26 June 2008

ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์...

...คือสามสิ่งที่ส่งเสริมความแตกแยกของคนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

พูดถึงความแตกแยก ผมว่ามันเป็นธรรมชาติพื้นฐานอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์ครับ

สิ่งมีชีวิตเราวิวัฒนาการมาบนหลัก survival of the fittest อย่างไร ก็ยังเห็นเงาสะท้อนของหลักที่ว่าแทรกซึมอยู่ภายใต้ความเป็นไปต่าง ๆ ของเราในปัจจุบันได้อย่างนั้น

ถึงแม้ว่าในกระบวนการสรรค์สร้างวัฒนธรรม มนุษย์จะได้พัฒนารูปแบบของสังคมเพื่อจำกัดผลกระทบของความแตกแยกไว้บ้าง ความแตกแยกเองก็ยังเป็น [defining element] หนึ่งที่แทรกอยู่ในทุกระดับของสังคม

การเมืองเอง มีวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อกดความแตกแยกในสังคมเอาไว้ ให้อยู่ในระดับต่ำพอที่จะให้สังคมดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และพัฒนาโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้* แต่นั่นก็หมายความว่าความแตกแยกยังเป็นองค์ประกอบหลักที่ถูกกดเอาไว้อยู่ในหัวใจของการเมืองนั่นเอง

ประชาธิปไตยซึ่งอาศัยการเลือกตั้ง เป็นระบบที่สะท้อนความแตกแยกที่อยู่ในหัวใจของการเมืองได้อย่างชัดเจน... ยกตัวอย่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ: ในระดับสูงสุดแล้ว การเมืองกำหนดกติกาไว้ว่าใครที่ชนะการเลือกตั้งจะได้เป็นผู้นำประเทศ ซึ่งทุกคนในประเทศต้องยอมรับ แต่ภายใต้นั้นก็คือความแตกแยกระหว่าง Democrats และ Republicans ซึ่งตบตีกันได้ตลอดปีตลอดกาล ถ้าย้อนลึกลงไปถึงการเลือกผู้แทนพรรคฯ ก็เห็นว่าในพรรคเดียวกันเอง ก็ยังตบตีกันเลือดสาดไม่น้อยกว่าในระดับประเทศ และก็เป็นเช่นนี้ย้อนลงไปถึงหน่วยย่อยที่สุดของสังคม

ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าการเลือกตั้งทำให้เกิดความแตกแยก อย่างที่สภาวการณ์ชวนให้เข้าใจ เพียงแต่มันเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความแตกแยกที่ซ่อนอยู่ภายในเท่านั้นเอง ก็นับได้ว่าเป็นเรื่อง [ironic] ไม่น้อย เพราะการเมืองนั่นแหละ ที่กดความแตกแยกนั้นเอาไว้ไม่ให้เห็นตั้งแต่แรก

ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ก็เป็นหัวใจหลักของการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร เพราะมันทำหน้าที่เป็นกรอบกำหนดขอบเขตของความสามัคคี ที่การเมืองจะต้องสร้างขึ้นมา เราจึงมักเห็น ได้ยิน และถูกส่งเสริมให้เชื่อในสังคมที่มีความปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในกรอบของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นี้

หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่ง ว่าชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องกำหนดขอบเขตของความแตกแยก ที่จะ [project] ออกไปยังสังคมอื่นนอกเหนือจากของตน

จึงไม่น่าแปลกใจว่าชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นี่เอง ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะบั่นทอนและบ่อนทำลายความรัก ความเข้าใจ และความสามัคคีที่แท้จริง ที่จะเกิดขึ้นได้บนโลกนี้ (ยังไม่นับว่าถ้ามีชีวิตนอกโลกอีก เรื่องราวอาจจะซับซ้อนยิ่งขึ้น)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำจำกัดความคำ สามัคคี ไว้ว่า

สามัคคี น. ความพร้อมเพรียงกัน, ความปรองดองกัน. ว. ที่พร้อมเพรียงกันทำ, ที่ร่วมมือร่วมใจกันทำ, เช่น กฐินสามัคคี ผ้าป่าสามัคคี. (ป.; ส. สามคฺรี)

สังเกตนะครับ ว่าไม่มีอะไรที่พูดถึงการเกลียดคนอื่นเลยสักนิด

ความสามัคคีที่เราถูกปลูกฝัง ถูกโฆษณาชวนเชื่อกันมา ที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ รังแต่จะเป็นความสามัคคีจอมปลอมที่อ้างขึ้นเพื่อให้ร่วมกันเกลียดคนอื่น ให้ร่วมกันสู้รบกับศัตรู โดยที่มิได้คำนึงถึงความสามัคคีที่แท้จริง ที่จะช่วยให้เราสามารถสรรค์สร้างความเจริญของสังคมมนุษย์ร่วมกันโดยพร้อมเพรียงและปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นใครที่ไหน เชื้อชาติหรือศาสนาอะไร

มนุษย์เราเดินทางออกห่างจากพื้นฐานเดิมของธรรมชาติมากขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังพยายามต่อสู้กับศัตรูต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอก โดยไม่เห็นถึงศัตรูที่แท้จริงที่อยู่ภายใน...

เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมาพูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ได้เสียที

See also: Imagine


*ทีแรกอยากจะพูดถึง enthalpy ของสังคม แต่ความรู้ thermodynamics อันน้อยนิดมันหายไปไหนหมดแล้วไม่ทราบได้

3 June 2008

โลกร้อน: อย่าดีแต่ปาก สักแต่ว่าพูด

เมื่อปีที่แล้วผมเคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ [awareness] เรื่องภาวะโลกร้อนในประเทศไทยไว้นิดนึง... เอาเข้า ถึงตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าดูภาวการณ์น่าเป็นห่วงจริง ๆ

เพราะไม่ว่าทั้งภาครัฐหรือเอกชน ต่างฝ่ายก็ยังไม่เห็นมีใครทำอะไรที่ดูจะพอจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันในอนาคตอันใกล้นี้เลย (หรือผมไม่เห็นเอง?) วัน ๆ เดี๋ยวนี้เห็นมีแต่จะเอาเรื่องภาวะโลกร้อนไปเป็นเครื่องมือหากิน บ้างยังพยายามทำเป็นรณรงค์โน่นนิดนี่หน่อย บ้างก็ทำโลกร้อนเองเสียดื้อ ๆ ด้วยซ้ำ

ความรู้ความเข้าใจของประชาชน และความตระหนักในปัญหา มันไม่ได้สร้างกันง่าย ๆ

เพราะตอนนี้ผมมีเหตุให้ต้องสงสัยอยู่มากทีเดียว ว่าคนที่เข้าใจถึงสาเหตุของภาวะโลกร้อนในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีมากกว่าคนที่กำลังแตกตื่นกันอยู่เรื่องวันที่จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมโลกเท่าไรเชียว

ไว้มีเวลาจะมาขยายความแล้วกัน ระหว่างนี้ก็ขอให้คลิกไปอ่านบทความจากจดหมายข่าวกรีนพีซ เดือนกันยายน-ธันวาคม 2550 เรื่อง กรีนพีซปลื้มคนไทยสนใจโลกร้อน เตือนอย่าเห็นเป็น "แฟชั่น" ฮิตแล้วเลิก: แนะต้องเฝ้าจับตานโยบายรัฐ-เร่งปฏิบัติจริงจัง ไปพลาง ๆ ก่อนนะครับ


ป.ล. ผมยังไม่แนะนำให้รีบหาทางซื้อรถที่รองรับน้ำมัน E85 นะครับ ไม่ทราบว่าเร็วแค่ไหนรัฐบาลจะเปลี่ยนนโยบายตามอำเภอใจอีก หรือนานแค่ไหนจะรู้ตัวกันว่าเอาที่นาไปปลูกอ้อยหมดจนไม่มีข้าวกินกันแล้ว

ป.ป.ล. เรื่องน้ำมันแพง มองในแง่หนึ่งก็ [ironic] ดีนะครับ ถือได้ว่าเป็นภาษี CO₂ ที่ไม่ได้ตั้งใจไปในตัว

24 May 2008

เริ่มต้นกับ RSS

ครับ... ครั้งนี้ก็จะมาตอบคำถามเพื่อน ๆ ทั้งหลายนะครับ ที่ว่า RSS คืออะไร ไอ้ไอคอนส้ม ๆ นี่มันแปลว่าไง จะ subscribe feed ยังไง...

ความจริงไม่มีใครสงสัยตามคำถามที่ว่ามาข้างต้นเลยสักคน

แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่มีคนอยากรู้อยู่ครับ ว่า "เราอยากจะติดตามอ่านบล็อกคุณพอเหมือนกันนะ แต่จะมาโพสท์เมื่อไรบ้างก็ไม่รู้ถี่บ้างห่างบ้าง ใครจะมาคอยนั่งเช็คได้ทุกวี่ทุกวัน (ทำไมไม่ใช้ Windows Live Spaces อย่างน้อยมันก็มีดาวเหลือง ๆ ขึ้นบอก)"

คำตอบก็คือ ใช้ web feeds ครับ

ความจริงถ้าผมขี้เกียจ ก็จะแค่ให้ลิงก์ไปบทความ Wikipedia เรื่อง web feed แล้วให้ไปอ่านเอาเอง แต่รู้อยู่ว่าท่านผู้อ่านที่จะได้ประโยชน์จากการตอบคำถามนี้คงไม่อยากตามไปอ่านหรือค้นเองต่อ ก็จะมาเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ครับ

ในตัวอย่างต่อไปนี้ จะใช้ Internet Explorer 7 เป็นตัวอย่างในการนำเสนอครับ ทั้งนี้นอกจาก IE7 จะมี [feature] ในการเป็น feed reader แล้ว ยังเป็น browser ที่มีการพัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า (IE6) อย่างมาก ไม่ว่าจะในเรื่องของความปลอดภัย ความสามารถต่าง ๆ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการให้การรองรับมาตรฐานเว็บที่ดีขึ้นจาก IE6 มาก (ถึงแม้จะยังตามหลัง web browsers ยี่ห้ออื่นอยู่) จึงอยากจะฝากไปยังท่านผู้อ่านที่ยังใช้ IE6 อยู่ว่า อย่างน้อยก็อัพเกรดเป็น IE7 เถอะครับ เพื่อความเป็นสุขของนักพัฒนาเว็บไซต์ทั่วโลก

ครับ ลองมาดูกัน...

