28 January 2008

50 years of LEGO bricks

วันนี้เป็นวันครบรอบ 50 ปี ของตัวต่อ LEGO® ครับ (official press release)

คิดว่าเพื่อน ๆ ที่โตมาใน socioeconomic class นี้หลายคนคงจะมีความทรงจำดี ๆ กับของเล่นชิ้นนี้อยู่ไม่มากก็น้อย

(นึกถึงงานวิทยาศาสตร์ตอน ม.3 ที่ณัชเอา Technic + ลูกปิงปองมาทำ anemometer)

เห็น Google holiday logo วันนี้แล้วคิดอยู่ว่า เอ... ไม่เห็นจะเคยเห็นตัวต่อ LEGO สีเขียวเท่าไรนะ...

วันก่อนไป (สยาม) พารากอน เห็นมี 4780 วางขายด้วย... มีสีเขียวด้วยแฮะ... ชักอยากได้ (เอ๊ะ ยังไง)

แต่เห็นราคา 10181 แล้วจะลมจับ... แพงกว่าที่สหรัฐฯ 4 เท่าได้... (นี่ภาษีมันเท่าไรเนี่ย)

แต่ที่ไปวันนั้นมีที่เตะตามากสุดคือนี่ครับ...

LEGO creation by Jumpei Mitsui on display at Siam Paragon

ปราสาทพระเทพบิดร ผลงานของคุณ Jumpei Mitsui (ดูบทความจาก the Nation)

ว่าไปแล้ว... Brickset มีรูป 10185 ออกมาให้เห็นแล้วด้วยแฮะ...

ส่วน 10184 ที่เป็นโมเดลฉลองครบ 50 ปีนี่ก็สุดยอด... (มีสีทองด้วย กรี๊ด)


ป.ล. ตอนนี้มีกล่องสมนาคุณของ LEGO ที่สามารถแลกตัวต่อ LEGO ได้ 870 cm³ ที่ LEGO Store ภายในวันที่ 31 มีนาคม... แต่ดันไม่มีร้าน LEGO อยู่ใกล้บ้าน (หรือในประเทศใกล้บ้าน)... ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนพอจะมีลู่ทางเอาไปทำประโยชน์ได้ก็ติดต่อมาแล้วกันนะครับ

ป.ป.ล. พูดถึงราคาแล้ว... NXT ที่วางขายตามห้างร่วมสองหมื่นบาท ที่สหรัฐฯ ขาย 249 เหรียญ ถ้าไม่นับค่าขนส่งนี่ราคามากกว่ากัน 250% ~ (เครื่องหมาย ~ ในที่นี้ทำหน้าที่เป็น emote)

Last edited for accuracy: 18:45, 2 February 2008

17 January 2008

Nostalgic. Badly.

เมื่อวานนี้วันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู

ด้วยความที่สบโอกาสว่าวันพุธบ่ายว่าง (วอร์ดเดียวในปีสี่ที่มีครึ่งวันว่าง) ก็เลยแวะ (ที่จริงเดินทางไปไกลพอควร) ไปสวัสดีอาจารย์ที่โรงเรียน

พอดีว่ากลับมาแล้วยังอาการหนักไม่หายเลย (ตาม post title) ก็เลยขอหาที่ระบายแบ่งให้คนอื่นรับรู้บ้างเถอะ... (ที่จริงเมื่อวานคิดจะเขียนแล้วเหมือนกันแต่ความคิดมันซับซ้อนวกวนไปหมด วันนี้ก็คงไม่ได้ต่าง ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

ความจริงบอกมาเท่านี้ก็น่าจะพอ [imply] ได้ว่าหมายถึงโรงเรียนอะไร ด้วยข้อมูลที่ว่า 1. ไม่หยุดวันครู และ 2. ต้องเดินทางไปไกลพอควร

(แต่นอกจากนั้นแล้ว ถ้าเคยสังเกตดู... ปกติถ้าพูดถึงโรงเรียนเตรียมฯ เราก็จะเรียกว่า "โรงเรียนเตรียมฯ" ส่วน "โรงเรียน" เฉย ๆ จะเก็บไว้เรียกสาธิตเกษตร... ก็เป็นไปตามลำดับก่อน-หลัง แต่เริ่มเข้าอีกประเด็นแล้ว ไว้พูดถึงต่อด้านล่างแล้วกัน)

อันที่จริงที่ว่าไปเยี่ยมอาจารย์ก็เหมือนจะเป็นเพียงข้ออ้างส่วนหนึ่งที่จะกลับไปเยี่ยมโรงเรียนด้วย

ก็ตั้งเกือบ 3 ปีแล้ว ที่ไม่ได้ผ่านไปทางนั้นเลย...

คงเพราะว่าเราเองก็ [sentimental] เวอร์ ด้วยส่วนหนึ่ง แต่การกลับไปโรงเรียนนี่นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ [emotional] สุด ๆ แทบทุกครั้ง

ไปคุยกับอาจารย์หลาย ๆ ท่านถึงเพิ่งนึกได้ ว่านี่มันเกือบ 7 ปีมาแล้วที่จากมา...

7 ปี!!

มองไปรอบ ๆ ตัว เวลา 7 ปีที่ว่านั้นเหมือน rewind กลับไปถึงในพริบตาเดียว... นึกไม่ถึง... นึกไม่ถึงเลย...

ไม่อยากลืม...

ไม่อยากลืม...


ที่จริงวันเสาร์ที่แล้วไม่ได้ไปงานเลี้ยงรุ่น... ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปตั้งแต่แรกแล้ว คือเรากลัวด้วยส่วนหนึ่ง... กลัวว่าไปเจอเพื่อน ๆ แล้วจะช็อก จะตกใจกับเวลาที่ผ่าน กับความจริงที่เปลี่ยนไป...

รู้อยู่ ว่ามีอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้... ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน... ที่จะทำความเข้าใจการไหลผ่านของเวลา...

เวลา...

เวลานี่เอง ที่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่างเข้าใจ ช่างยอมรับได้ยากที่สุด...

ไปโรงเรียนครั้งนี้... หลายอย่างที่เห็นก็เป็นภาพเดิม ๆ ที่คุ้นตา... แต่เบื้องลึกใต้นั้นแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป...

น่าเสียดายที่ไม่พบอ.อัชฌา... ก็ทราบมาว่าอาจารย์เกษียณอายุราชการไปแล้ว เลยไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอ แต่พอรู้ว่าอาจารย์ยังมาทำงานอยู่ แต่มาไม่ทันพบอาจารย์ ก็เลยว่าน่าเสียดายขึ้นมาอีก...

อาจารย์หลาย ๆ ท่านเล่าให้ฟัง ถึงสังคมและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป... นั่นสินะ... เกือบ 10 ปีแล้ว... 10 ปี อาจจะเร็วจนประวัติศาสตร์มองไม่เห็น แต่เมื่อเทียบกับชีวิตสั้น ๆ ของคนหนึ่งคน ก็แทบไม่น่าเชื่อเลย ว่าอะไร ๆ จะเปลี่ยนไปเร็วเท่านี้...

ไปนี่ก็ถูก อ.พรรัตน์ ลากเข้าไปคุยกับน้อง ๆ ม.3/7 (ที่จริงจะบอกอาจารย์ว่าขอไม่รบกวนเวลาการสอน - -')... มีน้องจำเราจาก Fun Camp ได้ด้วย~

โอ... ซึ้ง...

(ที่จริงแวะไปดูน้อง ๆ รับสมัคร Fun Camp ตรงลานเงิน... มีน้องทักด้วยอีกนั่น... แต่ก็จำไม่ได้อยู่ดี~ ก็เป็นอย่างนี้ซะทุกที... เฮ่อ)

อีกอย่าง ก็เพิ่งสังเกตตัวเองเหมือนกัน ว่าไปอยู่ รร.เตรียมฯ แล้วนอบน้อม เกรงใจอาจารย์ขึ้นเยอะ...


อันที่จริง... ก็รู้สึกอยู่บ่อยครั้ง ว่าเวลา 9 ปีกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้ มันยังขาดอะไรไปเยอะ...

เหมือนเรื่องที่ติดตามอ่าน ติดตามดู มาตั้งแต่ต้น แต่เลิกไปเสียก่อนจะถึง climax...

ค่าย ม.4 - กีฬาสี - สาธิตสามัคคี ก็คงเป็นสิ่งที่เรา [would never] ได้พบ... ก็ยอมรับว่าเสียดายอยู่...

แต่ไม่เสียใจนะ กับทางที่เลือกเดินมา

อีกหลากหลายประสบการณ์ เพื่อน ๆ อีกหลายคน ที่เราคงไม่มีวันได้พบถ้าไม่ได้มา รร.เตรียมฯ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดทิ้งไปได้จากชีวิต

เคยมีหลายคนถาม ว่ารัก ผูกพัน กับโรงเรียนไหนมากกว่ากัน

(เราน่ะหรือก็บ้าสถาบันมิใช่น้อยอยู่...)

ก็ตอบไปทุกครั้งว่ามันไม่เหมือนกัน

ตลอดสามปีที่เตรียมฯ ความภูมิใจอย่างหนึ่งของเราคือการกลัดเข็มพระเกี้ยวองค์จริงที่ได้รับจากอาจารย์ในพิธีประดับพระเกี้ยว มาบนอกเสื้อนักเรียนด้านขวาทุกวัน โดยไม่เคยทำหาย หรือต้องเช่าพระเกี้ยวสำรองเลย

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือทุกวันที่ติดเข็มพระเกี้ยวอยู่นั้น เรามีเข็มพระพิรุณทรงนาคอยู่ข้างใจ ในกระเป๋าเสื้อนักเรียนเสมอ...

(บอกแล้วไหมล่ะว่าไอ้นี่มันบ้าสถาบัน~)

และตั้งแต่วันที่ก้าวออกจากรั้วโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสียงเพลงสาธิตเกษตรที่รัก ก็ก้องอยู่ในใจเสมอมา...

สาธิตเกษตร แหล่งความรักความภูมิใจ แม้ห่างไกลจะไม่ลืมพระคุณเอย

23 December 2007

Democracy: What does it mean to you?

เอาล่ะครับ... ก็เป็นฤกษ์อันเหมาะสมที่จะบ่นเรื่องการเมืองการปกครองอีกสักครั้ง... (ที่จริงแอบแก้วันที่ post ให้ย้อนหลังไปเล็กน้อย)

ความจริงจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะผมก็ยังเอือมระอาและไม่อยากสนใจการเมือง อย่างที่เคยบอกใน My (long-belated) take on politics อยู่นั่นแหละครับ

เรื่องที่ดูน่าคุยกว่าหน่อยน่าจะเป็นรัฐศาสตร์มากกว่า...

อืมม... แต่ถึงผมจะบ่นว่าเบื่อ เกลียด ไม่อยากยุ่งกับการเมืองยังไง วันนี้ผมก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนะครับ (แล้วก็ไม่ได้กาช่องงดออกเสียง) (ถึงแม้จะลืมไปเลือกสมาชิกสภาเทศบาลก็ตาม)

แต่ว่าที่ไปเลือกนั้น จะว่าทำด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันแรงกล้าใด ๆ นั้น หามิได้แล้วล่ะครับ

ตอนนี้ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สำหรับผม เป็นเพียงหน้าที่ที่ยอมทำในฐานะที่อยู่ในสังคมที่เชื่อและยึดมันเป็นหลักในการปกครองเท่านั้นเอง

ประเด็นนี้ ส่วนใหญ่ก็พูดถึงแล้วใน post ที่อ้างถึงข้างต้น... จะพยายามไม่พูดซ้ำแล้วกัน...


เรามาดูคำถามประจำวันนี้ที่ผมอยากจะตั้งกันดีกว่าครับ

สำหรับคุณ ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร?

ผมเข้าใจว่าสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลาย ๆ ฝ่ายในประเทศตอนนี้ ประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้ง เพื่อแสดงเสียงข้างมากของประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาล

แต่จากมุมมองที่เป็นสากลกว่านี้หน่อย ประชาธิปไตย คงหมายถึงการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับชาวตะวันตกจำนวนมาก เสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น เป็นแกนหลักอย่างหนึ่งของประชาธิปไตย ที่จะขาดไม่ได้

ในขณะที่ ณ ที่อื่นในโลก มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยในแบบที่ถือกันอยู่

สำหรับบางคนในอิรัก ประชาธิปไตยอาจเป็นคำคำหนึ่งที่มีใครก็ไม่รู้พยายามยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับทำให้ชีวิตของเขาพังทลายไป

แต่ก็น่าเชื่อว่า สำหรับอีกหลายคน การได้มาซึ่งประชาธิปไตย หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริง ๆ


สำหรับผมตอนนี้ คำว่าประชาธิปไตย เหมือนเป็นแฟชั่นที่ใคร ๆ ต่างก็พยายามจะอ้างถึง โดยที่ลึก ๆ แล้ว จะมีสักกี่คนที่เข้าใจหลักการและความหมายที่แท้จริง ก็ไม่ทราบ

ผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่าตกลงประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นควรจะหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ตอนนี้อยากจะพูดถึงคำตอบแรกที่ผมยกตัวอย่างไว้ข้างต้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งของ กกต.ผ่านทางโทรทัศน์ พอได้ยินท่อนสุดท้ายในเพลงประกอบที่ว่า "เข้าคูหากากบาทสร้างประชาธิปไตย" ผมก็อดสงสัยไม่ได้ครับ ว่ากากบาทมันมีความวิเศษอะไรที่จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นมาได้

แต่นอกจากประเด็นที่ว่าข้อความดังกล่าวอาจจะส่งเสริมให้คนมองประชาธิปไตยผิวเผินแค่การเลือกตั้งนั้น ก็คงเถียงไม่ได้หรอกครับ เพราะการเลือกตั้งมันก็เป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยที่เราถือกันอยู่จริง ๆ

และก็คงเป็นอย่างที่พี่ก้อนอ้างถึงคำกล่าวว่า การโหวต ก็เหมือนเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็นนั่นแหละครับ

ผมแค่ไม่อยากให้มันจำเป็นอย่างที่ว่า

เพราะหลักการยึดเสียงข้างมาก นอกจากจะดูขัดกับหลักความเท่าเทียมของบุคคล อย่างที่ผมกล่าวตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองความสัมพันธ์แบบ lose-win อย่างชัดเจน

Lose-win ก็คือ ไม่เธอก็ฉันคนใดคนหนึ่งจะต้องแพ้ อีกคนถึงจะชนะได้

ไม่เป็นการคิดแบบ win-win ที่จะเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดที่จะเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

การหาคำตอบด้วยการลงคะแนนเสียงอย่างเดียว จึงสื่อให้เห็นถึงความไม่สามารถที่จะสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้

และถึงแม้ว่าความไม่สามารถสื่อสารกันนั้น จะเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่โตในสังคมที่เราอาศัยอยู่ และคงจะทำให้ voting เป็น necessary evil จริง ๆ นั้น

อย่างน้อย... อย่างน้อยในชีวิตประจำวัน... ถ้าเราต่างพยายามเริ่มด้วยการ พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ก็น่าจะทำให้เกิดอะไรดี ๆ ขึ้นได้?


แล้วสำหรับคุณล่ะครับ ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร?

