกลับไปตั้งใจศึกษาเล่าเรียนแทนอย่างนั้นหรือ

ถึงกระนั้น ผมก็สงสัยอยู่ว่า สถาบันครอบครัว ที่หลายคนให้เป็นคำตอบ จะเป็นคำตอบที่ล้าสมัยไปแล้วหรือยัง เพราะภาพสังคมที่เห็นทุกวันนี้ น้อยนักที่จะเห็นครอบครัวเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งพอที่จะค้ำจุนสังคมได้ต่อไป

เราจะต้องเริ่มกันตั้งแต่ต้น โดยสร้างสถาบันครอบครัวขึ้นมาใหม่อย่างนั้นเลยหรือ

เรื่องราวเหล่านี้ คงมีผู้ที่วิเคราะห์ได้ดีกว่าผมกล่าวถึงแล้วบ้างในช่วงที่ผ่านมา และคงมีอีกในอนาคตที่จะถึง ผมก็จะยังไม่ขอพยายามหาคำตอบของคำถามที่น่าปวดหัวนี้ต่อ

แต่ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าสังคมจะพบคำตอบในเร็ว ๆ นี้ เพราะผมยังจำได้ ถึงภาพที่เห็นเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว

ที่ขณะไปเที่ยวกับกลุ่มลูกพี่ลูกน้อง และได้ผ่านหน้าร้านเกมในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พี่ชายคนหนึ่งในหมู่ญาติก็หันมาถามเชิงหยอกล้อกับผมว่า

"ไหนตอนนั้นพอบอกว่า Counter นี่ต้องอายุเท่าไรถึงจะเล่นได้นะ"

เพราะภาพที่เห็นตรงนั้น คือเด็กผู้ชายคนหนึ่ง³ ที่ดูยังไงก็อายุไม่น่าจะเกินประถมต้น นั่งเล่นเกมนี้อยู่อย่างจริงจัง

(เรื่องเกมกับวุฒิภาวะนี้ยังมีอะไรให้กล่าวถึงอีกมาก แต่ภาพที่เห็นนั้น ยังไงก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกเอาเสียจริง ๆ)


  1. The ESRB "M" rating icon is a registered trademark of the Entertainment Software Association, and is proprietary to the ESRB. Its use here to illustrate the above quote is not in anyway endorsed by the ESRB, nor does it suggest ESRB's acknowledgement of this blog, or vice versa.
  2. ตอนปฐมนิเทศนักเรียน ม.4 ปีการศึกษา 2544 ผมทำให้พี่เอ็กซ์ (วิทย์คอม 9) อึ้งกับประโยคนี้ในฐานย่อยเรียนเราเด่น ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในฐานสมรรถภาพทางการปรับตัว โดยรูปแบบกิจกรรมคือให้ออกแบบตารางเรียนในฝัน และตัวอย่างที่พี่ทำไว้มีชั่วโมงเล่น Counter อยู่ จึงได้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ในวันต่อมาผมก็ถูกเพื่อน ๆ ในกลุ่มคะยั้นคะยอให้นำคำพูดนี้ไปแสดงในละครนำเสนอของกลุ่มในหอประชุม ทุกคนในรุ่นจึงได้รู้จักประโยคนี้ด้วยเหตุนี้เอง
  3. ที่จริงน่าจะเล่นกันอยู่หลายคน แต่ในภาพที่ติดตาอยู่นั้นผมจำได้แค่คนเดียว

Last edited: 2008-08-18 23:57

1 August 2008

Name tag ubiquity

ระหว่างที่รอลุ้นกันว่าณัชจะพูดถึงป้ายชื่อใน Cubic Diary เพิ่มหรือเปล่า มาลองดูรูปนี้กันครับ...

A lot of lanyard name tags จากซ้ายไปขวา: ค่ายเยาวชนสมองแก้ว รุ่นที่ 10; รับน้อง ม.4; รับน้อง ม.5; รับน้องวิทย์คอม ม.5; ศึกษานอกสถานที่ ม.6; ICT Fun Camp 1; รับน้องปี 1; แรกพบ สพท; รับน้องงานอินเดียน; กีฬาสองเข็ม; กีฬา 13 เข็ม; KUS Fun Camp 2; ICT Fun Camp 2; ค่ายอยากเป็นหมอ ปี 1; ค่ายภาษาอังกฤษตอนปี 2; AMSC 21

(ค่ายเยาวชนสมองแก้วเหลือแต่ปีสีม่วงแฮะ... สีฟ้าหายไปอย่างลึกลับตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย...)