ก็อย่างที่พูดถึงตอนต้นนะครับ ไอคอนสีส้ม ๆ ที่ว่านี่ก็เป็นสัญลักษณ์แสดงว่าเว็บเพจที่กำลังอ่านอยู่นั้นมี feed คือมีไฟล์ไฟล์นึงที่มันจะคอยอัพเดทเวลาที่มีการโพสท์อะไรใหม่เข้ามา ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำก็คือ subscribe to feed อันนั้นไว้ เพื่อที่โปรแกรมที่ใช้ subscribe (คือ feed reader หรือ aggregator) จะได้บอกเราเวลาที่มีการอัพเดทอะไรใหม่

ซึ่งคลิกดูแล้วมันก็จะบอกว่ามีไฟล์อยู่สองแบบ คือ RSS กับ Atom ก็จะไม่ขอพูดถึงรายละเอียดนะครับ (เพราะผมเองก็ไม่รู้เรื่อง) ที่บอกว่าเริ่มต้นกับ RSS ในหัวข้อโพสท์ก็แค่คิดว่าเป็นตัวย่อที่อาจจะเคยได้ยินกันแค่นั้นเอง

หรือถ้าใครหาไอคอนสีส้ม ๆ อันนั้นไม่เจอ ก็ลองหาลิงก์ดูที่ด้านล่าง (หรือที่ไหนสักแห่ง) ของหน้านั้นนะครับ (บางเว็บอาจจะมีตัวอักษร RSS หรือ XML บนพื้นสี่เหลี่ยมสีส้ม)

ครับ นี่ก็คือหน้าตาของ feed ตามที่เห็นใน IE7 ครับ จะเห็นว่ามันก็คือข้อความของบล็อกแต่ละเอ็นทรีเรียงต่อ ๆ กันให้เห็น

สิ่งที่เราจะทำก็คือ subscribe to this feed ครับ

ตั้งชื่อ กำหนดที่ไว้ได้ตามใจชอบ

ก็เป็นอันเรียบร้อยครับ คราวนี้เวลาเราเปิดดูเมนู subscribed feeds (Ctrl+J) ก็จะเห็นหัวข้อ feeds ทั้งหมดที่ subscribe ไว้ (พอดีเราเพิ่ง subscribe ไป feed เดียว)

เมื่อไรที่มีการอัพเดท หัวข้อ feed นั้นก็จะขึ้นเป็นตัวหนาครับ

เราก็คลิกเข้าไปอ่าน feed นั้นได้ตามที่ subscribe ไว้ ตรงนี้ก็จะเลือกได้ว่าจะเปิดดูเฉพาะที่อัพเดทใหม่ หรือเลือกดูทั้งหมด ฯลฯ และคลิกที่หัวข้อเพื่อไปดูตัวจริงเสียงจริงที่หน้าเว็บเพจนั้นได้ครับ

สำหรับ IE7 ก็แค่นี้เอง จบ!

ซึ่งนอกจาก IE7 ที่ยกตัวอย่างมาแล้ว ก็ยังมี feed reader ให้เลือกใช้บริการได้อีกมากมายครับ ทั้งที่เป็น client software เดี่ยว ๆ หรือที่เป็น web-based เช่น Bloglines หรือ Google Reader ซึ่งแต่ละโปรแกรมแต่ละยี่ห้อก็มีคุณสมบัติหลากหลายแตกต่างกันไป ก็เลือกใช้ได้ตามความพอใจครับ

ง่าย ๆ แค่นี้เอง เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น คราวหน้าห้ามอ้างแล้วนะครับ ว่าไม่รู้จักวิธี subscribe เพื่อให้ติดตามอ่าน blog ของเพื่อน ๆ ทั้งหลายแหล่ได้

19 May 2008

Post #200

ครับ...

ไหน ๆ ก็ไม่ได้โพสท์ฉลอง 3rd anniversary (ซึ่งก็เป็นไปตามที่แอบคาดไว้ใน 6 February 2008)... ยังไงวันนี้ลองมา [review] 200 posts ที่ผ่านมากันดูครับ...