1 December 2007

1 December 2007

วันนี้ (วันที่ 1 ตอนเริ่มเขียน) มีเรื่องให้กล่าวถึงหลายเรื่องทีเดียว... ก็เลยจะขอแยกพูดถึงเป็นหัวข้อ ๆ แล้วกันนะครับ

World AIDS Day 2007

บางคนอาจจะสังเกต ว่าปีที่ผ่าน ๆ มาผมจะติดริบบิ้นสีแดงในสัปดาห์ก่อนวันเอดส์โลก (1 ธันวาคม) จนเกือบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนบุคคลอย่างหนึ่งไปแล้ว ซึ่งปีนี้อย่างน้อยก็นับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์วันเอดส์โลกที่จะมาถึงอย่างได้ผลระดับหนึ่ง เพราะเกือบทุกคนที่เจอหน้ากันสัปดาห์ที่ผ่านมาล้วนถามว่าติดทำไม (สำเร็จ... 55+)

เรื่องความเข้าใจ เห็นใจผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อ HIV นี้ ผมเคยพูดกับเพื่อน ๆ อยู่หลายครั้ง ว่าการจะแก้ stigma เปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อของสังคมนั้นมันยากแค่ไหน ขนาดเราเองที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ที่เรียนอยู่โดยตรง ถึงจะรู้ดีแค่ไหน ก็ยังกลัว ยังหวาดจนเกินความพอดีอยู่ไม่น้อย เวลาที่ทำงานกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV

ช่วงเดือนที่แล้ว ผมและเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยวชิราวุธล่าง ซึ่งก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จำนวนไม่น้อย (เกือบ 50% ในบางช่วง) และในการปฏิบัติงานนั้นก็มีการทำหัตถการที่ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ผมพบคือ ความกลัวที่ว่านั้น พอทำงานไปพักหนึ่งมันเริ่มชิน เริ่มลืมที่จะกลัวครับ (จนบางครั้งก็ยังต้องคอยเตือนตัวเองเรื่อง precaution อยู่) พอความกลัวเริ่มลดลง ก็เริ่มมีที่ให้กับความเห็นอกเห็นใจ และที่สำคัญ คือความหวัง ที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่ต้องตายสถานเดียวเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จะมีโอกาสดำรงชีวิตที่มีคุณภาพได้ในสังคม

แต่ [keyword] ก็คือสังคมนั่นเอง

ช่วยกันนะครับ ทุกคน

(ที่ว่ามาว่าการรักษามันดีขึ้น ไม่ได้เป็นเหตุผลให้ความป้องกันสำคัญน้อยลงนะครับ ในทางตรงข้าม การตระหนักถึงอันตรายนี้เป็นสิ่งที่สังคมเรากำลังสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว... ขอให้ช่วยกันอีกข้อ... นะครับ)

ป.ล. ทีแรกว่าจะพูดถึง compulsory license ด้วย... แต่ขี้เกียจละ

สอบภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ภาษาไทย คอมพิวเตอร์ สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 4

คณะเราส่วนเอนทรานซ์+โอลิมปิกวิชาการ ก็มีอยู่เกือบร้อยเก้าสิบคน สมัครมาสิบกว่าคน ปรากฏว่าไปสอบกัน 5 คน - -'... แต่ก็ได้มาเจอเพื่อน ๆ โครงการกับพี่นิวแทรคที่โดนบังคับ (?) มาสอบ

สอบครั้งนี้สอบที่อาคารจุฬาพัฒน์ 4 ห้อง 421 ทีแรกก็เอ๋อไปเหมือนกัน ว่า จุฬาพัฒน์นี่มันอยู่ส่วนไหนของจุฬาฯ เนี่ย เปิดไปเปิดมาปรากฏว่ามันคือห้องเรียนวิชา Human Relations ตอนปี 1 นั่นเอง ก็เลยได้ไปทานข้าววิทย์กีฬารำลึกความหลังเมื่อยังเยาว์วัย (ทำไมมันเหมือนน้านนนน นานมาแล้วนะ?)

พูดถึง... เพิ่งได้มีโอกาสอ่านป้ายตรงสวนหินอ่อนหน้าอาคารจุฬาพัฒน์ 7 (สำนักงานสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา)

นึก ๆ ดูก็ขำอยู่หน่อย... ตอนไปโรมเห็นเค้ามีของแบบนี้ที่เก่าสองพันปี ของเราเก่าร้อยปี

สอบ ก็... CU-TEP ก็ไม่มีอะไร เรื่อย ๆ (แต่ข้อ 100 โจทย์ผิดชัด ๆ) แต่ภาษาไทยนี่สิ... อ่าน-ฟัง-เขียน ไม่มีตัวเลือกสักข้อ ซีดเลย~ ยิ่งตอนที่ให้เขียนบทความนี่... เขียนอะไรก็ไม่รู้ที่นึกได้เกี่ยวกับหัวข้อที่ให้ไป โดยไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถทางภาษาไทยแม้แต่น้อย

ส่วนสอบคอมพิวเตอร์ ที่แต่ละคนต่างสงสัยกันว่าสอบยังไง... ปรากฏว่าข้อสอบนี่หลากหลายสุด ๆ... มาตอนแรกก็ถามวิธีใช้ Windows, Microsoft Office ทั่ว ๆ ไป พื้นฐานบ้าง [advanced] ขึ้นหน่อยบ้าง มากลาง ๆ เริ่มถามเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เน็ตเวิร์ค ฮาร์ดแวร์ จนถึงข้อ 80 กว่า ๆ (เต็ม 100) นี่เป็นเนื้อหาวิชาคอมพิวเตอร์ตอน ม.4-5 (ที่ลืมไปหมดแล้ว) ซะงั้น ทั้งเรื่องภาษา ระบบจัดการข้อมูล เล่นเอามึนไปเลย

เอาเถอะ... ถือว่าสอบขำ ๆ นี่เรายังห่างไกลการเรียนจบกว่าคนอื่นอีกกี่เท่าไม่รู้ (เอ๊ะ แต่ผลสอบนี่มันลง transcript หรือเปล่านะ~ แย่แล้ว...)

รักแห่งสยาม

ทีแรกกะว่าเอาเป็นหัวข้อ blog post นี้ดูจะตามแฟชั่นเค้าหน่อย แต่อย่าเลย ไม่ได้มีอะไรจะพูดถึงเท่าไร

ก็เป็นว่า วันนี้ยังไงก็รอพ่อแม่มารับ แล้วก็ไม่อยากเสี่ยงรอถึงปลายเดือน (ความจริงความอดทนไม่มี) หลังสอบว่าง ๆ... อยู่แถวนั้นด้วย ก็เลยตัดสินใจไปดูมันเปลี่ยว ๆ คนเดียวนี่แหละ (ไม่รู้จะชวนใคร - เหมือนคนที่กะจะดูก็ดูกันหมดแล้ว)

ก็เหมือนเดิมแหละนะ วิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ไม่เป็น แต่ความรู้สึกที่ไปดูมาก็ว่า satisfying ดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีประเด็นที่ไม่ค่อยเข้าใจอยู่มากพอควรเลยทีเดียว (ความจริงดูหนังก็ไม่ค่อยจะเคยเข้าใจอะไรทันอยู่แล้ว)

แต่โรงหนังก็ยังเสียงดัง... มาก... แถมหนาวสุด ๆ อีก (น่ะนะ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรก่อนไปดูเลยแม้แต่น้อย)

สรุป: ดี ๆ... ต้องรอทดสอบว่าถ้าดูซ้ำ (ไม่ดูในโรงหรอก) แล้วจะยังอยากดูรอบ 3 อีกหรือเปล่า...


มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่านะ... นึกไม่ออกละ จบแค่นี้แล้วกัน สวัสดีครับ

25 November 2007

25 November 2007

วันนี้ไปดู Cats มา...

ก็สนุกดีนะ แต่ไม่ได้ถึงกับประทับใจอะไรมากเท่าไร (ที่จริงไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนแรกตั้งความคาดหวังไว้ว่าไงบ้าง) อาจจะกอปรกับความที่ที่นั่งไกล + งานค้างตรึม และอื่น ๆ ด้วยก็เป็นได้...

ดู ๆ ไปแล้วรู้สึกต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะบังคับไม่ให้ไปมองไอ้จอคำบรรยายข้าง ๆ... แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เหมือนว่าความพยายามที่จะฟังให้ออกมันทำให้เสียอรรถรสในการชมไปอีกส่วนเหมือนกัน (อันที่จริงจะไปเพ่งขนาดนั้นทำไมก็ไม่รู้)

ตอนนี้อยากดูรักแห่งสยาม... แต่จะได้ดูไหมเนี่ย... วันที่ 1 มีสอบวัดความรู้พื้นฐานของ ATC, สอบ long case วันอังคารที่ 4 แล้วก็ยังไม่ได้ present case morning round หรือ advisor round เลยสักครั้ง... สงสัยต้องลุ้นให้กระแสแรง ๆ ให้อยู่ถึง 4 สัปดาห์... (ถึงตอนนั้นสงสัยชวนพ่อแม่ไปก็อาจจะจะไปดูกันมาแล้ว - -")

↑ ย่อหน้าข้างบนดูแปลก ๆ ตาเหมือนไม่น่าเป็นเรื่องที่จะเห็นพูดถึงใน blog นี้หรือเปล่าเนี่ย เอาเถอะ...

เมื่อวานซืน-เมื่อวาน ไปร่วมสัมมนาภาคอายุรศาสตร์มา... สุดท้ายแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมอาจารย์ถึงเรียกให้ไป... เอาเถอะ ไปดูอาจารย์หลาย ๆ ท่านร้องคาราโอเกะก็ถือว่าคุ้ม...

แถมช่วงนี้แลกเวรวุ่นไปหมด...

เฮ่อ... งานทับตายต่อไป~

20 October 2007

Moving again... back this time.

คิด ๆ ดูแล้วถ้าจะเป็นทาส evil empire ก็ขอเป็นทาส Google ดีกว่า... (ไง ๆ ก็เท่กว่า Microsoft อยู่หลาย)

+ WLS อืดเกิน... (ถึงจะดีขึ้นเยอะแล้วก็ตาม)
+ ไม่ได้ต้องการพวก social networking features ซึ่งรู้สึกว่า WLS เหมือนจะยัดเยียดให้ยังไงไม่รู้

ก็กลับมาใช้ที่นี่แล้วนะครับ...

(Readership หายไปเรื่อย ๆ...)

22 September 2007

My God, the irony...

*The reference to God in the title of this post is used purely as a figure of speech, and does not in any way reflect my personal beliefs, respect for any deity, or lack thereof.

2 September 2007

On the YouTube issue

คราวก่อนบอกว่าอีกนานแค่ไหนไม่ทราบ ต้องคอยลุ้นต่อไป ปรากฏว่าไม่ค่อยเห็นจะมีใครหลงเข้ามาอ่านหรือช่วยลุ้น แต่เอาเถอะครับ ถือว่าสถานการณ์ได้โอกาสประจวบเหมาะที่จะพูดถึงเรื่องนี้แล้วกัน

อย่างที่หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบ ว่าทาง MICT (เผลอจะคิดบ่อย ๆ ว่าย่อมาจาก Mandate for the Internet Censorship Taskforce) เลิกบล็อค YouTube แล้วตั้งแต่เมื่อวานซืน หลังจากที่ Google ตกลงเซ็นเซอร์คลิปวิดีโอบางเรื่อง ไม่ให้ผู้เข้าชมจากประเทศไทยสามารถรับชมได้

มองในแง่หนึ่ง ก็น่าจะเป็น [compromise] ที่แก้ปัญหาเบื้องหน้าได้ดีในระดับหนึ่งครับ เพราะอย่างที่ผมเคยแสดงความเห็นกับเพื่อน ๆ บางคน ว่าประเด็นปัญหานี้มันเกิดขึ้นมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม

กล่าวคือ เมื่อเนื้อหาบางอย่างเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ได้ในทั้งสองวัฒนธรรมที่กล่าวถึง ก็ไม่เกิดปัญหา จึงไม่มีใครมีปัญหากับคลิปแมวร้องเพลง และก็ไม่มีใครมีปัญหากับคลิปโป๊ที่ไม่มีอยู่บน YouTube

แต่เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์ไปเหยียบเส้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมเข้า จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ที่ทำให้ [integrity] ของอินเทอร์เน็ตจำเป็นต้องถูกลิดรอนเพื่อรักษา [cultural identity] ของแต่ละฝั่งบนเส้นนั้นไว้

ซึ่งเส้นความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ว่าในกรณีดังกล่าว ก็คือ free speech vs respect for the King อย่างที่หลาย ๆ คนคงทราบ

มองตรงนี้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าว ก็ดูไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร...

ตราบที่ยอมรับได้ว่า หลักพื้นฐานของประชาธิปไตยบางข้อนั้นเข้าไม่ได้กับวัฒนธรรมไทย และรัฐจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเพื่อรักษาวัฒนธรรมนั้นไว้เหนือหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยดังกล่าว

แต่เงื่อนไขนี้ เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ผมไม่ยินดีที่จะยอมรับเท่าไรครับ

สมัยที่มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เมื่อผมได้เปิดอ่านดูก็แปลกใจอยู่ครับ เพราะไม่เคยทราบว่าการที่ "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้" นั้นเป็นเรื่องที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

อาจเพราะตอนนั้น ผมยังไม่ได้เข้าใจถึงลักษณะของระบอบการปกครองที่ต้องมีการ [adapt and modify] ให้เข้าได้กับวัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ ที่รับเอาระบอบการปกครองนั้นไปใช้ และการที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นก็มีเงื่อนไขรายละเอียดที่จำเพาะอยู่มาก

แต่ผมก็ยังอยากจะถามครับ ว่าจำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องรักษาวัฒนธรรมเดิม ๆ นั้นไว้เหนือสิ่งอื่นใด ที่จะต้องกำหนดเอาไว้ในบทบัญญัติสูงสุดของประเทศ

ในเมื่อคนไทยทุกคนรักในหลวงอยู่แล้ว ทำไมถึงจะต้องกำหนดบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักพื้นฐานที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของประชาธิปไตยไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยล่ะครับ

ทุกวันนี้บทบัญญัติที่มีไว้เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าสิ่งอื่นใดครับ (อันที่จริงแล้วอาจจะรองจาก "ความมั่นคงของประเทศ" อยู่พอสมควร)

และหากคนไทยไม่ได้รักในหลวงจริง บทบัญญัตินั้นจะไปบังคับเขาได้ที่ไหนเล่าครับ

ทำไมล่ะครับ ถึงจะต้องปิดกั้นไม่ให้ผู้คนได้เห็นความเห็นของคนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย ที่ไม่ได้รักในหลวง ในเมื่อก็เห็นอยู่แล้วว่าคนไทยเราเทิดทูนพระมหากษัตริย์ขนาดไหน

หรือว่าคิดว่าคนไทยไม่ได้รักในหลวงจริง?

หรือว่าคิดว่าคนไทยจะโง่พอที่จะทำให้วิดีโอคลิปคลิปหนึ่งทำให้จิตวิญญาณของความเป็นไทยนั้นบอบช้ำไปได้?


................


ผมไม่เคยพูดครับว่าวัฒนธรรมไทยที่มีอยู่นั้นคร่ำครึล้าสมัย ควรที่จะเลิก ๆ ไปได้แล้ว

แต่กระแสโลกาภิวัตน์นั้น กำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม และคงยากครับ ที่จะหลีกเลี่ยง หรือตั้งกำแพงกีดขวางไว้ได้

ตอนนี้เราก็คงได้แต่เฝ้ามองครับ ว่าอะไรจะพังไปก่อนกัน

บนทั้งสองฝั่งของเส้นบาง ๆ ของสงครามความแตกต่างทางวัฒนธรรม

19 August 2007

My (long-belated) take on politics

เคยพูดไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับมุมมองทางการเมืองของผมมาหลายครั้ง หลายปี แต่ก็ไม่ได้ทำสักที จนมุมมองที่ว่านั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบแล้ว...

เอาเถอะ มาเริ่มด้วยเรื่องราวของวันนี้ก่อนแล้วกันครับ...