แต่เอาเถอะครับ... ประเด็นที่จะว่าคือ... มันเยอะใช่ไหมครับ

ไม่คำนึงถึงประเด็นที่ว่าเจ้าตัวบ้าเก็บ แต่ขนาดงานประชุมวิชาการของคณะฯ ครั้งที่ผ่านมา ยังใช้ป้ายชื่อแบบนี้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมเลยครับ (แทนที่จะเป็นป้ายอันเล็กแบบมีคลิปหนีบ ที่เห็นงานที่เป็นทางการกว่ามักนิยม)

จำได้ว่าช่วงค่ายสักค่าย (น่าจะเป็น KUSFC) ณัชเคยเปรย ๆ ว่าทำไมเราต้องทำป้ายชื่อเป็นป้ายแขวนคอห้อยคอแบบนี้เสียทุกที ทั้ง ๆ ที่รูปแบบมันก็ไม่ได้ดีมากมาย และยังมีข้อจำกัดต่าง ๆ หลายประการ

ไม่ทราบเหมือนกันว่า Cubic Diary จะได้พูดถึงป้ายชื่ออีกว่าไงบ้างหรือเปล่า แต่ดูจากรูปข้างบน ก็ทำให้ผมคิดว่าป้ายห้อยคอนี่มันก็เป็น ultimate solution ของโจทย์ป้ายชื่อในระดับหนึ่ง

เพราะแม้ว่าจะมีอรรถประโยชน์ที่จำกัด อาจเกะกะ และพลิกไปพลิกมาทำให้ไม่เห็นได้ แต่มันก็ตอบโจทย์ในการทำให้เรารู้ชื่อของบุคคลนั้น ๆ ได้อย่างดีทีเดียว

ลองเทียบกับแนวทางอื่น ๆ เช่นการใช้ผ้าคาดศีรษะ ซึ่งจะทำให้ชื่ออยู่ใกล้ระดับสายตาและสะดวกกว่าในการอ่าน แต่ก็มีความยุ่งยากในการสวมใส่กว่ามาก หรือภาพฮอโลแกรมที่ลอยอยู่เหนือศีรษะที่ผมเคยจินตนาการไว้ ที่มีความเป็นไปได้ในการทำได้จริงต่ำมาก

ป้ายคลิปหนีบที่ผมว่าข้างต้น ถ้าไม่นับบัตรนิสิตแพทย์ที่ต้องติดทุกวันในปัจจุบัน ผมยังมีเหลือเก็บอยู่แค่สองอัน คือจากค่าย สอวน. และวิชา Dr/Soc

เหตุผลหนึ่งที่มันเหลือแค่นั้นก็คืองานอื่น ๆ เจ้าของเก็บคืนไปเกือบทุกครั้งที่ได้ใช้

ซึ่งก็สะท้อนและชี้กลับไปที่คำสำคัญเดิม คือประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ในการตอบโจทย์นั่นแหละครับ


(ถ้าเอ็นทรีนี้ดูกลวง ๆ สาระน้อย ๆ ก็ขอให้โปรดเข้าใจว่าไม่มีสาระอะไรเท่าไรตั้งแต่แรกแล้วล่ะ เพียงแต่อยากโพสท์รูปเท่านั้นเอง)


Last edited: 2008-08-18 23:42

1 August 2008

วันนี้เห็นหนังสือเล่มนี้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ...

เคมีสำหรับนิสิตแพทย์ เล่ม 1
ทำไมชื่อหนังสือมันคุ้น ๆ นะ...

สังเกตชื่อผู้แต่ง:

ผศ.ดร.วรวีร์ โฮเว่น
อะ...

แล้วงี้ผมจะหลอกน้องที่ไหนให้ซื้อ Raymond Chang ภาษาอังกฤษได้อีกล่ะครับ~

(แต่ก็เพิ่งทราบว่าอาจารย์เปลี่ยนชื่อแฮะ)

แล้วก็...

ใช้บัตร Smart Purse ขึ้นรถป๊อปได้แล้ว! (หลังจากที่เคยบ่นไว้ที่นี่)

แถมลด 50% ถึงสิ้นเดือนอีกต่างหาก แต่เนื่องจากโดนกล้องหักหลังอีกแล้ว รูปโปสเตอร์โฆษณาเลยหายไปซะงั้น~

เอารูปน้องหมา Smart Purse ไปแทนแล้วกัน (Mascot น่ารักดีแท้)

Smart Purse mascot dog

ป.ล. อัพโหลดรูปใน Flickr เพิ่มนิดหน่อยแล้วนะครับ... รอบนี้มีป้ายอันเดียว (จรสพงษ์เห็นเราสะสมป้ายแปลก ๆ ไปแล้ว)


Last edited: 2008-08-24 18:37

9 July 2008

9 July 2008

วันนี้อาจารย์ปล่อยลงจาก OR เร็วหน่อย เลยไป รร.เตรียมฯ กับต้องลักษณ์กับน้อง Month (ภาษาไทยสะกดยังไงเนี่ย เคยเห็นแต่หมั่นมั้น) เพื่อคุยเรื่องงานตอบปัญหาจุฬาฯ วิชาการ ซึ่งก็ได้พบว่า...