Milestones

  • 2005-02-06: Placeholder... - โพสท์แรกของบล็อกนี้ (หรือจะเรียกให้เหมาะกว่านั้นน่าจะเป็นโพสท์จองชื่อบล็อกมากกว่า) ถึงตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าที่ว่า "ยังเลียนแบบ NuttyGM อยู่" นั้นหมายถึงว่าเลียนแบบเรื่องอะไรมาก่อนหน้านี้
  • 2005-03-08: #Start# - โพสท์เปิดบล็อกอย่างเป็นทางการ... ความจริงเหตุผลหนึ่งในการเริ่มเขียน blog นี้ คือด้วยคำแนะนำของแป้ง-อมรลักษณ์ ที่บอกให้ทำเพื่อเป็นที่ใส่ปฏิทินงานต่าง ๆ ให้เพื่อน ๆ ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้ ดังเช่นในเอ็นทรี This Month's Calendar - March 2005 (ซึ่งการทำปฏิทินนี่ก็ยึดเป็นงานปฏิบัติสืบมาพักใหญ่ (ถึงจะไม่มีใครดูก็ตาม) จนค่อย ๆ สลายหายไปราว ๆ กลางปี 2007)
  • 2005-03-08: Today's Log - 8/3/2005 - เอ็นทรีแรกในกลุ่ม daily logs (การจัดหมวดหมู่นี้เพิ่งมีขึ้นภายหลัง ช่วงย้ายกลับมา Blogger) สุทธิแล้วมี daily logs ทั้งหมด 60 อัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าช่วงที่ทำ daily logs นี้เป็นช่วงเดียวที่มีการโพสท์อย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ... แล้วก็นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ใกล้เคียง diary/บันทึกประจำวัน มากที่สุดที่เคยทำได้ตั้งแต่เกิดมา (ใกล้เคียงกว่า diary ความฝันตอน ม.4 ที่บันทึกได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เจ๊งไป) มองย้อนดูก็พอมีสาระอยู่บ้างบางอัน แล้วก็สะท้อนให้เห็นชีวิตปิดเทอมปีหนึ่งได้ดีไม่น้อยทีเดียว
  • 2005-03-09: สมบัติชาติ... กับโจรฝรั่ง? - เอ็นทรีแรกในกลุ่ม essays... นับถึงปัจจุบันมีบทความในกลุ่มนี้ 12 บทความ ซึ่ง essays นี่ก็นับได้ว่าเป็นกลุ่มบทความที่มีสาระมากที่สุดของบล็อกนี้ทีเดียว... มากเสียจนบางครั้งก็ดูเป็นการเหมาะที่จะแบ่ง essays (และ commentaries) ออกเป็นอีกบล็อกหนึ่ง เพื่อแยกภาคสาระไปนำเสนอให้ประชาชนทั่วไปได้ดีกว่า
  • 2005-04-14: The Symbol of the Medical Profession - เอ็นทรีภูมิใจนำเสนอ และหนึ่งในเอ็นทรีที่มีสาระที่สุดของบล็อกสมัยนั้น (ไม่ได้รับการจัดเข้ากลุ่ม essays เนื่องจากประเด็นไม่เครียดพอ)
  • 2005-05-11: Today's Log - 11/5/2005 - Daily log อันสุดท้าย นับเป็นการเริ่มต้นการสิ้นสุดยุคแรกของบล็อกนี้
  • 2005-05-26: Moving...! และ Moving...! (เอ็นทรีชื่อเดียวกันที่ WLS แต่เนื้อหาไม่เหมือนกัน) - ยุคที่สองของบล็อกเริ่มขึ้นเมื่อย้ายจาก Blogger ไปที่ MSN Spaces (ต่อมาเปลี่ยนเป็น Windows Live Spaces) โดยยังคง concept การ "เลียนแบบ NuttyGM" (และหวังจะได้ readership จากการขึ้นดาว/ดอกจันสีเหลือง ๆ ใน msnmsngr) ซึ่งที่ Spaces นี้ก็ทำให้ Calendar ได้มีแถบขวาเป็นของตัวเอง และเปลี่ยนสีตาม template เป็นพื้นขาวอักษรเข้มแทน (จากพื้นเขียวอักษรอ่อนเดิมที่ใช้ที่ Blogger) ซึ่งหลังจากย้ายมา ก็เริ่มมี entry สั้น ๆ มาบ่นระบายอารมณ์โผล่ขึ้นมานี่ที โน่นทีหลายอัน
  • 2005-08-19: Photo Trip 2005 - เอ็นทรีที่ 100... แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอก เพราะแตกแยกอยู่ระหว่าง Blogger กับ Spaces
  • 2005-10-21: Corpse Bride - คอร์ป ไบร์ด? - เอ็นทรีที่ยาวเป็นที่สอง และได้รับคอมเมนต์เยอะที่สุด นับถึงปัจจุบัน (ความจริงเรื่อง comments นี่อาจจะมีผลจากความที่เป็นช่วงปิดเทอมด้วย) ซึ่งความจริงแล้ว essays ในเรื่องที่ไม่ใช่การเมืองแบบนี้ เป็นกลุ่มบทความที่ผมอยากเขียนลงบล็อกอยู่ และมีหัวข้อที่จดไว้ว่าจะเขียนอีกหลายเรื่องทีเดียว แต่ด้วยเหตุที่ว่า ขี้เกียจ และก็เป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดาไม่มีอะไรมากระตุ้นแรง ๆ เข้า ก็เลยถูกหมก ดองไว้อย่างที่เป็นนี่เอง... (ยังไงก็ยังคาดหวังว่าสักวันมันคงได้เกิดแหละนะ)
  • C. 2006: เมื่อไรจำไม่ได้ แต่น่าจะเป็นราว ๆ ต้นปี 2006 ได้เริ่ม license เนื้อหาในบล็อกตาม Creative Commons Attribution-Share Alike 2.5 (ต่อมาอัพเดทเป็น 3.0) และก็ได้อนุญาตให้ใช้งานตามเงื่อนไขดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน
  • 2006-01-08: January 08 9:17 PM - เข้าสู่ยุคที่ 2.5 ของบล็อกกับปี 2006 ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย. นับเป็นช่วงที่ความเงียบเหงาปกคลุมบล็อกอย่างมากครับ ในช่วงเวลาดังกล่าว โพสท์ที่ยาวที่สุดคือ The seasons, they stopped changing. (2006-09-16) ด้วยความยาวเพียง 204 คำเท่านั้น
  • 2006-09-20: Nowhere nearer to democracy & Democracy in Thailand... When? How? - อย่างที่บอกในสามข้อก่อนหน้า ว่าดูไม่มีอะไรจะมากระตุ้นให้เขียนอะไรที่เป็นสาระเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ก็ปรากฏว่าเรื่องการเมืองนี่เองแหละครับ ที่น่าอัดอั้นตันใจจนทำให้ระบายออกมาเป็นย่อหน้ายาว ๆ ได้ (และกลายเป็นหัวเรื่องที่มีมากที่สุดในกลุ่ม essays) แต่ก็อีกเกือบปีต่อมาครับ กว่าจะโผล่มาอีกครั้ง
  • 2006-10-13: โอ๊ยย~ - หลังจากความเงียบถูกหักลงด้วยเหตุการณ์รัฐประหาร เอ็นทรีบ่นเล็ก ๆ นี้ก็เป็นเครื่องหมายบอกการเปลี่ยน theme มาใช้พื้นเข้ม (น้ำเงิน) อักษรอ่อนอีกครั้ง และเข้าสู่ยุคที่ 3 ของบล็อก ซึ่งถึงแม้ในช่วงต้นของยุคนี้ จะยังเงียบเป็นป่าช้าอยู่บ้าง แต่ไม่ช้าเอ็นทรีที่มีตัวมีตนก็เริ่มปรากฏให้เห็นไม่เว้นห่างกันจนเกินไป
  • 2006-12-16: Communication... - อีกเอ็นทรีภูมิใจเสนอครับ ถึงแม้จะสั้นนิดเดียว แต่ก็เป็นความเชื่อพื้นฐานของผมเกี่ยวกับปัญหาของสังคมมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน
  • 2007-01-21: TU-CU Traditional Football 63rd - เอ็นทรีที่ยาวที่สุดนับถึงปัจจุบัน ที่ 2,018 คำ ก็กลายเป็นว่าเรื่องที่เขียนได้ยาวสุด ๆ นั้น ไม่ใช่บทความเคร่งเครียดอะไร แต่เป็นบันทึกเรื่องเล่ากลุ่ม journals นี่เอง
  • 2007-03-29: หูฟัง กับวัฒนธรรมโลกส่วนตัว, กระจกประตู & Third post of the day - Triple post 3 ครั้งในวันเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรก (เคยเมื่อ 2005-10-17) แต่อันนี้ได้สาระเยอะกว่าครับ บทความกระจกประตู เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมออกจะชอบอยู่ และกุง-วรงค์พรก็บอกเช่นเดียวกัน
  • 2007-08-19: My (long-belated) take on politics - ณ ปัจจุบัน ความเชื่อทางการเมืองของผมยังผูกอยู่กับคำถามที่ว่า "Why democracy?" และบทความนี้ก็ตั้งใจให้เป็นเครื่องอธิบายถึงความเชื่อดังกล่าวของผมครับ บทความ On the YouTube issue (2007-09-02) และ Democracy: What does it mean to you? (2007-12-23) ก็ออกจะเขียนไปในสไตล์เดียวกัน
  • 2007-10-20: Moving again... back this time. เมื่อ NuttyGM เปลี่ยนเป็น Zerothman และข้ามไปยังโลกแมคเต็มตัว เหตุผลในการเลียนแบบก็มลายหายไป กอปรกับเหตุผลโน่นนี่ ก็เลยย้ายบ้านกลับมาที่ Blogger นี้อีกครั้ง นับว่าเป็นเปลี่ยนยุคของบล็อกอีกครั้ง สู่ยุคที่ 4
  • 2007-12-09: ความเหงา... - เอ็นทรีหนึ่งที่รู้สึกเหมือนมีหน้าที่จะต้องเขียน... ถึงแม้จะไม่ได้ทำได้ดีนัก
  • 2008-03-01: จะรอดไหมนี่~ - แอบ note ไว้ใน entry นี้ว่าเปลี่ยน layout อีกครั้ง เป็น theme พื้นขาวเลียนแบบ Facebook ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน (แต่ยังยุคเดิม)
  • 2008-03-19: Post #200 - ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี่เอง