ด้วยความที่ดักดานอยู่บนวอร์ดมาหลายเพลา ก็แทบจะไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองหรือแม้กระทั่งรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติแต่อย่างใด (ถึงจะอยู่แค่ศัลย์-สูติก็เถอะ) ผมจึงรู้สึกว่ายังมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจไม่เพียงพอ

สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไปลงคะแนนมันซะเลย

เพราะรู้สึกว่าการให้ประชาชนไปลงมติรับ/ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุมถังชนนี่มันดูน่าขันอยู่ เหมือนจะต้องการให้การลงประชามติเป็นการสร้างคำว่าประชาธิปไตยขึ้นมาได้ แล้วคนจัดก็ไม่ใช่ใครนอกจากกลุ่มบุคคลที่เอารถถังแล่นเข้าเมืองหลวงแล้วฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปเมื่อไม่นานมานี้

ถึงการไปลงคะแนน ไม่รับ จะเป็นการแสดงออกถึงทัศนคตินี้ได้ในบางส่วน แต่ผมก็รู้สึกว่ายังนับเป็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างภาพประชาธิปไตยนี้อยู่ดี กอปรกับการที่ยังมองการณ์ในภาพรวมได้ไม่ดีนัก และความค่อนข้างเบื่อและเอือมระอาเต็มที จึงนำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว


ดูจะขัดกับแนวคิดความมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผมเองก็เคยพูดถึงหรือเปล่าครับ

อย่างที่เคยเล่าให้บางคนฟังในช่วงที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วครับ ว่าประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่

เพราะหลักการบางอย่างที่ผมเคยมั่นใจอยู่เดิม เช่น Democracy ≠ Majoritarianism (ประชาธิปไตยไม่ใช่การให้อำนาจเหนือกว่าแก่คนส่วนใหญ่) เมื่อคิดดูแล้ว มันทำให้เกิดความขัดแย้งบางอย่าง

หลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยอย่างหนึ่งคือ majority rule ควบคู่กับ minority rights หรือการปกครองโดยเสียงข้างมาก โดยในขณะเดียวกันต้องมีการรับรองสิทธิของประชาชนทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งหลักการให้อำนาจตัดสินใจแก่เสียงส่วนมากนั้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคนมากกว่า 1 คนไม่สามารถมีความเห็นพ้องต้องกันได้ตลอดเวลา

แต่ขณะเดียวกัน เสาหลักของประชาธิปไตยข้อนี้เอง ก็ขัดกับอุดมการณ์สูงสุดที่ให้ความเท่าเทียมแก่บุคคล

เพราะถึงแม้จะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ก็เท่ากับว่ายอมรับว่ารัฐบาล (คือเสียงข้างมาก) สามารถให้ผลประโยชน์ หรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ในส่วนที่นอกเหนือจากสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่รับรองไว้โดยหลักการของประชาธิปไตยนี้ได้ โดยไม่เท่าเทียมกัน

ที่สุดแล้วผมจึงต้องสรุปว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่อุดมการณ์ที่สามารถมีได้อย่างสมเหตุสมผลในโลกอุดมคติ

(ลองเทียบกับหลักเผด็จการ ซึ่งถึงแม้จะยอมรับได้ยากในเชิง [normative] แต่ก็ [perfectly logical] เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับผู้นำคนเดียวนั้นได้)

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าไร เพราะผมเองก็พูดอยู่เสมอว่าโลกไม่ใช่ตาชั่ง และไม่มีความยุติธรรมบนโลกนี้ ประชาธิปไตยก็เป็นเพียงแต่ระบอบการปกครองที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลกปัจจุบัน ไม่เคยมีใครบอกว่าจะหาที่ติไม่ได้

แต่พอมองเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ดูซับซ้อนขึ้นทุกวัน เดี๋ยวนี้ผมเลยไม่ทราบว่าจะเชื่ออะไร จะยึดอะไรเป็นหลักในการตัดสินใจอีกต่อไป...


อันที่จริง เรื่องที่ว่าเคยบอกว่าจะพูดถึงมาเป็นปีแล้ว คือข้อติที่ว่า "เยาวชนสมัยนี้ไม่มีความกระตือรือร้น ความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปของบ้านเมือง" ซึ่งได้ยินมาเป็นสิบปีแล้ว และปัจจุบันนี้ก็ยังได้ยินอยู่

ผมไม่ทราบเกี่ยวกับสภาพสังคมหรอกครับ ผมไม่ทราบว่าข้อความข้างต้นนั้นจริงแค่ไหน แต่สำหรับตัวผมเอง ผมมีความเชื่อสูงสุดเกี่ยวกับการเมืองว่า

การเมืองเป็นเรื่องสกปรก

และไม่มีทางที่ใครที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะผ่านพ้นออกมาได้โดยไม่แปดเปื้อน แค่นี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ผมไม่อยากจะสนใจหรือมีส่วนร่วมในสถานการณ์ความเป็นไปทางการเมือง (นอกจากแสดงความเห็นส่วนตัวเงียบ ๆ ไปวัน ๆ) ได้เหลือเฟือแล้วครับ

ใช่ครับ... ขัดกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย อย่างที่ Pericles กล่าวถึงการปกครองของนครรัฐเอเธนส์ไว้ว่า

We alone regard a man who takes no interest in public affairs not as harmless, but as a useless character.

แต่ ณ ปัจจุบัน ผมเองค่อนข้างจะพอใจที่จะเป็นคนไร้ประโยชน์ และไม่เป็นอันตราย ไม่ใช่ต่อสังคม แต่ต่อตัวเองครับ อาจจะเพราะสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่ทำให้เราไม่รู้สึกว่าต้องดิ้นรนต่อสู้ และมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปได้ แต่หน้าที่ที่จะทำให้ตนเองมีประโยชน์ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น สำหรับผมตอนนี้ มันยังไม่คุ้มกับความเสี่ยง และความสกปรก ที่จะติดตัวมา

และผมยังเชื่อครับว่า การเมืองเป็นคำสาปของมนุษยชาติ

เพราะถึงแม้ผมจะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกเพียงใด เป็นสิ่งบั่นทอนความเจริญเพียงใด มันก็เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสันดานของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มมีวัฒนธรรม และไม่มีทางที่จะหลีกหนีไปได้ ตามที่ Aristotle เคยกล่าวว่า

Man is by nature a political animal.

วันหลัง (อีกนานแค่ไหนไม่ทราบ) อาจจะเขียนเรื่อง The YouTube issue ต่อ ต้องคอยลุ้นต่อไป...

18 July 2007

แล้วพรุ่งนี้?

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 ขณะเดินไปรถไฟฟ้าสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผมได้ยินเพลง "พ่อแห่งแผ่นดิน" ที่เปิดขึ้นจอตรงบริเวณ Victory Point ก็พลันเกิดรู้สึกใจหายวาบ สับสนบอกไม่ถูก และรู้สึกว่าน้ำตาเริ่มจะคลอ

ส่วนหนึ่งจะว่าน้ำตานั้นเกิดจากความตื้นตันในเนื้อหาของเพลง ก็อาจเป็นได้ แต่สิ่งที่ปรากฏในความคิดขณะนั้นมันน่าเศร้า และมืดมนกว่ามาก

ก็เพราะเนื้อเพลงท่อนสุดท้ายที่ว่า

ไทยทั้งผองภูมิใจ ไทยเป็นไทยจนวันนี้ เพราะองค์ภูมิพลที่ คุ้มครองไทย

เมื่อคิดตามและประจักษ์กับความจริงข้อนี้ คำถามถัดมาที่เกิดขึ้นทันทีในใจก็คือ

แล้วเมื่อผ่านพ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ไทย จะยังเหลือเป็นอะไรอยู่ได้อีก เมื่อไม่มีใครคุ้มครอง?

3 June 2007

Google search ภาษาไทยได้แล้ว?!

กรี๊ด~ ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมเนี่ย ตั้งแต่เมื่อไร... ไม่ทันสังเกต

ป.ล. ดูเหมือนว่าจะสองสัปดาห์มาแล้ว - -'

27 May 2007

ดั่งความฝัน...

I dreamed I was a butterfly, flitting around in the sky; then I awoke. Now I wonder: Am I a man who dreamt of being a butterfly, or am I a butterfly dreaming that I am a man? - Chuang Tzu

เสาร์อาทิตย์กับสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกราวกับเป็นคนละชีวิต... ราวกับก้าวผ่านกระจกมาจากโลกแห่งความฝัน... เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยพบมาก่อนจริง ๆ

17 May 2007

Hardest lesson in life...

... To learn not to take loved ones for granted

4 May 2007

Facebook wins | Italia 2007

เอาล่ะ... จากที่คราวที่แล้วว่าจะไม่อัพรูป แต่ด้วยความเห็นแก่คนที่มาคะยั้นคะยอ (เวอร์ ความจริงมีคนบอกอยู่สองคน) ก็เลยอัพโหลดไว้ที่ Facebook นะครับ (เล่าเรื่องที่พูดถึงอยู่ในโพสท์ที่แล้วหน่อยก็ได้ ก็คือ เราคิดอยู่ว่าจะอัพโหลดรูปที่ไหนดี ที่่จะไม่ได้ต้องการโฆษณาให้โลกได้รับรู้ ซึ่งมันก็ไม่ลงตัวสักอย่าง เพราะไม่ว่าจะเลือกที่ไหน ก็ต้องให้คนที่จะดูสมัครสมาชิกแล้ว verify ความเป็นคนรู้จักอีกหลายขั้นตอน จะใช้ที่นี่ ซึ่งอนุญาตตาม messenger allow list ได้ ก็ไม่โออีก เพราะบล็อกไม่ได้เขียนแบบส่วนตัว แล้ว allow list ก็มีใครไม่รู้เต็มไปหมดอยู่ดี) คนที่ไม่มี account และขี้เกียจสมัครก็ติดต่อถามมาโดยตรงได้นะครับ ยังสามารถเข้าดูได้อยู่...

ไหน ๆ ก็แล้ว เล่าถึงที่ไปเที่ยวมาย้อนหลังสักนิดนึงละกัน...

  • แพง มาก
  • ไปเที่ยวแบบ educational สุด ๆ เข้าพิพิธภัณฑ์จน lost track ว่าเข้าไปกี่แห่ง
    (ความจริงก็ไม่ขนาดนั้นหรอก มีตั๋วอย่างอื่นปนมาด้วยนิดหน่อย)
  • เอากระเป๋าตังก์เปล่าไปหลอกคนล้วงกระเป๋าตั้งเยอะ ไม่ขโมยไปสักใบ
  • Graffiti เต็มเมือง... ไม่น่าดูน่าอยู่เลย โดยเฉพาะโรม ขึ้นรถไฟบางขบวนนี่มองออกไปข้างนอกไม่เห็น เพราะพ่นหมด
  • Raffaello สุดยอด...
  • คนอิตาลีนี่ไม่ง้อนักท่องเที่ยวเลยสักกะติ๊ด คงรู้ดีว่ายังไงคนก็แห่กันมา
  • ไปร้านไอศกรีมที่เขาว่าอร่อยที่สุดในโลกมาด้วยนะ
  • นั่งเครื่องบินกลับ ท้องฟ้ายามรุ่งอรุณสวยสุด ๆ

20 April 2007

Web 2.0: Neither personal nor private

แจ้งให้ทราบก่อนว่ากลับมาตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว...................

นั่งคิดไปพิมพ์มาครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่าขัดแย้งในตัวเองอีกแล้ว เรื่องที่จะบ่นนั้นเป็นอันตกไป

แต่แก่นประเด็นหลักก็ยังจริงอยู่แหละ ว่าแนวโน้มของ Web 2.0 ที่จะให้ share & connect อย่างไร้ขอบเขตมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ทำให้พื้นที่สำหรับคนที่อยากใช้บริการออนไลน์เหล่านี้โดยจำกัดอยู่ในกรอบแคบ ๆ แบบเดิมนั้นน้อยลงเรื่อย ๆ

(ความจริงเนื้อหาที่พิมพ์ไปตอนแรกมีอธิบายด้วย ว่าทำไมถึงไม่ได้อัพโหลดรูปที่ไปเที่ยว เอาเป็นสรุปว่า ไม่รู้จะอัพที่ไหนดีก็เลยเปลี่ยนใจไม่อัพมันแล้ว)

11 April 2007

Greetings from Firenze!

See you back in Thailand! (10 minutes : 1 Euro)

ป.ล. พิมพ์ผิด: 1 ยูโร ไม่ใช่ 10

Note: Photo is © 2007 my dad

3 April 2007

2 April 2007

#Away...

จะไม่อยู่ในราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 3-15 เม.ย. นะครับ

โอกาสที่จะเช็คอีเมลก่อนกลับมาค่อนข้างน้อย

ถ้ามีเรื่องด่วน กรุณาติดต่อผ่านสถานทูตไทย ณ กรุงโรม โทรศัพท์ 39 (06) 8622-051 ครับ

That's all well, but where's Beijing? (or New Delhi?)

Or Bangkok, for that matter?

ที่จริงก็น่าสนใจอยู่ว่าหลังจากที่เห็นมติชนโปรโมตโฆษณา An Inconvenient Truth ฉบับแปลซะครึกโครมที่งานหนังสือฯ จะทำให้คนให้ความสนใจกันมากขึ้นอย่างไรหรือเปล่า...

1 April 2007

Notes from the Book Fair

  • คนเยอะ มาก
  • Artemis Fowl ภาษาไทยเขียนชื่อคนแต่งถูกสักที (เพิ่งเล่ม 5 เอง)
  • เอ... นึกว่าถ่ายรูปป้ายที่รถไฟฟ้าใต้ดินมาแล้วนะ สงสัยเผลอลบไป ช่างมันก็ได้
    • คิดอีกทีแล้วไม่ช่างดีกว่า จะพูดถึงไอ้ป้ายที่บอกว่า คนที่มางานที่ศูนย์ประชุมฯ แล้วจะกลับโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องรบกวนตรวจกระเป๋าอีกครั้ง <-- จะบอกเพื่อ? แล้วคนที่มาทำอย่างอื่นไม่ต้องตรวจรึไง

29 March 2007

Third post of the day

แหม่ ขอหน่อยเถอะ นาน ๆ ทีจะอารมณ์ขึ้นแบบนี้ (โพสท์ก่อนหน้านั่นจิ้มไว้ใน PPC ตั้งแต่กลางวันแล้ว แต่ไม่ได้โพสท์เลย (EDGE - แพง) เลยเพิ่งจะได้โพสท์

ไล่เป็นเรื่อง ๆ เลยละกัน

เรื่องที่ 1: ผมได้ทราบแล้วว่าไอ้ติ่งตรงกลอนลูกบิดประตูนี่มันมีไว้ทำไม

ผมได้ประจักษ์กับความจริงข้อนี้มา 2-3 วันแล้ว หลังจากที่สงสัยมานับสิบปี แต่เพิ่งจะได้มีโอกาสหารูปประกอบมาลง

ไอ้ติ่งที่ขีดสีแดง ๆ ไว้เนี่ยครับ... ผมสงสัยมาตั้งแต่แถว ๆ ป.2 (เดา) แล้ว ว่ามันมีไว้ทำไม

ตั้งแต่เด็ก ๆ ที่ว่า ก็กดเล่นอยู่บ่อย ๆ ก็ตั้งแต่จำความได้ก็รู้อยู่ว่าถ้าไอ้ติ่งนั่นถูกกด ตัวกลอนอันใหญ่มันจะดันเข้าไม่ได้

(ที่จริงรู้แค่นี้ก็น่าจะรู้คำตอบแล้วเนอะ คงเป็นเพราะความไม่เฉลียวเองน่ะแหละ ที่ทำให้มองไม่เห็นมาเป็นสิบปี)

คำตอบก็คือ เค้าทำเพื่อไม่ให้มันเป็นแบบประตูห้องแผนกวิเทศสัมพันธ์ (ห้องประชุม สพจ.เดิม) นั่นเองครับ

สังเกตนะครับ... ติ่งที่ว่านั่นมันหายไป

(ที่จริงไม่ควรจะพูดต่อหรือเปล่า... เดี๋ยวจะ [compromise] ความปลอดภัยของห้องเค้า) เอาเป็นว่าคงเดาได้นะครับว่ากลอนประตูนี้มันมีความพิเศษยังไง

เรื่องที่ 2: ยังอีกตั้ง 2 วันกว่าจะครบวาระ โดนปลดจากบอร์ดซะแล้ว...

ภาพประกอบ

เรื่องที่ 3: ไปปากเกร็ด เดินสะพานพระรามสี่มา

อืม เห็นวิวเกาะเกร็ดกับเจดีย์เอียงวัดปรมัยยิกาวาสชัดเจนทีเดียว (คือ... ข้ามสะพานไปแล้วก็เดินกลับ... พิลึกคน)

แล้วก็ได้พบว่า Tesco Lotus มาเปิดตลาดโลตัสสาขาปากเกร็ดอยู่ตรงข้ามตลาดปากเกร็ด!

เดี๋ยวนี้นี่กะเจาะตลาดกันถึงขั้นนั้นเชียว...

จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้น่าแปลกอะไรเท่าไร แต่ที่แปลกใจคือ

1.

มันมี Oriental Princess มาเปิด

และ 2.

มี B2S ด้วย~!