โล่ในห้อง 111

ได้อยู่ในห้อง 111 แล้ว โฮะ ๆ

โล่ Shell Quiz

น่าเสียดายไม่สลักชื่อให้... (จะเอาอะไรนักหนา (วะ) เค้าแจกมาให้เก็บไว้ดูเล่นที่บ้านแล้วไม่พออีกรึไง)

ใครยังไม่ได้อ่าน ก็ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เอ็นทรี On Shell Quiz นะครับ

ที่จริงมั้นอาสาจะถ่ายให้แล้ว แต่ก็... นะ กะมาลงบล็อก ยังยึดคอนเซ็ปต์ไม่ประจานตัวเองอยู่...

...

ที่จริงเรื่องที่อยากจะมาโพสท์วันนี้คือ

First Look: Chamchuri Square

แต่เนื่องด้วยความเสร่อเล็กน้อยถึงปานกลาง เลยโดน (โปรแกรม) กล้อง (สุดชัด) ของ 818 pro หักหลัง... รูปที่ถ่ายมาทำ photo essay หายไปเกือบหมด~ (กรำ)

เข้าใจว่าคงมีเหตุร่วมจาก (non-HC) SD card 4 GiB ที่ไปเดินหาทั่วฟอร์จูนมีขายอยู่ 1 ร้านเมื่อวันก่อน

เซ็งเลย...

เอาเถอะ... งั้นเอาไปดูแค่นี้แล้วกัน

รายชื่อร้านค้า
  • ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด นานมี Asia Books นี่เหมือนตั้งใจจะเอามาประดับบารมี "ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สาขาจามจุรีสแควร์" อันใหญ่โตมโหฬาร บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ซึ่ง...

    ยังไม่เปิด

    [Flash Video] แถมวีดิโอแสดงความโอ่โถง (ความว่าง)

    (บ้าที่สุด เพิ่งรู้ว่าชื่อที่ YouTube โดนแย่งไปแล้ว ชิ (แต่เอาเถอะ ขนาดคนที่ google หาชื่อ (g ตัวเล็กเพื่อแสดงว่าเป็นกริยา) เพื่อยืนยันว่าชื่อใหม่ไม่มีใครซ้ำก็ยังไม่พ้นชะตากรรมนี้...))
  • มี Hardware House กับ iBeat (by iAny) (ยังไม่เปิดทั้งคู่) ด้วยนะเออ
  • TrueLife กับ dtac Shop (ยังไม่เปิด) ด้วย... สะดวกดีจริง... ไม่ต้องถ่อไปถึงสยามพารากอนแล้ว (ไกลสุด ๆ (ประชด))
  • หึ ๆ... ไว้สิ้นคิดมาก ๆ อีกหน่อยอาจจะนัดกินข้าวหรือเลี้ยงน้องแถวนี้ซะเลย...
  • แต่ยิ่งคิดยิ่งดูจะตอกย้ำ stereotype ภาพลักษณ์เด็กจุฬาฯ ที่เคยได้ยินคนพูด ๆ กันเสียจริง

ที่จริงเรื่องจามจุรีสแควร์นี่ก็ขำอยู่... สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดตั้งแต่วันครบรอบสถาปนาจุฬาฯ เมื่อ 26 มี.ค. สัปดาห์ถัดจากนั้นก็มีนาย ก. ถามมา (ตอบไปว่ารู้แต่สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดไปแล้ว) แต่ปรากฏว่านาย ก. กับนางสาว จ. ไปถึงก็เจอแต่ตึกที่สร้างเสร็จและเสร็จแค่สร้าง (ข้างในกลวง) ซะงั้น... นี่กว่าจะเปิด (ในสภาพที่ยังก่อสร้างเต็มไปหมด) จริงได้นี่เล่นเอาผ่านไปอีก 3 เดือนกว่า

ซึ่งโทรไปบอกนาย ก. (ที่จริงบังเอิญเห็นตอนนั่งรถเมล์รถโดยสารประจำทางกลับจาก รร.เตรียมฯ - พอดีไม่ได้ติดตามข่าวเท่าไร + ช่วงนี้ไปรถไฟฟ้าเลยไม่ผ่าน) รายนั้นก็ไวซะ... มาก่อนเราอีก

เอาเฮอะ... ที่จริงอยากดูวิวบนดาดฟ้าว่าจะเห็น skyline กรุงเทพฯ ที่ใช้ได้บ้างหรือเปล่า

ทำไงถึงจะได้ขึ้นไปล่ะนี่...