อืมม... จากหลักกิโลที่ว่ามานี่ก็คงได้ภาพกันไปพอควร ก็ขอ [review] 200 posts นี้ไว้เพียงเท่านี้ล่ะครับ

11 May 2008

ปราสาททราย

ที่จริงตอนแรกบอกเจ้าหนี้ไว้ว่าจะลงเรื่องที่ไปอ่าวอุดมกันมา... แต่เอาเข้าก็ไม่รู้จะเล่าอะไร ขืนเล่าไปจะกลายเป็นบันทึกว่าแต่ละวันทำอะไรกันบ้าง เดี๋ยวคนอ่านหลับคาจอกันพอดี

งั้นขอเล่าแค่ว่าวันเสาร์ที่ 3 ก็มี excursion ไปเกาะล้านกัน... ซึ่งก็ได้นี่:

(ถ้าคนอ่านเดาออกว่าพยายามสร้างอะไรจะน่าดีใจยิ่ง)

แล้วไหน ๆ ก็โพสท์รูปปราสาท (สิ่งก่อสร้าง) ทรายแล้ว... เอาอันนี้จากตอนทริปเกาะช้างปีที่แล้วด้วยแล้วกัน

นี่ความจริงพยายามจะสร้าง Neuschwanstein แต่ scale เล็กเกิน... เลยไม่ค่อยจะมีความคล้ายเท่าไร (เอธยาบอกว่าเหมือนนครวัด) พอตอนหลังมีตกแต่งรอบนอกเพิ่มเติมโดยเบิ้ล et al. ก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็น

แล้วก็นี่จากตอนทริป 144 เมื่อปี 2004

น่ะนะ...