สงสัยเราจะยึดติดกับภาพเดิม ๆ ไปหน่อย... เห็นทีแรกถึงกับตกใจพอควรทีเดียว

เรื่องที่ 4: เปิดตัวปก Deathly Hallows แล้ว

ซึ่งก็ได้บ่นกับบางคนตั้งแต่เมื่อวานแล้วแหละ ว่าเพิ่งสังเกตว่า 21 ก.ค. เป็นสัปดาห์ก่อนสอบ


อืมม... คงหมดแล้วแหละมั้ง สำหรับเรื่องที่อยากจะพล่ามวันนี้

กระจกประตู

ผมเคยสงสัยอยู่ไม่น้อยครั้ง ว่าทำไมหลายคนถึงนิยมเอามือผลักประตูกระจกตรงที่เป็นกระจก แทนที่จะจับตรงราวจับของประตู

เพราะผลตามมาที่เห็นเด่นชัดอย่างหนึ่งก็คือ รอยมือที่ประทับอยู่บนกระจกนั่นเอง (เพื่อน ๆ กลุ่มสุขศึกษาตอน ม.6 อาจจะจำกันได้)

แต่อันที่จริงแล้วอย่าว่ากระนั้นเลย ผมเองถึงจะไม่ชอบรอยมือบนกระจกก็ไม่ค่อยจะได้ผลักตรงราวจับหรอกครับ จะดันตรงขอบประตูที่เป็นอะลูมิเนียมเสียมากกว่า

ที่มาพูดถึงก็เพราะวันนี้ผมเห็นแม่บ้านเช็ดกระจกประตูที่ห้องสมุด แล้วนึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง

คือสังเกตว่าเวลาเช็ดประตู เราก็เช็ดแต่กระจก ส่วนอื่นจะได้เช็ดก็นาน ๆ ครั้ง

เหตุผลก็คงเพราะว่ากระจกมันเป็นรอยแล้วเห็นว่าไม่สวยงามนั่นแหละครับ

ซึ่งมันก็เป็นผลตามมาจากการเอามือผลักตรงกระจกอย่างที่ว่า

แล้วตกลงทำไมเราถึงไม่นิยมจับตรงราวจับกัน?

เพราะว่าเราไม่ชอบใช้อะไรตามที่ออกแบบมาหรือเปล่า? หรือว่าจะเป็นเพราะเราไม่อยากสัมผัสขี้มือคนอื่นที่จับราวจับนั้นมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน โดยที่ราวจับนั้นก็ (แทบจะ) ไม่เคยเช็ดเลย?

อืม พยายามหลีกเลี่ยงดีกว่า ผลักตรงกระจกเนี่ยแหละ สะอาดกว่า ยังไงก็มีคนเช็ดอยู่ทุกวัน...

เห็นอะไรไหมครับ

เหมือนอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่เราคอยแต่จะแก้ไขผลจากสิ่งที่ทำไว้ไม่ถูก แล้วการทำอย่างนั้นก็กลับกลายเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมผิด ๆ นั้นไปเรื่อย ๆ

ขณะที่คนที่จับตรงราวจับ ก็ได้สัมผัสแต่ขี้มือเก่า ๆ ของคนอื่นต่อไป

เพราะทำอะไรตามกติกาแล้วมันไม่ทิ้งความไม่น่าดูเอาไว้ให้เห็น ให้เช็ด ให้สังคมช่วยรับผิดชอบ


อืมม... ความจริงผมอาจจะคิดลึกไปก็ได้ แต่ถึงคนที่ผลักตรงกระจกจะทำด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าพื้นที่มันเยอะกว่า มันก็ยังสะท้อนให้เห็นอยู่ดี ว่าเราไม่เช็ดประตูส่วนที่มีไว้จับ จะได้เช็ดกันก็แต่ส่วนที่ถ้าทำตามกติกาแล้วไม่ควรจะต้องเช็ด (บ่อย ๆ) เลยตั้งแต่แรกแล้ว

หูฟัง กับวัฒนธรรมโลกส่วนตัว

เมื่อเช้าขึ้นรถไฟฟ้า เห็นคนใส่หูฟังกันเกือบครึ่งได้มั้ง...

ที่จริงก็อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ก็นับว่าเยอะจนเป็นที่น่าสังเกตทีเดียว...

ที่น่าแปลกใจคือ ผมเพิ่งพบว่าแทบจะยังไม่มีงานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับผลกระทบของการฟังเครื่องเ่ล่นเพลงดิจิทัลต่อการสูญเสียการได้ยินเลย

(ถ้ามีก็จะมาลง post นี้แล้วแหละ)

แต่คิด ๆ ดู... ก็น่าเป็นห่วงว่าวัฒนธรรมใหม่นี้มันเหมือนจะทำให้คนเรา พูดกันน้อยลง ฟังกันน้อยลง ได้อยู่นะเนี่ย...

(นึกถึง essay: The Age of iPod Politics โดย James Poniewozik ใน Time ฉบับเมื่อ 2 ปีกว่า ๆ มาแล้ว)

24 March 2007

ไหนว่าจะนอนอยู่บ้านไง

วันนี้เขานัดกันเป็น Shutdown Day...

ที่จริงตอนแรกก็กะจะร่วมด้วยอยู่หรอก แต่ติดว่าปิดคอมยังไม่ได้...

เพราะยัง ลงโปรแกรมหลังฟอร์แมต + จัดห้อง ไม่เสร็จ~

ก็แปลกดี... ทีแรกก็กะว่ากลับมาจากเกาะช้างจะอยู่บ้านทุกวันให้หายจากการดำเท่าเบิ้ล ไหงดันยังจัดห้องไม่เสร็จซะนี่

ก็ปรากฏว่า
  • วันศุกร์ไปประชุมส่งงานตอบปัญหาฯ แล้วเอาลำโพงไปซ่อม
  • วันเสาร์ไปดู The Queen กับป้า ก็ไม่อยู่บ้านเกือบทั้งวัน
  • วันอังคารไปช่วยเตรียม Text Fair กลับก็สี่ทุ่ม
  • วันพุธก็ไปนั่ง Text Fair ทั้งวัน
  • วันศุกร์ไป ComMart ไปเอาลำโพง แล้วแวะไปคณะ
เลยโดนไอซ์-ยอดยิ่งว่าเลย บอก "แน่ะ ชีพจรลงเท้าทุกวันนะ"

อะไรกันเนี่ย... เราวางแผนไว้ตรงกันข้ามเลยนะ~

หรือว่าจริง ๆ แล้วตัวเองอยู่บ้านแล้วแอบเหงา? เลยหาเรื่องให้ได้ออกไปข้างนอกอยู่เรื่อย?

จริงเหรอ? นิสัยเราไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย เอ๊ะ หรือว่าไงกันแน่?

เป็น blind spot หรือ unknown area หรือเปล่าเนี่ย

22 March 2007

ลืมอีกแล้ว...

เมื่อวานลืมสนิทเลยว่าเป็น vernal equinox (ภาษาไทยเรียกวสันตวิษุวัตหรือเปล่านะ)... สงสัยอีกหน่อยจะลืมวันเกิดตัวเอง

18 March 2007

ปิดเทอม... เฮ้อ (เพ้อ)

นึก ๆ ดูแล้วก็โหวง ๆ เหมือนกัน ปิดเทอมไม่รู้อยากจะเอาเวลาไปทำอะไร (รู้สึกโดนคณะอื่นส่งสายตาอาฆาตมา) ไอ้คำว่าติดบ้านที่เคยบอก (ถึงจะโดนว่าไม่จริงก็ตาม) ก็ชักจะไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้วรู้สึกยังไงอยู่...

เอ๊ะ นี่เราเพ้ออะไรเนี่ย เลิก ๆ ไปนอนดีกว่า...

16 March 2007

ค่าโง่รถไฟฟ้า

(บนรถไฟฟ้าใต้ดิน...)

จะตัดสินใจเลือกเส้นเดินทางทางจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินพระรามเก้า ไปยังรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสนามเป้า (บัตร BTS หมดไปแล้ว)

จำค่าบัตรบีทีเอสไม่ได้ (ขึ้นราคาด้วย ) เลยโทรศัพท์ไปถาม BTS Hotline ปรากฏว่าสุทธิแล้ว ไปทางสวนจตุจักร 45 บาท ไปทางอโศก 47 บาท

แต่เสียค่าโทรศัพท์ไป 2 บาท! ขาดทุนซะงั้น...

(ที่ขาดทุนเพราะก่อนจะโทรศัพท์ไปถาม ความน่าจะเป็นที่จะในเลือกทางที่แพงกว่าไม่ได้เท่ากับหนึ่ง (ไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาการเดินทาง))

4 March 2007

จันทรุปราคา

(อ่านว่า จัน-ทฺรุ-ปะ-รา-คา)

เมื่อเช้านี้มีจันทรุปราคาเต็มดวงครับ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้สังเกตการเกิดปรากฏการณ์นี้ ถึงแม้ว่าจะมีเกิดขึ้นบ่อยไม่น้อยอยู่ก็ตาม

ความจริงตั้งนาฬิกาไว้จนตื่นมาดวงจันทร์ก็ เกือบจะเข้าเงามืดเกือบทั้งหมดแล้วล่ะครับ แต่ยังได้ข้อคิดข้อสังเกตอย่างอื่นมาบ้าง ว่าการดูจันทรุปราคาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล...
  • ต้องหาที่สังเกตการณ์อยู่นานมากกว่าจะเห็นดวงจันทร์ ที่สุดคือมีที่เดียวคือระเบียงทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ไม่ถูกหลังคาบ้านข้าง ๆ และ/หรือคอนโดบัง
  • เห็นดวงจันทร์หายเข้าไปในเงามืดของโลก แล้วก็หายลับไปหลังขอบเงาตึกเลย คือก็ไม่เห็นว่าจะเห็น "แสงอาทิตย์ที่หักเหผ่านบรรยากาศโลกไปตกที่พื้นผิวดวงจันทร์ทำให้ดวงจันทร์ ไม่มืดสนิทอย่างที่ควรจะเป็น แต่มีสีน้ำตาล แดงอิฐ หรือสีส้ม" แต่อย่างใด
  • สมาคมดาราศาสตร์ไทยบอกว่า "ไม่กี่นาทีต่อมาหลังจากนั้นแสงเงินแสงทองจะเริ่มจับขอบฟ้า ท้องฟ้าจึงค่อย ๆ สว่างขึ้นในขณะที่ดวงจันทร์งอยู่ในเงามืดของโลก"
    แต่พอลองสังเกตดวง อาทิตย์ขึ้นที่บ้าน พบว่า ท้องฟ้าไม่เห็นจะมีการเปลี่ยนสีแบบนั้นเลย คือตอนมืดก็เห็นท้องฟ้าสีม่วง จากไฟเมืองกรุงที่สว่างไสว พอเริ่มจะสาง ก็ยังเห็นไฟเมืองกรุงสว่างไสวอยู่ (สิ่งที่พอสังเกตได้ก็เห็นสีแดงเรื่อ ๆ ในเมฆบาง ๆ ที่ลอยอยู่ด้านบน) แล้วอีกทีก็เป็นสีฟ้าแล้ว
  • ว่าแล้วก็นึกอยากไปท้องฟ้าจำลองขึ้นมา...

24 February 2007

Referring address - หลงมาจากไหนกัน

คนที่ใช้ Windows Live Spaces คงจะทราบนะครับ ว่ามันจะมี statistics ที่ดูสถิติการเข้า space ได้ และบอก referring address ว่ามาจากไหนบ้าง

วันนี้จะมาเล่า... space นี้ นอกจากจะมีคนหลงเข้ามาจากลิงก์ของเพื่อน ๆ ประปรายแล้ว ยังมี referring address ที่พาคนหลงเข้ามาบ่อยมาก ๆ อยู่อย่างหนึ่ง คือ http://www.google.com/search?hl=en&q=%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82&btnG=Google+Search

ครับ มันคือ Google query หาข้อความ "ตรากระทรวงสาธารณสุข" ครับ

ช่างน่าดีใจ... อุตส่าห์แต่ง มีคนหลงเข้ามาอ่านด้วย (<-- น้ำตาแห่งความตื้นตัน)

สำหรับคนที่ไม่เคยหลงไปอ่าน มันคือเรื่อง The Symbol of the Medical Profession นะครับ

(เอาเข้าไป นอกจากจะดีใจที่คนหลงมาแล้วยังจะโฆษณาอีก)

แต่เดี๋ยวครับ ยังไม่หมด ยังมีอีกครับ วันก่อน... เห็น refer มาจากที่ http://www.google.com/search?hl=en&q=%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95&btnG=Google+Search

ครับ query "นโยบายการจัดกิจกรรมนิสิต" จะเจอ รับน้อง... (ตามกระแสเปล่าเนี่ย) ครับ

ไม่ยักเจอคน search หา "โรคประจำบล็อค" หลงเข้ามาบ้างนะครับ...

17 February 2007

ค่าโง่โทรศัพท์ - เจอจนได้

นึกว่าจะฉลาดแล้วเชียว...

เพื่อน ๆ ครับ เพื่อน ๆ (อย่างน้อยก็ที่ใช้เติมเงินของ Happy) คงจะเคยเห็นข้อความหลังบัตรเติมเงิน ที่ว่า "เช็กโปรโมชั่นทางลัด ผ่านบริการด่วนพิเศษ เพียงกด *103#✆ (ไม่คิดค่าโทร)" ใช่ไหมครับ†

อย่าลืมกดดูทุกวันที่ 1 ของเดือนนะครับ

เพื่อว่า ถ้าอ่านรายละเอียดโปรโมชั่นไม่ดี และ/หรือ จำกำหนดโปรหมดอายุไม่ได้ จะได้ไม่เสียตังฟรีแบบผม

ผ่านไปครึ่งเดือนเศษ ค่าโทรแพงขึ้นกว่าเดิม 89.50 บาท คิดเป็น 82.9% (เฮือก)

แถมมาหมดช่วงที่ปิดโทรศัพท์สอบซะด้วยนะ สงสัยงานนี้จะต้องจดการใช้โทรศัพท์ทุกบาททุกสตางค์ด้วยละมั้งเนี่ย (แค่เงินสดในมือก็จะแย่แล้ว)

ทีนี้จะเปลี่ยนไปใช้อะไรดีล่ะเนี่ย...

†อักขระตัวถัดจาก # ควรจะเป็นรูปโทรศัพท์; ต้องมี Unicode font เช่น Arial Unicode MS จึงจะแสดงผลได้ถูก

7 February 2007

The art of gift giving...

ผมเข้าไม่ถึงครับ

ผมเคยและยังมีปัญหากับทั้งการให้และรับของ ขวัญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ว่าไม่รู้จะให้อะไรคนอื่น (คนที่สังเกตคงเห็นว่าคอยเกาะคนอื่นหารตลอด) หรือการรับของขวัญที่ ไม่ต้องใจ อย่างมีวัฒนธรรม

เท่าที่ผมทราบ ตามวัฒนธรรมตะวันตก ธรรมเนียมการให้ของขวัญนี้ถือเป็นการแสดงการให้ความสำคัญ และความหวังที่ดีต่อกันวิธีหนึ่ง Miss Manners (Judith Martin) กล่าวว่า "The whole point is that the other person decides what to get you on the basis of his knowledge of you and of his best judgment, however faulty that might be." (ในวัฒนธรรมไทยอันนี้ผมยังไม่เคยเห็นการกล่าวถึงอย่างเจาะจงนะครับ แต่ก็ขอเหมาว่าคงจะคล้าย ๆ กัน)

สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผมก็คือ ผู้ให้ ถึงจะให้ด้วยความเต็มใจ ไม่คาดหวังอะไรตอบแทน แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงต้องหวังอยู่ว่าผู้รับจะยินดี กับสิ่งที่ได้รับ ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ตามมารยาทแล้ว ผู้รับจะต้องแสดงความดีใจที่ได้รับของขวัญนั้น แม้ว่าใจจริงจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม

แต่ผมทำไม่ได้

ขอบคุณหรือเปล่า ขอบคุณ ตื้นตันน่ะ ยิ่งใช่ แต่ยิ่งพยายามบอกถึงความยินดีในตัวของขวัญเท่าไร มันยิ่งรู้สึกว่าเป็นการโกหกผู้ที่ให้มามากเท่านั้น

สุดท้ายก็ทั้งทำร้ายจิตใจคนที่รักเรา ทั้งทำร้ายความรู้สึกตัวเอง

ทำไมนะ... ทำไม...

21 January 2007

TU-CU Traditional Football 63rd

โอยเหนื่อย...

ก็ตามชื่อเรื่อง วันนี้ (ตอนเริ่มเขียน - วันที่ 20) มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 63...