ที่พยายามจะสร้างเป็นวัดอรุณนั่นความจริงขุดลอกร่องน้ำไว้ให้เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย... แต่น้ำขึ้นไม่ถึง ต้องรีบกลับไปขึ้นเรือก่อน :( ก็ไม่รู้ว่าตกลงมันได้อยู่รอดจนน้ำขึ้นมาถึงให้ใครได้เห็นหรือเปล่า

ใครอยากดูรูปอ่าวอุดมเพิ่ม ก็ขอ URL มาหลังไมค์แล้วกัน


(ติดตาม entry ที่ 200 ในโพสท์ถัดไป...)

*All photos in this post are copyrighted by their respective owners.

10 May 2008

On Shell Quiz

อ่า... เจ้าหนี้ทวง... จำต้องมาโพสท์

(ที่จริงถึงจะเกิน 30 วันแต่ก็ยังไม่โหว่ข้ามเดือนเลยนะ... ยังรักษาอัตราการ post ทุกเดือนได้อยู่)

พูดถึง post ก่อนหน้านิดนึง... คนอื่นไม่เป็นกันบ้างเหรอ เวลาเห็นพื้นที่ว่าง ๆ เยอะ ๆ แล้วต้องเอาเมาส์ลากดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า อืมม...


เอาล่ะ เข้าเรื่อง...

ก็... ช่วงที่ผ่านมาก็ดู ๆ Shell Quiz (หรือปีที่ผ่านมานี้เพิ่มชื่อเป็น Shell Quiz on the Road) ปี 2007 ย้อนหลังอยู่... สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ปีที่ผ่านมารายการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ (มี [elements] ที่ทำให้นึกถึง Digital LG Quiz Golden Bell) เทียบดูก็นับได้ว่าพัฒนาขึ้นจากรูปแบบเก่าไม่น้อย (ดำเนินรายการสนุกกว่า คนดูคงเบื่อน้อยกว่า) ยังไงแนะนำให้ลองดู อย่างน้อยก็รอบชิง... แข่งกันโหดมันฮาใช้ได้ทีเดียว...

เทียบดูแล้วปีเราคนดูคงเบื่ออยู่เหมือนกัน คุ้น ๆ ว่าตอนนั้นใครสักคนบอกว่าทำไมใจร้ายอย่างนี้ ใจคอจะไม่ให้ทีมอื่นทำคะแนนกันบ้างหรือไง

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขออนุญาตตัดใบ้คำปี 2003 มาให้ดูกันสักนิด...

This video requires the Windows Media Player plugin.

มาย้อนดูแล้วตลกอยู่... นี่ถ้าตัดเวลา "อ่า..." ออกไปคงใบ้เพิ่มได้อีกหลายคำ

ก็ลองเทียบกับของปีที่ผ่านมา (ซึ่งมีใบ้คำทุกรอบ) แล้วกัน... แต่ดู ๆ เหมือนว่าใบ้คำสมัยก่อน ๆ จะง่ายกว่า? (ปีนี้เห็นมีคำว่า astrophysics หลุดมา... พระเจ้าช่วย จะใบ้ได้ยังไงนั่น)

แล้วก็เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าตอนนั้นเจอโชติช่วงด้วย จำไม่เห็นได้เลย (ขอโทษด้วยนะ~)

...

รู้กันหรือเปล่าว่า Shell Quiz เป็นรายการโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศไทย ออกอากาศมาตั้งแต่ปี 1965?

รู้หรือเปล่าว่าเดิมทีรายการออกอากาศทางช่องสี่บางขุนพรหม แล้วก็เคยถ่ายทอดทั้งช่อง 7 ช่อง 5 ช่อง 9 ช่อง 11 จนปัจจุบันถ่ายทอดทาง Nation Channel?

รู้หรือเปล่าว่าสมัยแรก ๆ ใช้เขียนตอบแล้วจดคะแนนบนกระดานดำ และ quiz master ก็มาจากผู้บริหารชาวต่างประเทศของบริษัทเชลล์ที่มารับตำแหน่งทำงานอยู่ในไทยนี่เอง?

มีเรื่องราวน่าสนใจอื่น ๆ อีกที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Shell_Quiz (ใครทราบผลการแข่งขันเก่า ๆ ก็ช่วยเข้าไปเติมหน่อยนะครับ)

...

ผ่านมาขนาดนี้เราก็ไม่รู้จักน้องแล้วล่ะ... (เป็นรุ่นพี่ที่แย่มาก) แต่เรื่องขำ ๆ เดิม ๆ ก็ยังมีได้เรื่อย ๆ... (ใบ้คำ รอบรอง:)

พิรัฐิมา: "I am..." (trying to convey "explain[ing]")
เตชินท์: "Fat?"

(I am panda ลอยมาแต่ไกล)

ปรากฏว่าเตชินท์นี่เป็นรุ่นน้อง KUS 33 ด้วยแฮะ แล้วน่ากลัวจริง ๆ... Shell + เคมีโอเหรียญเงิน + ทุนคิง (มี precedence หรือเปล่าเนี่ย)


พิมพ์ไปพิมพ์มาเจอขอบหน้าผากะทันหัน นึกเรื่องต่อไม่ออก ก็ขอจบเท่านี้แล้วกัน


ป.ล. นี่ก็เพิ่งจะหา VCR ได้ หลังจากเครื่องเก่าไฟไหม้ไป

1 April 2008

พอกันที...

กับทุกสิ่งทุกอย่าง...

ชีวิตนี้... ที่นับวันมีแต่จะถดถอย

ตัวเอง... ที่ไม่เคยเข้มแข็งพอ

ความล้มเหลว... ทุกอย่าง...


ขอโทษทุก ๆ คนด้วย... แต่ไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริง ๆ...











16 March 2008

วิกฤต hard disk

โหลดรูปลงเครื่อง... เหลืองี้เลย (จากเดิมที่แคบน้อยกว่านี้นิดนึง)

ดีนะ page file ไม่ได้อยู่ partition นี้...

แต่ไม่มีอะไรให้กวาดทิ้งง่าย ๆ แฮะ... เล่นเป็น My Documents ซะหมด

เอาไงดี ไหนดูหน่อย...

  • Downloads 1.72 GB
  • My Music 3.03 GB
  • My Pictures 5.26 GB
  • My Videos 1.29 GB
  • School Work 11.3 GB
  • School Work - Activities 1.19 GB
  • อย่างอื่น 1.76 GB

ฮึ่มม...

อภิมหาเล็กเชอร์ที่เก็บไว้นี่จะมีวันได้ใช้ประโยชน์อะไรมั้ยเนี่ย... ไม่ได้จัดหมวดหมู่ซะครึ่งนึง ถ้ามานั่งจัดนี่คงใช้เวลาอีก 3 วัน...

แล้วจัดไปจะได้ประโยชน์?

ตัดใจโละทิ้งน่าจะสิ้นเรื่อง...

แต่ก็... นะ...

ถ้าตั้งใจเรียนกว่านี้อาจจะรู้สึกว่าไม่ต้องพยายามเก็บไว้ก็ได้

เฮ่อ...

ยัดลง ext. HDD ไว้ก่อนก็แล้วกัน

...

14 March 2008

いらっしゃいませ

อืมม... กลับมาแล้ว (ตั้งแต่วันที่ 11)

ไม่รู้จะเล่าอะไร... ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ (หรือเปล่า?) เช่น...

  • อย่างที่หนังสือนำเที่ยวบอก ไปญี่ปุ่นนี่ฟังคำว่า いらっしゃいませ (irasshaimase) จนหูชาเลย... ประจักษ์จัง ๆ เลยว่าประโยค "สวัสดีครับ เชิญครับ" นี่มันแปลมาจากอะไร (ถ้าจำไม่ผิด เคยได้ยินครั้งแรกที่ร้าน Tsutaya เมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว (นี่เราแก่ขนาดนั้นแล้วเรอะ))
  • เหอะ ๆ... ภาษาญี่ปุ่นที่เคยเรียน... หายไปไหนหมดแล้วไม่รู้ พอจะถามทางเป็นภาษาญี่ปุ่นได้นิดหน่อยก็ฟังที่เค้าตอบไม่รู้เรื่องอยู่ดี... สรุปคือ ฟังภาษาญี่ปุ่นได้น้อยกว่าคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษนิดนึง เลยไม่ค่อยช่วยอะไร (ขนาด katakana ยังจำไม่ได้เล้ย~) แต่อย่างน้อยก็ทำให้ฟังคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากขึ้นหน่อย
  • สัมผัสคลื่นมหาชนที่สี่แยก Shibuya และกระแสชนคนทำงานบนทางเท้า Shinjuku (อันหลังนี่เหมือนเป็นกองทัพ salaryman สักอย่าง... ถึงแม้ทุกคนจะเดินตัวใครตัวมัน แต่ในความตัวใครตัวมันนั้นมันมีความเป็นหนึ่งอยู่อย่างบอกไม่ถูก) สถานี Shinjuku นี่เหมือนเป็น portal อะไรสักอย่างที่พ่นคนออกมาไม่ขาดสาย
  • เจอคนสูบบุหรี่น้อยกว่าที่คิด มาก เผลอ ๆ น้อยกว่าตอนไป Deutschland/Austria อีก (สะกดเยอรมนีไม่ถูก)
  • ทุกคนที่เห็น (ที่ Tōkyō) เหมือนจะพกโทรศัพท์มือถือดูท่าทางสมัยใหม่ แต่คนที่ใส่หูฟังเดินตามถนน/ขึ้นรถไฟ ไม่เห็นจะดูว่าเยอะเท่ากรุงเทพฯ
  • ไม่ได้เห็นเจ้าหน้าที่ชานชาลาผลักคนเข้าไปให้ประตูรถไฟปิด
  • Narita มันอยู่ไกล Tōkyō มาก หรือสุวรรณภูมิมันอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เกินไป?
  • Shinkansen ไม่นิ่มอย่างที่คาดหวังไว้
  • ไม่เห็นรถไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลงสักขบวน (แต่เรียกรถไฟฟ้าว่ารถไฟ)
  • เห็นซากุระบาน 4 ต้น
  • สงครามนี่มันแย่จริง ๆ (ทั้ง Tōkyō แทบจะไม่เห็นอะไรเก่ากว่า WW II เลย)
  • ไม่เห็นภูเขาไฟฟูจิจาก Shinkansen สาย Tōkaidō แต่ตอนบินกลับกรุงเทพฯ กัปตันเอียงเครื่องบินให้ดูนี่Aerial view of Mt Fuji
  • ป.ล. อีกอย่าง: ไปแล้วชักสงสัยว่าทำไมในโคนันถึงเรียกพวกผู้ร้ายว่าชายชุดดำ เพราะที่ไปนี่ก็เห็นเกือบทุกคนแต่งตัวสีดำกันทั้งนั้น