ทีนี้เรื่องก็มีความเดิมอยู่ว่า ตั้งแต่อยู่จุฬาฯ มาก็ยังไม่เคยจะขึ้นสแตนด์งานบอลเลย (ถึงจะมาทุกครั้งก็เถอะ) ทั้งนี้ก็เนื่องจากตอนปี 1 ไปอยู่ในขบวนพาเหรด "ก้าวน้อย ๆ ตามรอยพระยุคลบาท" ก็เลยได้ดูแต่จากสแตนด์สตาฟตอนหลัง ส่วนปีที่แล้วก็มาเจอเพื่อน ๆ ซึ่งบางคนก็ต้องรีบกลับ + ไม่มีเสื้อ ก็เลยไปดูสแตนด์เสียตังกัน (ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ปรากฏว่าไม่ได้รีบกลับอยู่ดี) ด้วยความเสียดาย นางสาว อ. ก็เลยนัดกันว่าปีหน้า (คือปีนี้) จะมาขึ้นสแตนด์กัน

แต่ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่าด้วยความที่ใกล้สอบ นางสาว อ. ก็เลยไม่กล้าไป แต่ทีนี้ไอ้เราด้วยความที่รู้ว่าถึงไม่ไปวันนี้ก็ไม่ได้อ่านหนังสืออยู่ดี ก็ไม่ยอมเลิกล้มความตั้งใจที่จะไปขึ้นสแตนด์ในปีนี้ (เพราะไม่งั้นมีหวังจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว) ก็ลองถามคนอื่นดูบ้าง อย่างตุลย์-อิทธิกร ซึ่งนางสาว อ. บอกว่าอาจจะมา ก็ยังพูดอยู่ว่าไม่แน่ใจ ไป ๆ มา ๆ ก็นัดใครไม่ได้สักคน

จนถึงเช้าวันเสาร์ที่ 20 ก็ยังไม่รู้จะเอายังไงดี (แต่ก็ยังตั้งใจจะไปอยู่นะ อุตส่าห์ไปซื้อเสื้อจากชั้น 3 ตั้งกะยังไม่ค่อยจะมีขาย) ก็ทานข้าว นั่งทำครอสเวิร์ด + Sudoku ใน Bangkok Post ไปอย่างละครึ่งนึง แล้วก็ขึ้นมาลองเปิด messenger เผื่อกุ้ง-ยุทธนาจะทิ้ง message ไว้ (ถามไปตอนที่พี่แกออนทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน เพราะเห็นเป็นคนเดียวที่ตั้งชื่อเกี่ยวกับงานบอล) ก็มีไอซ์-ยอดยิ่ง ถามว่าจะไปหรือเปล่า ก็ยังไม่ได้รายละเอียดอะไร

เอาวะ เดี๋ยวมื้อเที่ยงแล้วออกไปเลยละกัน (แบบว่านั่งทำครอสเวิร์ดอยู่นาน/ไม่ได้กะว่าจะรีบไป ปีที่แล้วงานเริ่มสแตนด์ยังเพิ่งจะเต็ม) ก็ออกจากบ้านไปพร้อมสัมภาระอันได้แก่กระเป๋า (ที่ข้างในมีร่ม 1 คัน) เวลาก็เกือบ ๆ เที่ยงครึ่ง

คิดไปคิดมา ถ้ารอสองแถวไปต่อรถเมล์ (รถโดยสารประจำทาง)/รถตู้ ปากซอย คงจะเสียเวลาเดินทางไม่น้อยกว่าชั่วโมงครึ่ง ก็เลยเรียกแท็กซี่ไปรถไฟฟ้าหมอชิต ก็ตัดสินใจผิดนิดหน่อยที่ไปหลักสี่แทนที่จะขึ้นทางด่วน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงเสียตังไม่ต่างกันเท่าไร แต่ก็ไม่เสียหายอะไร (คือสิ่งที่คิดตอนนั้น)

ก็ขึ้นรถไฟฟ้ามา... ก็เห็นมีเสื้อเหลือง/เสื้อ ชมพูกระจายกันไป จนถึงสนามกีฬาฯ ก็มีเรื่องประหลาด ไอ้บัตรผ่านฉลาดนี่มันดันไม่ยอมให้ออก... code 4 ให้ติดต่อห้องจำหน่ายตั๋ว - ได้รับแจ้งว่าบัตรไม่ register การเข้าระบบ (ซะงั้น) แต่เนื่องจากความไม่สังเกต ก็เลยไม่รู้ว่าโดนกินเที่ยวเดินทางไปหรือเปล่า (แต่ก็ไม่ได้ห่วงอะไร เพราะเดือนนี้จะใช้ไม่หมดอยู่แล้ว)

อ้ะ ไม่เป็นไร ไปสนามศุภฯ ตามที่ตั้งใจไว้ดีกว่า ก็ไปเข้าประตูหน้าศูนย์ฯ ตรวจกระเป๋า แล้วก็เดินไปทางสนามศุภฯ... เอ ยังเพิ่งจะบ่ายโมงนิดเดียว แวะไปดูเค้าเตรียมพาเหรดที่สนามเทพหัสดินดีกว่า ก็เข้าไป อืมม มีน้องคณะเราอยู่บ้าง แล้วก็มีน้องบุช (ขอโทษครับ ชื่อผมเองครับ (<-- ผิดกฎข้อ 4)) กับเน็ท-พันธ์กวี ที่กะว่าคงเจออยู่แล้ว แล้วก็ท่าทางจะได้บัตร all-area มาสมใจ แต่ทำไม... ชื่อ... โน้ต แพทย์ ปี 5 แต่เป็นรูปเน็ทซะงั้น~

ก็ไม่มีอะไร แวะคุย + นั่งพักอยู่เกือบ 10 นาที (เน็ทยังพูดถึงว่าสงสัยสแตนด์จะเต็มช้า/ปีนี้ดูเงียบ ๆ /... อยู่) ก็ลัดออกประตูหลัง จะไป Gate 20 ตามที่เค้านัด แต่...

เอ่อ...

ทำไมแถวมันยาวซะขนาดนั้นล่ะ~ ?!!

ก็ต่อคิวไป เดี๋ยวคงได้ขึ้นแหละ ท่าทางจะมาทันพอดี (กะว่ามีคนอยู่ข้างหน้าสัก 200-300 คน)...

หรือเปล่าหว่า... เจอเปา-ประธานกับบิ๊ก-ปริญญา ก็ทักแป๊ปนึงแล้วหันตามไปมอง - เหยย ทำไมแถวมันงอกเร็วขนาดนั้น~ - สักพักเห็นคนวิ่งไปมา/เสียงคนในลำโพง บอกว่าใกล้จะเต็มแล้ว/อีก 50 ที่/ต่าง ๆ นานา กลุ่มที่อยู่ข้างหลังก็คุยกะเพื่อนที่มาจากใกล้ ๆ ประตูว่าจะได้เข้าเปล่าเนี่ย ก็... อะไรกันเนี่ย~ มาช้าไปจริง ๆ เหรอนี่

ก็ปรากฏว่า... บ่ายโมงครึ่ง สแตนด์เต็ม~

แหม่ ก็ไม่ใช่ไม่ดี แต่ว่ามันก็ทำเอาเซ็งเหมือนกันนะ อุตส่าห์ถ่อออกจากบ้านมา... (เรื่องนี้ตอนหลังคุยกับพวกกิ๊ฟ ลงมติได้ว่า สาเหตุหลักที่ปีนี้สแตนด์เต็มเร็วขนาดนี้ก็คือ ถุงยังชีพสุดหรู นั่นเอง)

โอ่วว... แล้วจะเอาไงดีเนี่ย... กะมาขึ้นสแตนด์แท้ ๆ... ตอนนั้นเค้าก็ยังเปิดให้ขึ้นสแตนด์สำรองอยู่ แต่ไอ้ตรงนั้นเราก็เคยนั่งดูแล้วนี่นา คนรู้จักแถว ๆ นี้ก็ไม่มี ก็เลยแวะไปซุ้มปฐมพยาบาล (ที่เน็ทชี้ตำแหน่งให้ตอนผ่านไปเมื่อกี้) ก่อนดีกว่า ก็เจอพี่ ๆ ปี 5 + น้องตั้ม อยู่... เกร็กเกร่อยู่แถวนั้นสักพักก็เจอบุ๊ค-นรวีร์กับปั๊ป-ศรัณย์พัฒน์ เห็นมีพี่เอส-ทวีกฤตย์ แล้วหลังจากนั้นก็เจอกิ๊ฟ-รุจิเรศ ลำปาง-นิรชรา แล้วก็ส้ม-สุรัตนา มาด้วยกันอีกกลุ่ม แล้วก็มีกุ้ง-ยุทธนาที่มากับพวกหลีดปีศาจ

ก็คุย/บ่นกันอยู่นานพอควร ว่าสแตนด์เต็มเร้วเร็ว แล้วก็จะทำยังไงดี ซึ่งก็มีทั้ง ขึ้นสแตนด์จ่ายตัง (฿200/แต่ก็เคยขึ้นแล้ว) ไปซื้อเสื้อเหลืองขึ้นสแตนด์ธรรมศาสตร์ (฿180 แต่ก็ร้องเพลงธรรมศาสตร์ไม่เป็น) รอหาช่องขึ้นสแตนด์สตาฟ (ซึ่งก็เคยแล้ว) หรือแม้กระทั่งไปดู Love&Learn ที่ รร.เตรียมฯ

อยู่พักใหญ่... จนเกือบ ๆ บ่ายสาม ก็เห็นเค้าเหมือนจะให้เข้าได้ ก็เลยเข้าไปกับกิ๊ฟ-ส้ม-ลำปาง ก็ไปนั่งสแตนด์สำรองนั่นแหละ (ก็ยังดีกว่าหันหลังกลับบ้านหรือต้องเสียตังล่ะนะ) มองไปสแตนด์ธรรมศาสตร์ก็ โอ่ว... ทำไมมีคนนั่งครึ่งสแตนด์ ที่จริงที่ว่าไปขึ้นสแตนด์ธรรมศาสตร์ก็ดูไม่เลวนะเนี่ย

ก็เลยนั่งดูอยู่ตรงนั้นแหละ คนก็มีเข้ามาเรื่อย ๆ (สรุปว่าตุลย์ก็มา) ที่จริงกิ๊ฟนัดกับเมย์-รุจิราไว้อีกคน แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ได้มานั่งด้วย ส่วนยอดยิ่งก็โทร.คุยกันอีกสองสามครั้ง แต่ตอนที่มาถึงก็ไม่ให้ขึ้นแล้ว ก็เลยรู้สึกจะไปนั่งสแตนด์จ่ายตัง

เรื่องก็เป็นอย่างนี้... สรุปผลบอลก็ออกมา...

ยังสิ! ยังไม่จบ มีเรื่องผจญภัยต่อ...

ก็บอกแล้วว่าเป็นสแตนด์สำรอง นั่ง ๆ ไปเค้าก็จะมาเรียกขอคนไปแทน ตอนแรกก็ไม่รู้จะไปดีเปล่า แต่กิ๊ฟก็สนับสนุน (กิ๊ฟอยากได้หมวก) ก็เลยต้องพยายามเสนอหน้าอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดช่วงจะเริ่มครึ่งหลังถึงได้ไปนั่ง... เย้ ๆ

ได้ไปนั่ง V2... ทีนี้ก็ตื่นเต้นใหญ่สิ ไม่เคยขึ้นสแตนด์แปรอักษรมาก่อน เอาไงดีเนี่ย ของอะไรไม่รู้เต็มไปหมด... เอ่อ~ ที่จริงก็ไม่ขนาดนั้นหรอก เห็นก็พอจะรู้อยู่ว่ามือเอาไว้ตบ ร่มเอาไว้กาง คนข้าง ๆ ก็ช่วยแนะนำนิดนึง แต่มันก็ยัง มีทั้ง 1:16 1:1 โค้ดโต้ตอบ โค้ดต่อเนื่อง ฯลฯ แล้วอันไหนมันใช้กับอะไรเนี่ย~ หาไปหามาพักนึงถึงเจอใบ key - เฮ่อ รอดแล้ว

ระหว่างเรื่องราวทั้งหมดนี้การแข่งฟุตบอลกับกิจกรรมต่าง ๆ หน้าสแตนด์ก็ยังมีอยู่ตลอด เพียงแต่ด้วยความ narcissistic ก็เลยจะพูดถึงแต่ตัวเองน่ะนะ...

เรื่องต่อจากนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ก็ได้ขึ้นสแตนด์สมใจ ที่จริงก็มาซะเกือบจะจบแล้ว แต่ก็ได้มีส่วนร่วมล่ะ

... มาถึงตอนงานจบ ก็ประกาศผล พิธีปิด อธิการบดีมาพูด (ถึงบอลจะเสมอ แต่อย่างอื่นเราชนะหมด) ฯลฯ เสร็จแล้ว... เค้าก็ขอให้ทำประเมินผล ซึ่งอยู่ในหนังสืองานบอล เราก็... ถุงยังชีพอยู่ไหนหว่า ด้วยความที่มาตอนจะเลิกก็เลยยังไม่ได้เปิดดูอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรด้วย เพราะมาต่อเค้า แต่ก็ปรากฏว่า...

โอ้ว คนที่อยู่ก่อนหน้าทิ้งไว้ให้ ทุกอย่างเลย (ที่จริงตอนมาถึงข้าวก็ยังอยู่ แต่ตอนนั้นคนอื่นก็กินกันหมดแล้ว เลยไม่ได้ทาน) มีของกินพร่องไปหน่อย แต่อย่างอื่นครบ (โดยเฉพาะหมวก + ถุง (<-- มาด้วยใจน้า ไม่ได้มาเพราะอยากได้นี่ (แต่ได้ก็ดีใจ 55+))) งานนี้ถือเป็นบุญหล่นทับได้ทีเดียวมั้งเนี่ย... เพราะตั้งแต่นั่งมาก็เพิ่งจะมานึกถึงว่ามี (แบบว่าตื่นเต้นเวอร์)

ก็เลยเป็นอันว่า Happy Ending...

ยัง!

ถ้าเรื่องมีแค่นี้ก็ไม่มาเขียน blog ให้เมื่อย thenar หรอก (เริ่มจิ้มใน PocketPC บนรถไฟฟ้า)...

...งานจบก็มีคอนเสิร์ต... ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะออกไปก่อนเลยดีหรือเปล่า (ซึ่งถ้าไปซะก็คง happy ending อย่างที่ว่าแล้ว) แต่ก็ จะรีบไปไหนทำไม อยู่ให้ถึงจบสิ ก็เลยดูอยู่ถึงเลิก ทีนี้... ทีนี้... เค้าก็ขอให้ช่วยเก็บของ ซึ่งถ้าเราอยู่กับที่แล้วส่งของเฉพาะส่วนของตัวเองแล้วให้สต๊าฟไลน์จัดการ ที่เหลือเองก็คงไม่มีอะไร แต่ตรงรอบ ๆ ที่นั่งอยู่ (โดยเฉพาะแถวหน้า) คนก็กลับกันไปเยอะแล้ว ก็เลยไปช่วยแยกของจากถุงที่ไม่มีคนประจำอยู่ แรก ๆ ก็ไม่มีอะไร... ส่ง 1:16 ไปทางซ้าย... 1:1 สีขาว-ดำ... สีเหลือง-ส้ม... ไปเรื่อย ๆ ของก็เริ่มกระจาย ก็เลยเริ่มไม่อยู่กับที่มากขึ้น ๆ ก็เอาสมบัติที่ได้มาวางไว้ก่อน แล้วหันไปแยกของอีกแถวนึง...

พอหันกลับมา - มันหายไปแล้ว~

...

ก็แบบว่า... เซ็งแสดด

กิ๊ฟเลยอดได้หมวกเลย (ความจริงถ้าไม่หายก็ไม่ให้ฟรี ๆ หรอก )

มองซ้ายมองขวา ไม่เหลืออันไหนวางอยู่ที่ไม่มีเจ้าของเลย (ซะงั้น) ก็เลย เฮ่อ... เอาเถอะ ช่วยเค้าเก็บของต่อก็ได้...

ความจริง ก็บอกแล้วไม่ได้อยากได้หมวด/ถุง ขนาดนั้นหรอก แต่จะเก็บอย่างอื่นไปแทนก็ใช่ที่ เพราะไม่ได้อยากได้ไอ้แท่ง Samsung นั่นขนาดนั้น (แบบว่าเกลื่อนเต็มไปหมด) แล้วจะไปค้นถุงที่ทิ้งเกลื่อน ๆ อยู่หาหนังสืองานบอล (ที่อยากได้เป็นที่ระลึกมากกว่า) ก็ใช่ที่ (ทำนองว่าไม่ครบเซ็ทก็ขี้เกียจหอบกลับ) ก็เลยสรุปว่างานนี้ เก็บของกลับบ้านเท่ากับที่หอบมา คือตัว หัวใจ และกระเป๋ากับร่มข้างใน...

+ แต้มสะสมอีกหนึ่ง: ได้ขึ้นสแตนด์งานบอลแล้ว เย้...

2 January 2007

สำนักพระราชวังใช้ Creative Commons!

ไม่ถึงกับไม่น่าเชื่อหรอกครับ แต่ยอมรับว่าแปลกใจจริง ๆ...
http://palaces.thai.net/king60B/#Footer

31 December 2006

เรื่องฉันท์-ฝันเฟื่อง

เอาอีกแล้วครับ...

ท่านผู้อ่านเคยมีความฝันที่ต้องใช้ความคิด เหตุผลหรือเปล่าครับ แบบ ฝันเป็นเรื่องเป็นราวที่มีตัวเองคิดเลขหรือวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ อยู่ในฝัน

เรื่องคิดเลขในฝันนี่ผมเองเคยอยู่บ่อย ๆ (ซึ่งตื่นขึ้นมาก็จำไม่ได้หรอกนะ ว่าที่คิดไปนี่มันถูกหรือเปล่า)

เมื่อคืนผมก้าวไปอีกขั้นแล้วครับ... ผมฝันถึงคำครุ-ลหุในบทประพันธ์ซึ่งน่าจะเป็นฉันท์อะไรสักอย่างครับ

เมื่อวานไปอ่านร้อยกรองอะไรมาจนต้องเก็บมา ฝันหรือเปล่านี่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ก็น่าสงสัยว่าเรื่องที่ฝันนี่สมองมันไปเอามาจากไหน (เพราะเวลาตื่นไม่เคยมีปัญญาแต่งได้)

แต่ที่คิดว่าจำไม่น่าผิดก็คือ ตอนนั้นนึกถึงเรื่องคำสระเสียงสั้นไม่มีตัวสะกด กับคำอื่น ๆ อยู่จริง ๆ

แปลกดีนะครับ...

จริง ๆ แล้ว เมื่อหลาย (ประมาณ 3-4?) ปีที่แล้ว ผมเคยตั้ง observation ไว้ว่า

"เวลาฝัน สมองและความนึกคิดของเรายังทำงานอย่างละเอียดซับซ้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขณะ ตื่น เรามีการคิดโดยใช้เหตุผล ประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ ตลอดจนมีความรู้สึกทางด้านอารมณ์ต่าง ๆ อย่างไม่แตกต่างไป อย่างไรก็ตาม เวลาฝัน เรายังขาดวิจารณญาณ ซึ่งเวลาที่ตื่นจะกำหนดกรอบความคิดของเราให้อยู่ภายในความเป็นไปได้ของ ชีวิตประจำวัน"

ส่วนจะจริงเท็จอย่างไร ก็ยังรอคนให้คำตอบอยู่นั่นเอง...


ป.ล. สวัสดีปีใหม่อยู่ในโพสท์ก่อนหน้านะครับ

16 December 2006

Communication...

... Its failure is the reason for all the conflicts in this world.

Convincing, don't you think?

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาทั้งหลายในโลกนี้ก็ง่าย ๆ แค่
พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
ฮึ่มม... ทำไมมันถึงไม่ง่ายอย่างที่พูดหว่า...

แถม: model ของ อ.ภุชงค์ จากวิชา Medical Ethics and Critical Thinking 2548

5 December 2006

At last...

A little sign of winter cool season...

10 November 2006

ต่อจากอันข้างล่าง

เปลี่ยนสีให้ทุกหน้าแล้ว เย้ ๆ (เพิ่งสังเกต)

13 October 2006

โอ๊ยย~

นั่งพยายามแก้สีอยู่ตั้งนาน ปรากฏว่ามันได้เฉพาะหน้าแรก หน้าย่อยอื่น ๆ เป็น template เดิม ฮึ่มม...

12 October 2006

บ้านใกล้สนามบิน?

อันนี้กะจะเขียนตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้พูดถึงสักที (สังเกตว่ารูปนี่ถ่ายจากโฆษณามาเป็นเดือนแล้ว)
อ่า... ดีกว่าเหรอ? ก็คงดีกว่ามั้ง ถ้าเป็นนักบิน หรือพนักงานต้อนรับ หรือ... สักอย่าง...

ไม่งั้นมันจะดียังไง? อ้อ ถ้าเป็นคนต้องเดินทางบ่อย ๆ นี่เอง

แต่ดูแล้วมันก็ยังเป็น niche ที่เล็กจนไม่น่าเอามาเป็นจุดขายเลย?

แล้วก็อย่างที่ตู้ (ศิวัช) บอก... มันแปลก ๆ นะ... ทำไมถึงเหมือนว่าคนจะอยากอยู่ใกล้สนามบินกัน ที่ใกล้สนามบินดันราคาขึ้น?

ดูอย่างใน SimCity 4 พื้นที่ desirability สำหรับ high-wealth residential ตรงสนามบินยังออกจะแดงซะ... (แต่ก็น้อยกว่าโรงบำบัดน้ำเสียอยู่มากน่ะแหละ)
(สังเกตเมืองสร้างแบบไม่มีการวางผังวางแผนอะไรทั้งสิ้น)

ที่จริงที่มาโพสท์นี่เพราะเมื่อวานซืนเปิดผ่านไปเจอถึงลูกถึงคนเรื่อง มลพิษทางเสียงจากสุวรรณภูมิ ก็สะท้อนอะไรแปลก ๆ ดี เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคนที่อยู่ใกล้จริง ๆ กับที่โฆษณาบ้าน

แต่ก็สงสัยอยู่ ว่าที่ดอนเมืองมันไม่มีปัญหาเหรอ ก็ตรงนั้นมันก็น่าจะมีบ้านคนอยู่เหมือนกัน?

(ที่จริงตอนแรกกะจะพูดถึง "ภาพถ่ายจากสถานที่จริง บรรยากาศจำลอง" ด้วย แต่ลืมไปแล้วว่าโฆษณาอันนี้รายละเอียดมันเป็นยังไง)

20 September 2006

Democracy in Thailand... When? How?

English version:

Just thought I wanted to elaborate on my last post, about my thoughts on the subject. (Will I survive? I already made a few jokes today on how my display picture may be lethal, as we don't have a constitution supporting our freedoms anymore.)

My current display name in MSN messenger pretty much summarizes the points: "We aren't taking a great step backwards; we just never learnt to progress."

One interesting point is how so many of the people agree with and welcome the coup. The reason's pretty simple, actually: the people are fed up with Thaksin.

More fed up than with military interferance in politics, which we thought ended in Bloody May fourteen years ago.

This too clearly reflects upon Thais' habits of not caring about the process, as long as things turn out the way they like. (Compare this to the war on drugs.) Whether this qualifies as an Aesop Frogs-Who-Desired-a-King story, I don't know.

Actually, that we haven't heard voices of opposition may simply be because people still love their lives. But try and take a perspective from current events...

To make proper "Democratic Reforms", the old had to be abolished. Let's reset, and back to the drawing board...

As for the processes we struggled through, from drafting article 211, to electing the Constitution Committee, to creating all those institutions, the hell with it.

If you ask me, well yes, it seems a pity, seeing as we spent fifteen years on them, but in actuality we aren't stepping any much backwards.

If we were, why would people be cheering for the military right now?

It clearly shows how the last fifteen years of reforms haven't taken us anywhere; we're still here with the same old views on the same old events.

Nowhere out of the vicious cycle.

Ever since we changed the name of our government to "democracy" 74 years ago, we've never had any real sense of democracy.

Since democracy isn't gathering to protest against a tyrant, or marking an X on a piece of paper (money received or not).

There has to be the people's understanding and sense of duty, to exercise the rule with is theirs.

Tough, indeed.

And it won't be anyday soon.

We thought we had the perfect people's constitution, but what so far? All the balances and checks so carefully designed undermined. Broken. Why?

Not because of a corrupt leader

Because of the people's ignorance.

If we started anew today, or even if yesterday's events hadn't happened, democratic reform will never make any progress without educating the people.

Don't forget, democracy is rule of the people, by the people, for the people. As long as the people remain stupid, so does the rule, and the nation can never develop.

And as I said to a friend today, if you think we haven't had democracy in the recent past, what could possibly make you believe we will tomorrow, the day after, next year, or in a decade?

To hope wouldn't be enough.

But that's still all we can do today.

Original:

ก็อยากจะขยายความจากโพสท์ที่แล้วสักหน่อย ความเห็นทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ (จะเป็นไรเปล่าเนี่ย... วันนี้พูดเล่น ๆ กับหลายคนอยู่ว่าใช้ display pic นี้อาจตายได้ เพราะไม่มีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแล้ว)

ชื่อผมใน msn messenger ตอนนี้ก็พอจะสรุปประเด็นหลักไว้ได้: "ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง แต่ไม่เคยวิวัฒนาการพอที่จะขึ้นบก"

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการที่เห็นว่าประชาชนจำนวนมากเห็นด้วย และแสดงความยินดีกับการทำรัฐประหาร ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากว่าทุกคนต่างเอือมระอากับนายกฯ ทักษิณเต็มทีแล้ว

เอือมระอามากกว่าการแทรกแซงการเมืองโดยทางทหาร ที่สิบสี่ปีที่ผ่านมาเราต่างก็เชื่อกันว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าเก่าที่จบลงที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเสียอีก

ยังไงก็ยังสะท้อนนิสัยคนไทยที่ไม่ได้สนใจว่าขั้นตอนที่ได้มาจะเป็นอย่างไร ขอให้ได้อย่างที่ต้องการก็พอ (ลองเทียบกับสงครามยาเสพติดนะครับ) ซึ่งมันเข้าสถานการณ์กบเลือกนายหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ

อันที่จริงการที่ไม่ได้ยินเสียงคนต่อต้านเท่าไรอาจจะเป็นเพราะยังรักชีวิตกันอยู่ก็ได้ แต่ลองมองดู จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วตอนนี้...

จะ "ปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย" เสียใหม่ให้ได้ผล ก็เลยต้องทำลายทิ้งซะ เหมือน reset แล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่กันอีกรอบ...

ส่วนกระบวนการที่พยายามตรากตรำกันมาตั้งนาน ตั้งแต่ร่างมาตรา 211 เลือก สสร. ร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งองค์กรอิสระอีกมากมาย ก็โยนทิ้งไป

จริง ๆ แล้ว ถ้าถามผม ผมก็ว่ามันก็ดูน่าเสียดายอยู่ ใช้เวลาอยู่ตั้งสิบห้าปี แต่จริง ๆ แล้ว เราก็ไม่ได้ก้าวถอยหลังอะไรกันนักหรอกครับ

ถ้าถอยหลังจริง แล้วคนจะโห่ร้องแสดงความยินดีกับกองกำลังทหารอยู่ได้อย่างไร

มันสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนครับ ว่ากระบวนการปฏิรูปสิบห้าปีที่ผ่านมา ไม่ได้พาเรามาถึงไหนเลย หากแต่เราก็ยังมีทัศนคติเดิม ๆ กับเหตุการณ์เดิม ๆ ที่เกิดขึ้น

ยังไม่ออกจากอุปาทวจักร

ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อการปกครองเป็นแบบ "ประชาธิปไตย" มา 74 ปี เรายังไม่เคยมี sense ของความเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ เลย

ก็ประชาธิปไตยมันไม่ใช่แค่การชุมนุมเพื่อขับไล่ทรราช หรือออกจากบ้านมากากบาทลงกระดาษแล้วใส่กล่อง (จะรับเงินหรือไม่ก็สุดแท้แต่)

แต่จำเป็นต้องมีความเข้าใจและความสำนึกในหน้าที่ ของประชาชนทุกคน ในการใช้อธิปไตยที่เป็นของตน

ยากครับ

อีกนาน

เรานึกว่าเรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่สุดแสนจะเลิศเลอเพอร์เฟ็คท์ แต่ที่ผ่านมาเป็นยังไงครับ balances and checks ทั้งหลายที่ออกแบบมาอย่างดีพังทลายหมด เพราะอะไรครับ

ไม่ใช่เพราะผู้นำทุจริต

แต่เพราะประชาชนไม่เข้าใจ

ไม่ว่าเราจะนับหนึ่งใหม่กันวันนี้ หรือถึงแม้เหตุการณ์เมื่อวานจะไม่ได้เกิดขึ้นก็ตามที การปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ยังไม่มีวันก้าวหน้าครับ ถ้ายังไม่สามารถส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและสำนึกของประชาชนได้

อย่าลืมนะครับ ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ตราบใดที่ประชาชนยังโง่อยู่ การปกครองก็โง่ตาม ประเทศชาติก็ไม่อาจพัฒนาได้

และอย่างที่ผมคุยกับเพื่อนวันนี้ ถ้าคิดว่าที่ผ่านมาเรายังไม่มีประชาธิปไตย แล้วคิดหรือว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีหน้า หรืออีกสิบปี เราจะมี?

ช่วยกันหวัง คงจะไม่พอครับ

แต่ตอนนี้ ก็ยังคงทำได้แค่นั้น

Tags: |

Nowhere nearer to democracy

As submitted to CNN.com's I-Report:

The very exchange here on CNN's I-Report clearly shows the dividedness of opinion among Thais themselves. Thaksin is indeed such a polarizing figure that those on the anti-Thaksin end of the spectrum would more than welcome military efforts or anything against him, even though such events are generally viewed as part of the nation's infantile struggle with democracy. Many who disagree with military action aren't Thaksin supporters, and as Mr Jerauld reported above, "thought they had put this kind of political interferance behind them and see this as a giant step backwards".

These events, however, reflect upon Thailand's immature state as a democratic monarchy. The last three major events of violence involving the military have been settled only by intervention of the King, and even now, while processes are being held to regain a democratic government, a coup is happening in much the same way as what happened fifteen years ago, bringing us back into the vicious cycle we naïvely hoped we had escaped. It is unimaginable what kind of development the country will have to go through should the time come when the King is no longer available to settle such events.

Thai version:

คอมเมนต์ที่แสดงกันอยู่นี้แสดงให้เห็นความคิดเห็นที่แตกแยกของคนไทยได้อย่างชัดเจน คุณทักษิณนั้นทำให้คนที่เกลียด ก็เกลียดจนยินดีกับการแทรกแทรงโดยทางทหาร (หรืออะไรก็แล้วแต่) ทั้งที่ทุกคนต่างก็มองเหตุการณ์เช่นนี้ว่าเป็นส่วนของประวัติศาสตร์การพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยากลำบากในอดีต คนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการที่กองทัพทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ชอบทักษิณเลย และคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นการถอยหลังเข้าคลองอย่างจัง อย่างที่คุณ Jerauld กล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของประเทศไทยในฐานะรัฐประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุการณ์รุนแรงที่มีทหารเกี่ยวข้องล่าสุดสามครั้ง จบลงได้เพียงเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงมาไกล่เกลี่ย และตอนนี้ แม้เรากำลังพยายามดำเนินขั้นตอนให้ได้มาซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตยใหม่ ก็ยังมีรัฐประหารที่แทบจะเหมือนกับเมื่อสิบห้าปีที่แล้วไม่มีผิด ซึ่งก็พาเรากลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์ที่ต่างก็หวังลม ๆ แล้ง ๆ ไว้ว่าจะรอดพ้นมาแล้ว เรื่องหนึ่งที่ไม่อาจจินตนาการถึงได้เลยก็คือ หากมีวันหนึ่งที่ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคอยช่วยเหลือแล้ว ประเทศชาติจะต้องผ่านวิบากกรรมอะไรอีกบ้าง กว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย

Tags: |

16 September 2006

The seasons, they stopped changing.

ไม่เกี่ยวกับหนังหรอก... แต่นึกถึงเรื่องฤดูกาลก็รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มันหายไปจากชีวิตมากทีเดียว

โดยเฉพาะตั้งแต่เรียน ปี 3 นี่ ตื่นนอน ออกจากบ้าน ขึ้นรถ ลงรถ เดินเข้ากล่องคอนกรีตปรับอากาศ 19 ชั้น อยู่ในนั้น 10 ชั่วโมง ออกมา กลับบ้าน นับได้ว่าแทบไม่มีเวลาหายใจกับอากาศข้างนอกเลย (อยู่บ้านก็ดันอยู่ในกล่องขนาด 40 ลูกบาศก์เมตรที่ไม่ค่อยจะได้เปิดหน้าต่าง)

อย่างน้อยตอน ปี 1 ก็มีเหตุบังคับให้เดินรอบจุฬาฯ ในแต่ละวัน ช่วงฤดูนี้ถึงจะต้องฝ่าฝนไปไหน ๆ ก็ยังแต่งแต้มสีสันให้ชีวิตอยู่บ้าง

ตอนนี้นี่ได้แต่กางร่มข้ามสะพานลอยหน้าหมู่บ้าน

แอบคิดถึงเวลาเก่า ๆ (ที่ไม่มีวันกลับมาแล้ว) ที่ยังมีละอองฝนพัดผ่านมาเวลาเรียน จำได้เวลาฝนตกที่สาธิตเกษตรที่ลมพัดหน้าต่างปิดดังจนตกใจอยู่บ่อย ๆ ที่เตรียมฯ ก็ยังนึกถึงแต่ละวันที่ต้องกางร่มเดินหลบแอ่งน้ำอยู่

ยิ่งเมื่อวานนี้ ฝนตกเกือบทั้งวัน โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลย

เฮ้อ...

11 September 2006

September 11

Another day past, another date to mark these times of conflict... These conflicts of misunderstanding...

9 September 2006

เทพนิยำ

ก็ไปดูมาแล้วล่ะ ที่จริงไม่ได้มีอะไรหรอก แต่จะบอกว่า ตลกสูจิบัตรน่ะ... มีการต้องประจานด้วยซะงั้น

7 September 2006

Imagine

Imagine - John Lennon

Imagine there's no heaven;
It's easy if you try.
No hell below us;
Above us, only sky.
Imagine all the people
Living for today.

Imagine there's no countries;
It isn't hard to do.
Nothing to kill or die for,
And no religion too.
Imagine all the people
Living life in peace.

You may say I'm a dreamer,
But I'm not the only one.
I hope someday you'll join us,
And the world will be as one.

Imagine no possessions;
I wonder if you can.
No need for greed or hunger;
A brotherhood of man.
Imagine all the people
Sharing all the world.

You may say I'm a dreamer,
But I'm not the only one.
I hope someday you'll join us,
And the world will live as one.

ทีแรกนึกถึงอยู่ว่ามีเรื่องที่อยากจะเขียนพอควร แต่นึกดูแล้วคิดว่าเพลงนี้ก็ค่อนข้างสื่อสิ่งที่คิดอยู่ได้เกือบทั้งหมดทีเดียว

21 August 2006

Memory

Midnight,
Not a sound from the pavement,
Has the moon lost her memory;
She is smiling alone.
In the lamplight
The withered leaves collect at my feet.
And the wind begins to moan.

Memory,
All alone in the moonlight,
I can dream of the old days;
Life was beautiful then.
I remember
The time I knew what happiness was.
Let the memory live again.

Every street lamp seems to beat
A fatalistic warning.
Someone mutters and the street lamp gutters,
And soon it will be morning.

Daylight,
I must wait for the sunrise,
I must think of a new life;
And I mustn't give in.
When the dawn comes
Tonight will be a memory too.
And a new day will begin.

Burnt out ends of smoky days,
The stale cold smell of morning;
A street lamp dies, another night is over,
Another day is dawning.

Touch me,
It is so easy to leave me,
All alone with the memory
Of my days in the sun.
If you touch me,
You'll understand what happiness is.

Look, a new day has begun...

6 August 2006

Calendar updated

โอ้ย... ไอ้นี่พอเปลี่ยนเป็น Windows Live Spaces แล้วทำไมมัน
  • ช้าลง
  • เปิดใน Firefox แล้วเน่ามากขึ้น
  • สีเปลี่ยน
  • จะเปลี่ยน theme แล้วก็เน่าอีก
  • Bandwith ไม่ค่อยจะพอ
  • Etc.
เอาเถอะ อย่างน้อย Calendar ก็ไม่ว่างแล้วนะ...

12 June 2006

Limited edition: โรคประจำบล็อค

พอดีลง WMP 11 แล้วค้น ๆ เจอไฟล์ที่ copy จากแป้งไว้นานแล้ว ก็เลยเอา mv มาลงหน้าหนึ่งเป็น limited edition สักพักนึงแล้วกันนะครับ เผื่อจะเบื่อ ๆ space ว่าง ๆ ไม่ได้ update กัน

(Video ©2005 Amornluk Krasaelap)

related: โรคประจำบล็อค - g0nkpai

17 April 2006

กลับมาแล้ว...

กลับมาเย็นวันที่ 15...

มีเรื่องที่อยากเขียนคั่งค้างหลายเรื่อง แต่ก็ยังขี้เกียจอยู่...

(สักเรื่อง: มีใครรู้สึกว่ากระทรวงศึกษาฯ ชักจะเหมือนส้วมสาธารณะมากขึ้นเรื่อย ๆ บ้างหรือเปล่า)

3 April 2006

Away...

จะไม่อยู่ในราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 15 เมษายนนะครับ

ถ้าจะติดต่อเรื่องงานกาชาด ถามน้องปลั๊ก ทรงฉัตร จันทร์ประเสริฐ นะครับ ส่วนงานวันอานันทหรืองานอื่นของฝ่ายวิชาการช่วยฝากกับพี่พีท พลภัทร สิโรดม นะครับ หรืออาจจะลอง email มาหาก็ได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะติดต่อกันได้นะครับ

ขอบคุณครับ

18 March 2006

So... surreal...

ปิดเทอมมาสัปดาห์หนึ่งแล้ว...

ที่ผ่านมาไปคณะทุกวันเลย... ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าอะไรนักหรอก... จริง ๆ มันรู้สึกเหมือนฝัน ๆ ยังไงไม่รู้... คงเป็นความรู้สึกทำนองเดียวกับช่วงแรก ๆ ทุกปีแหละมั้ง

แต่ก็น่าคิดถึงปิดเทอมตอน ม.2 - ม.3 เฮ้อ...

วันที่ 10-12 ไปสัมมนา สพจ... นึก ๆ ดู เวลาไปไหนกับเพื่อน ๆ มันก็เป็นอีก feel แปลก ๆ ที่ไม่ค่อยได้เจอเท่าไร (ก็คนติดบ้านซะอย่างนี้นี่นา...)

แต่โลกนี้ก็ช่างโหดร้าย...
แค่ขอแช่เวลาไว้ตรงนี้นาน ๆ หน่อยไม่ได้เชียวหรือ...

9 February 2006

There's so much that we share; even more that we don't.

It's a small world, but a very divided one at that.

A borderless world? Maybe after peace on earth.

Isn't it ironic that religion, the ultimate purpose of which being to help us live together, so consistently promotes intolerance?

What should we do about it? None that I see can be done. It's just this world we live in.

26 January 2006

จาตุรันต์... สู่สุคตินะเพื่อน

อาจจะไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีนัก

ตอนนี้เสียใจจริง ๆ ที่ไม่ได้ไปเยี่ยม

สารภาพว่าจำไม่ได้ว่าคุยด้วยครั้งสุดท้ายเมื่อไร

แต่ 4 ปีต่อเนื่องที่อยู่ห้องเดียวกัน... จะไม่ลืม

ขอให้ไปสู่สุคติเถิด...


จริง ๆ แล้ว ถึงจะไม่ได้คิดว่าเรื่องอย่างนี้จะไม่เกิด ก็คงไม่ได้คาดว่าวันนี้จะเป็นอย่างนี้...

ทำนองอย่างที่เคยพูดให้เพื่อนบางคนฟัง ว่าพอเพื่อน ๆ แยกย้ายกันไป ก็ไม่ค่อยจะได้เจอกันอีกเท่าไร จะมีก็งานแต่งงานกับงานศพนี่แหละ...

อย่างน้อยก็เป็นข้อเตือนใจให้ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท...

(ข้ามสะพานลอย)

8 January 2006

January 08 9:17 PM

กลายเป็นว่าถึงจะไม่ได้ไปสัมมนาฝ่ายนิสิตฯ ก็ลืมไปเลือกตั้งซะงั้น...

แต่อยากเล่าว่า...

วันนี้ glycolysis กับ Krebs cycle ที่แปะไว้ข้างฝาต่างร่วงลงมาเองอย่างลึกลับ

อะไรจะพอดีขนาดนั้น...

(ความจริงคือ glycolysis ร่วงตั้งแต่เมื่อวาน แล้ววันนี้ Krebs ก็ร่วงตาม แต่ประเด็นก็คงเดิมน่ะแหละ)

30 December 2005

December 30 1:49 PM

เห็นที่พูดถึงเวลาเรียน Ethics กันบ่อย ๆ เกี่ยวกับการปรับความเข้าใจของประชาชน...

อย่าว่าแต่ประชาชนเลย ดูรัฐมนตรีซะก่อนเถอะ...

ช่างน่าอนาถใจ...

26 December 2005

26 December: Lest we forget

Don't continue grieving every waking moment,
for life must go on.
Don't forget those who loved and were loved,
for in our memories they shall rest.
Don't pretend nothing happened that shattered our lives,
for lessons there are to be learnt.
Don't just let pass into history these events of 2004,
for they are a reminder of who we really are.

In rememberance of those who lost their lives in the 26 December 2004 tsunami, and those who reminded us that life is worth struggling for.

15 December 2005

อ๊ะ... (2)

"You are currently using 13.2 MB of your 250 MB of available storage."

ว้าว ๆ ได้แล้ว ๆ รอแค่ครึ่งปีกว่าเอง...

(นี่แล้วจะเปลี่ยนที่อยู่กลับได้หรือเปล่าเนี่ย?)

14 December 2005

December 14 6:17 PM

บางทีมีเรื่องที่อยากจะบ่นลง blog ตรงนี้จริง ๆ... แต่ก็ทำไม่ได้...

ที่ทำไม่ได้ไม่ใช่เพราะอะไร... เพราะกลัวจะกระทบคนอ่าน

ก็เป็นงั้นไป...

3 December 2005

Evidence-based thinking | Plagiarism

เมื่อวานนี้ตอนต้นชั่วโมง Ethics อาจารย์สมเกียรติมาพูดเกี่ยวกับการนำเสนองาน มีส่วนหนึ่งที่พูดถึงการเป็น evidence-based

ที่จริง evidence-based medicine ผมเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจะปลูกฝังให้นิสิตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะกว่าที่จะได้เรียนเอาตอนปีสามมันค่อนข้างสายที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติและกระบวนการคิด ความจริงที่อาจารย์สมเกียรติพูดมาแล้ว 2-3 ครั้งผมยังคิดว่าไม่ได้นำเสนอในมุมมองที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญเพียงพอ และอาจยังไม่เข้าถึงนิสิตได้จริง ๆ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็อย่างเรื่องน้ำดื่ม reverse osmosis นั่นแหละครับ...


แต่เรื่องที่อยากจะพูดถึงมานานแล้วเหมือนกัน ที่อาจารย์พูดถึงนิดหนึ่ง คือ plagiarism

pla·gia·rize
v. pla·gia·rized, pla·gia·riz·ing, pla·gia·riz·es
v. tr.
  1. To use and pass off (the ideas or writings of another) as one's own.
  2. To appropriate for use as one's own passages or ideas from (another).
v. intr.
To put forth as original to oneself the ideas or words of another.
Source: The American Heritage® Dictionary of the English Language, Fourth Edition
Copyright © 2000 by Houghton Mifflin Company.
Published by Houghton Mifflin Company. All rights reserved.

- Provided by Reference.com

ประเด็นที่อาจารย์พูดถึงเรื่องนี้จริง ๆ ก็มีอยู่ไม่มาก (คือตรงที่ว่าเวลาที่หาข้อมูลมาแล้วต้องสรุปความเรียบเรียงให้เหมาะสม ไม่ใช่ copy มาทั้งดุ้นโดยบางทีก็ยังไม่ได้อ่าน) แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามความสำคัญไปมากในสังคมการศึกษาของเราในปัจจุบัน

เวลาที่ทำงานร่วมกับเพื่อน ๆ บางครั้งผมเองก็ค่อนข้างอึดอัดใจที่เพื่อนทำงานโดย copy มาจากแหล่งบนอินเทอร์เน็ตทั้งดุ้นแบบที่อยากจะหา reference แล้ว Google หาเอาได้เลยว่ามาจากที่ไหน ผมคงว่าเพื่อนที่ทำแบบนั้นไม่ได้ แต่คงต้องโทษระบบการศึกษาและลักษณะสังคมของเราที่ไม่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาเท่าที่ควร และไม่ได้สอนให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของการทำงานเช่นนี้ (เวลาทำรายงาน เราพยายามที่จะรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งแล้วทำความเข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วเรียบเรียงด้วยถ้อยคำของเราเอง หรือ copy ข้อมูลมาแปะให้รายงานหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้มากกว่ากัน?)

ผมก็เคยทำแบบข้อต้นบ่อย ๆ แต่พอได้อ่านบทความโดย Paul D. Rosevear ถึงเริ่มตระหนักได้ว่านิสัยการทำงานอย่างที่เราทำกันบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเพื่อทำให้งานนั้นเสร็จ ๆ ไปหรือเพราะไม่รู้ว่าวิธีที่เหมาะสมเป็นอย่างไร เป็นเพียงสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาจากความผิดพลาดของระบบการศึกษาที่มองข้ามแก่นของกระบวนการเรียนรู้ตรงนี้ไป

อย่างไรก็ตาม เฉพาะตัวเอง ถ้ารู้แล้ว เราคงไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต่อ เพียงเพราะมันง่ายกว่า... ใช่ไหม?







- From For Better or for Worse by Lynn Johnston.

1 December 2005

World AIDS Day 2005: Stop AIDS. Keep the Promise.

Today is World AIDS Day.

With calls to keep the promise, maybe it was time we asked ourselves...

"When was the last time we knew we cared?"

Once a year, we don red ribbons and talk of the actions we need to take.

But why then, 364 days a year, do we so easily seem to forget?

We talk about acceptance, we talk about sympathy.

But why then, do we shun AIDS sufferers every day in our lives?

Where's the promise?



We can make a difference.


Support World AIDS Day

3 November 2005

ชีท Dr/Soc...

หายไปนานแล้วนะ... ไม่เห็นจะโผล่กลับมาสักที

สงสัยจะหายจริง ๆ ซะแล้ว...

(แต่มันหายไปไหนได้ไงเนี่ย)

21 October 2005

October 21 8:18 PM

คือ... ไม่มี quote หรือ conversation of the day แล้วแต่อันนี้อยากลงจริง ๆ... ก็เลยลงเป็น post อันนึงเลยละกัน

(เผยแพร่โดยมิได้รับอนุญาต)
Paul_012 says:
กลับมาแล้วรึ
: ขอจดหน่อย G D Em Bm7 C Bm7 Am D says:
yup
Paul_012 says:
เปงไง
: ขอจดหน่อย G D Em Bm7 C Bm7 Am D says:
เมาค้าง
Paul_012 says:
...

Corpse Bride - คอร์ป ไบร์ด?

ก่อนที่จะอ่าน blog post นี้ กรุณาตอบคำถามต่อไปนี้ก่อน

  1. คุณรู้สึกว่าการสะกดชื่อ "คอร์ป ไบร์ด" มีอะไรผิดปกติไหม
  2. คุณไม่เคยใช้คำอย่าง "มั๊ย" "คลิ๊ก" หรือ"ลิ๊งค์" ใช่หรือเปล่า
  3. คุณหงุดหงิดบ้างไหมเวลาที่เห็นคนสะกดคำแบบแหวกแนว เช่น "นู๋"
  4. คำว่า "ฉันท์มิตร" สะกดผิดหรือเปล่า

ให้คะแนนข้อที่ตอบว่า yes โดยคะแนนเท่ากับเลขข้อ ถ้าคะแนนคุณน้อยมาก กรุณาตัดสินใจว่าจะอ่านต่อหรือเปล่า หรืออย่างน้อยก็ทำใจก่อนว่าอาจโดนกระทบบ้าง


เมื่อวันก่อนผมไปเห็นบอร์ด promotional โฆษณาภาพยนตร์เรื่อง Tim Burton's Corpse Bride ที่สถานีรถไฟฟ้า เห็นแล้วก็ยิ่งเศร้าใจว่าภาษาไทยของเราคงจะถึงกาลวิบัติเอาเข้าแล้วจริง ๆ

ถ้าคุณได้ 0 คะแนนข้างต้น ลองดูเปรียบเทียบกับคำที่คุ้นเคย ถ้ากีฬากอล์ฟ จะสะกดว่า "กอลฟ์" มันดูแปลก ๆ หรือเปล่า

คำว่า corpse จะไม่รู้ว่าจะสะกดเป็นภาษาไทยยังไงนี่ก็คงไม่ว่าอะไรกัน เพราะจริง ๆ แล้วภาษาไทยไม่สามารถออกเสียงสะกดที่มี 2 หรือ 3 เสียงอย่างนี้ได้ แต่ bride --> ไบร์ด นี่จะถ้าอ่านตามที่สะกดคงต้องอ่านว่า ไบ-ดะ เพราะ ร การันต์ ต้องไม่ออกเสียง ส่วนสระ ไ- ก็เป็นสระเกินที่มีตัวสะกดไม่ได้อยู่แล้ว

[In case it wasn't obvious to you] เป็นผมผมจะสะกดว่า "บรายด์" หรือ "ไบรด์" เพราะถึงในภาษาอังกฤษ dipththong แบบนี้จะมีเสียงสะกดอีกได้ แต่ในภาษาไทยเสียงเหล่านี้ถือว่ามีเสียงสะกดเป็นแม่เกย (หรือแม่เกอว ในกรณีอื่น) แล้ว จึงต้องใช้ไม้ทัณฑฆาตกำกับ ด เพื่อแสดงให้เห็นว่าใส่เอาไว้เพื่อให้รู้รากศัพท์ในภาษาเดิมเฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้วในภาษาไทยจะออกเสียงได้แค่ บฺราย หรือ ไบฺร (พินทุที่จุดไว้ข้างใต้แปลว่าออกเสียงควบกล้ำ)

เผอิญกรณีนี้มันน่าอนาถใจมากเสียจนทนไม่ได้ แต่เรื่องน่าสลดใจจริง ๆ ที่มีให้เห็นทุกวี่ทุกวันก็คือการที่ดูเหมือนว่าคนจำนวนมากสมัยนี้จะไม่รู้จักไตรยางศ์เสียแล้ว (ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่เรียนมาตั้งแต่ก่อน ป.1) ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านอยู่คงจะทราบว่า กจฎฏดตบปอ เป็นอักษรกลาง ขฃฉฐถผฝศษสห เป็นอักษรสูง ส่วน คฅฆงชซฌญฑฒณทนพฟยมรลวฬฮ เป็นอักษรต่ำ และผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่อ่านอยู่ก็คงจำได้อย่างน้อยก็คลับคล้ายคลับคลาว่าอักษรกลางผันวรรณยุกต์ได้ครบห้าเสียง ส่วนอักษรสูงกับอักษรต่ำผันได้ไม่ครบโดยอักษรสูงผันเสียงเอก โท จัตวา ได้ ส่วนอักษรต่ำผันเสียงสามัญ โท ตรี ได้ โดยใช้รูปวรรณยุกต์เอก โท (ไม่มี) และ (ไม่มี) เอก โท ตามลำดับ นี่ยังไม่ไม่คำนึงถึงแนวคิดที่ซับซ้อนขึ้นเช่นคำเป็นคำตาย

จริง ๆ แล้วผมไม่เชื่อหรอกครับว่าการใช้วรรณยุกต์ผิด ๆ ที่ผมเห็นทั่วไปจะเกิดจากความไม่ทราบ หรือลืม ในสิ่งที่เรียนรู้มาตั้งแต่ก่อน ป.1 จริง ๆ ไม่เช่นนั้นทำไมเพื่อนผมบางคนถึงจะยังพิมพ์คำว่า "ไม๊" หรือ "มั๊ย" ซ้ำแล้วซ้ำอีกแม้ว่าผมจะแกล้งว่าจนไม่มีทางที่เขาจะจำไม่ได้ ผมว่าตรงนี้หลายคนก็มีหลายเหตุผลแตกต่างกันไป ไม่ว่าอาจจะเพื่อแสดงความเป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ เพื่อแสดงตนต่อต้านสังคม หรือเพื่อพยายามเรียกร้องความสนใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ในกรณีเหล่านี้ถ้าทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสารต่างก็รู้ดีว่าการใช้ภาษาดังกล่าวไม่ถูกต้อง และยอมรับไม่ได้ในกาลเทศะอื่น ผมก็ไม่เห็นว่าจะเกิดผลเสียอะไรมากมายตามมา (ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการใช้ภาษาดังกล่าวเลยก็ตาม) ยกเว้นเสียแต่ว่าถ้าคนอื่นที่ไม่รู้ประสีประสาเข้ามาอ่านแล้วก็ทึกทักเอาว่าเป็นการใช้งานที่ยอมรับได้ทั่วไป หรือถ้าการใช้เหล่านั้นแพร่หลายระบาดมากเสียจนควบคุมไม่อยู่ และทำให้เส้นที่แบ่งระหว่างการใช้งานที่ถูกต้องกับการใช้งานที่ไม่อาจยอมรับได้ในหลายกรณีต้องเลือนไป

แต่ที่ผมคิดว่าเป็นภัยมากกว่าคือเวลาที่การใช้งานผิด ๆ เหล่านี้ปรากฏออกมาในสื่อที่เผยแพร่สู่สังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อร้านค้า โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ป้ายยักษ์ริมทางด่วน ปกนิตยสาร คู่มือประกอบการใช้งานสินค้า หรือเว็บเพจที่มีคนเข้าจำนวนมาก สื่อเหล่านี้นอกจากจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์แล้ว (ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารที่ชื่อ "โฮ่งโก่วฟู๋" เป็นอันขาด และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สินค้าที่มีการโฆษณาแบบอัปลักษณ์ในทำนองเดียวกัน) แต่ด้วยปริมาณที่ออกสู่สายตาคนในสังคมอย่างล้นหลาม สื่อเหล่านี้ยังจะทำให้ความเข้าใจถึงการใช้ภาษาที่เหมาะสมของคนในสังคมต้องผิดไปได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง และนี่เอง เป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดความวิบัติแห่งภาษาของเรา

ผมไม่ได้กำลังกล่าวว่าผมเป็นคนเดียวที่ใช้ภาษาได้ถูกต้อง ขณะที่มองเห็นคนโง่ ๆ ทั้งหลายในโลกกำลังทำให้ภาษาของเราพังไป ผมเชื่อว่าในบทความที่ผ่านมาผมได้ทำให้เกิดความวิบัติของภาษาไปแล้วไม่น้อยกว่าสิบวิธี ไม่เฉพาะแค่การใช้สำนวนภาษาที่ซ้ำซ้อน วกวน เยิ่นเย้อ ปนภาษาต่างประเทศ หรือเป็นสำนวนที่ปกติไม่ควรใช้ในภาษาไทย

ผมเข้าใจและยอมรับว่าภาษาที่มีการใช้งานย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ผมจะขออ้างถึงข้อความจากหนังสือเรียน "วรรณลักษณ์วิจารณ์ เล่ม ๑" โดยกรมวิชาการ ที่กล่าวว่า

การเปลี่ยนแปลงของภาษาดังที่กล่าวมานี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่จะต้องเกิดแก่ภาษาทุกภาษา แต่ผู้ใช้ภาษาก็ไม่ควรปล่อยให้ภาษาเปลี่ยนแปลงไปจนก่อให้เกิดผลเสียแก่การสื่อสาร เช่น ปล่อยให้เสียง หรือเสียงควบกล้ำหายไป คำที่มีเสียง ก็ออกเสียงเป็น เช่น คำ รัก ออกเสียง ลัก คำที่มีเสียงควบกล้ำ ก็ไม่ออกเสียงควบกล้ำ เช่น ปลา ออกเสียง ปา ผู้พูดและผู้ฟังก็จะเข้าใจไม่ตรงกัน สื่อสารกันไม่ได้ผล

ผมไม่ปฏิเสธว่าลักษณะของภาษาหลายประการนับวันดูจะเป็นสิ่งที่สร้างความยุ่งยากมากขึ้นและมีประโยชน์ลดลงเรื่อย ๆ ผมไม่คิดว่าในอนาคตอันไกลจะยังมีคนบ่นเรื่องการใช้วรรณยุกต์กับไตรยางศ์ไม่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงของภาษาต้องเกิดจากการใช้งาน ไม่ใช่การวางแผนหรือควบคุม (ลองนึกถึงสมัยจอมพล ป.) แต่ผมเชื่อว่าลักษณะของภาษาหลายประการที่ในปัจจุบันดูไม่มีประโยชน์ที่จะรักษาไว้หรือระมัดระวังในการใช้งาน ยังมีเหตุผลที่จะต้องมีอยู่ และใช้ให้ถูกต้อง

เพราะ ในวันนี้ คุณคงไม่อ่านคำว่า "บรายด์" เป็น ไบ-ดะ ใช่ไหมครับ


(เฉลยคำถามต้นเรื่อง เผื่อใครยังสงสัยอยู่: ควรจะสะกดว่า ไบรด์ หรือ บรายด์; การใช้วรรณยุกต์ควรจะเป็น มั้ย คลิก ลิ้งค์; ที่ถูกต้องคือ หนู; ที่ถูกต้องคือ ฉันมิตร)

17 October 2005

The world is not monochrome.

วันนี้นั่งแท็กซี่กลับบ้าน คนขับฟังรายการของสมัครที่คลื่น 94 MHz ฟังแล้วก็น่าสะกิดใจว่าคนจำนวนมากยังมีโลกทัศน์แบบเก่าอนุรักษ์นิยมอยู่... หรือที่จริงอาจจะเพราะเป็นรายการสมัคร ก็เลยดึงดูดผู้ชมที่มีแนวทางมองโลก monochrome แบบ ว.บุช เป็นพิเศษ แต่ดูแล้วก็น่าสงสัยว่าทั้ง ๆ ที่โลก (โดยเฉพาะในศตวรรษนี้จะเห็นได้ชัดเป็นพิเศษ) มันไม่ได้มี 32 ล้านสี แต่เป็น analogue คือ infinite ทำไมคนเราถึงชอบจำกัดกรอบความคิดและมุมมองของตัวเองอยู่ในเรื่องแคบ ๆ กันเสียจริง...

The New Resolve

เคยได้ยินมาว่าเวลาคนเราตั้ง resolution แล้วบอกคนอื่น จะรักษาได้มากกว่า

ยังไงปีใหม่ก็อีกไกล วันนี้จะขอตั้ง resolution ที่จะพัฒนาชีวิตตัวเองเสียตั้งแต่บัดนี้
  1. คอมพิวเตอร์นี่มันดูดชีวิตเราไปเยอะเกินแล้ว ต่อไปนี้เลิกนั่งไม่ทำอะไรหน้าคอมโดยเปล่าประโยชน์เสียที เวลาเล่นเกม เอาให้พอประมาณ รู้ว่าเล่นเยอะจนหาย entertain แล้วก็เลิกเสีย จะเปลืองเวลาในชีวิต
  2. เวลารู้ว่า มีงานต้องทำก็อย่าดองเอาไว้จนเกินงาม ผัดวันประกันพรุ่งแบบทำอย่างอื่นที่อยากก่อนยังไม่เท่าไร แต่ผัดไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรนี่แย่หนักแล้ว
  3. Circadian Reset: ไม่ให้ตื่นหลังหกโมงเช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว
  4. ***เวลาตั้งใจจะทำอะไร ขอให้ทำให้ถึงที่สุด อย่าจับจด***
หมายเหตุ: ที่จริงตอนแรกที่ post อันนี้คือกะจะบ่น แต่พอดู archive ย้อนไปนี่เห็นบ่นอะไรเยอะแยะก็ไม่เห็นเคยได้อะไรขึ้นมา... แบบนี้ท่าจะดีกว่า

ป.ล. เหรียญ 2 บาท? ธนบัตรร้อยบาทแบบใหม่? ไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อนเลย?

สิ่งเดียวในโลกที่ยุติธรรม?

อันนี้เคยพูดให้หลายคนฟังแล้วเหมือนกัน...

เคยได้ยินใช่ไหมครับ ที่ว่าในโลกนี้หายาก ที่จะมีอะไรที่ยุติธรรม แต่มีอย่างนึงที่ทุกคนได้เท่าเทียมกันแน่นอน คือเวลา ที่ทุกคนต่างก็มีวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน...

ลองไปถามไอน์สไตน์ดูสิครับ อาจจะได้คำตอบว่า 24 ชั่วโมงที่ว่าของแต่ละคนนั้นมันไม่ได้เท่ากันเลยสักนิด



โลกไม่ใช่ตาชั่งสักหน่อย จะได้มีความยุติธรรมให้ได้

12 October 2005

ราศีที่แตกต่าง

เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าเวลาอ่านคอลัมน์ดวงดาวของท่าน กับ Your Horoscope วันเกิดของเราทำไมถึงอยู่คนละราศีกัน? วันนี้ผมได้พบคำตอบโดยบังเอิญแล้วครับ Quote
http://www.anu.edu.au/asianstudies/thai_time.html A technical problem arises with the terms ‘siderial’ and ‘tropical’ in (5.1) due to the precession of the equinoxes. The equinoxes are points on the ecliptic where the sun is located when day and night are exactly equal in length. The Spring or Vernal Equinox has been widely taken to be the starting point of the solar year. As Hipparchus (c. 150 BC) and other astronomers of antiquity realised, the equinoxes gradually slip backwards through the zodiac at the rate of about one constellation in two thousand years (50.3 seconds or arc per year). In terms of reconciling this fact with the establishment of zodiacal constellations, there are two possibilities for practical time-keeping purposes: (i) ignore the precession of the equinoxes and continue to note when the sun enters a particular star group; (ii) ignore the actual stars where the sun is located and instead continually redefine the sign relative to the shifting Vernal Equinox. Thus "Aries" can either mean either (i) the group of stars traditionally seen as the figure of a ram—the actual star group— or (ii) the 30-degree region of the ecliptic immediately following the Vernal Equinox—wherever that may fall. After adopting the Western (or Babylonian) zodiac, the Hindu astrologers opted for (i), while the Western astrologers opted for (ii). For India, this effectively stabilised the definition of the Greco-Hindu zodiac for a Vernal Equinox value of about 400 AD (near alpha Arietis), while the Western zodiac has continued to slip backwards, and is presently on the Pices-Aquarius line, in terms of actual stars. Incidentally, this difference can be interpreted as evidence for about 400 AD as the period when the 12-constellation zodiac came into widespread usage in India.
โดยสรุปก็คือว่า เนื่องจากแกนของโลกมีการหมุนอย่างช้า ๆ (สาเหตุที่ทำให้ดาวเหนือเปลี่ยนดวง) วันวสันตวิษุวัต (vernal equinox วัน ที่กลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ) ซึ่งสมัยก่อนนับเป็นวันขึ้นต้นปีใหม่ ก็เลยขยับถอยไปเรื่อย ๆ ทีนี้ก็มีคำถามว่าการนับปี ราศี จะยึดดาวหรือยึดวันเป็นหลัก ปรากฏว่าทางตะวันตกใช้ยึดวันวิษุวัตเป็นหลัก (โดยแบ่งราศีละ 30 องศานับจาก equinox) ขณะที่ทางฮินดูยึดการโคจรของดวงอาทิตย์ผ่านกลุ่มดาว ราศีของตะวันตกก็เลยขยับถอยมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเลยตามหลังราศีของไทยอยู่ 23 วัน เป็นสาเหตุที่ สมมุติคนเกิดวันที่ 12 เม.ย. ดวงดาวของท่านก็จะตกอยู่ในราศีมีน เพราะดวงอาทิตย์โคจรผ่านกลุ่มดาวปลา แต่ถ้าดู Your Horoscope ก็จะเป็น Aries เพราะดวงอาทิตย์อยู่ในสามสิบองศาแรกหลังวันวิษุวัต ซึ่งเมื่อเกือบสองพันปีที่แล้วจะอยู่ในกลุ่มดาวแกะ ทีนี้ดวงอันไหนจะทำนายแม่นกว่ากันล่ะเนี่ย?

11 October 2005

17.5 cm

ใครบอกว่าใช้ไมโครมิเตอร์หรือเวอร์เนียร์แคลิปเปอร์วัดความหนากระดาษ...

(รวม text ด้วยนี่ขาดครึ่งเมตรไป 2 cm)

8 October 2005

Some things need to be illustrated

ไว้มีอารมณ์แล้วจะมาใส่คำบรรยาย