Last edited: 2008-09-09 23:10

3 March 2008

1 March 2008

จะรอดไหมนี่~

สอบเสร็จแล้วเมื่อวาน...

ขี้เกียจ... ไม่ได้อ่าน... อ่านไม่ทัน... อยู่เวร... ง่วง... ทำไม่ได้... ทำไม่ทัน...

จะผ่านไหมเนี่ย~

แล้ว... สอบวอร์ดเด็ก เป็นที่รู้กันว่ามีแจกลูกอม

Rotate นี้เป็น OLE รส salacidre (ใครเป็นคนคิดคำนี้เนี่ย cider ก็ไม่ใช่)

แกะ กิน เปิดอ่านดู... แล้วดันได้นี่!

เรียน ไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าโง่ อย่ายอมแพ้ เพื่อน อย่ายอมแพ้

อะไรจะตรงขนาดนั้น... ลางบอกเหตุ... ตาย... ตายแน่ ๆ... ยิ่งวันที่ 29 กุมภาพันธ์ด้วย... Crying

...


เปลี่ยน layout ใหม่แล้วนะ ด้วยเสียงเรียกร้อง (1 เสียง) + ความที่รู้สึกว่า background เข้มแล้วมีปัญหา compatibility นิดหน่อย

แต่ด้วยความที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างแรง ก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ... (ใครไม่เข้าใจ ลองดู Facebook Blog)

6 February 2008

6 February 2008

วันนี้เลิกครึ่งวัน (ตามตารางของวอร์ดเด็ก)

ที่จริงก็มีงานต้องทำเยอะแยะ แต่หนึ่งในภารกิจที่ต้องทำคือไปรับใบรับรองฯ ที่ขอ สทป. ไว้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่แล้ว

ก็เลยออกเดินทางหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ทีแรกว่าจะไปขึ้นรถโดยสารภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รถป๊อป? ปอพ.? ← ตกลงมันสะกดยังไง) ก็ขอตั๋วจากพัชรพรรณแล้วเดินไปศาลาพระเกี้ยว

ที่จริงเราไม่ควรจะต้องขอตั๋วเพื่อไปขึ้นรถ

เพราะเห็นโฆษณาอยู่ครึกโครม (ที่ป้ายรถ) ว่าใช้บัตร Smart Purse ได้

การที่จริง ๆ แล้วใช้ไม่ได้ตามที่โฆษณาก็ควรจะเป็นเหตุผลให้เราขึ้นรถฟรี ไม่ใช่ต้องลำบากหาตั๋วมาขึ้นรถ

(แต่ก็ยังไม่กล้าทำอย่างนั้นน่ะนะ)

เอาเถอะ ไปถึงศาลาพระเกี้ยว (แวะไปตากแอร์ศูนย์หนังสือพักหนึ่ง) ก็รู้สึกว่า เดินมาขนาดนี้แล้ว เดินต่ออีกนิดเดียวก็ถึง สทป. แล้ว ไม่คุ้มรอรถสาย 2 เอาซะเลย

ก็เลยเดินไป... เลี้ยวซ้ายหอนาฬิกา (ใช่ที่เรียกว่าสามแยกปากหมาหรือเปล่า) ผ่านหน้าหอประวัติฯ มีนิทรรศการ ร.6 ที่เลยกำหนดเวลามาแล้วแต่ยังไม่ได้เก็บออกแสดงอยู่ แต่ไม่ได้เข้าไปดู

เกิดอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมา ก็เลยว่า... แวะเข้าห้องน้ำจามจุรี 5 ก็คงได้ แต่ไม่เคยแฮะ มีให้เข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้

เลยว่าแวะเข้าห้องน้ำชายที่ใหญ่ที่สุดในจุฬาฯ ดีกว่า

ห้องน้ำที่ว่าหมายถึงห้องน้ำตึกชีววิทยา 1 คณะวิทยาศาสตร์ ใครที่เคยใช้บริการคงจะนึกออกว่ามันพื้นที่โอ่โถงขนาดไหน

อืมม... ไหน ๆ ก็มาตึกนี้แล้ว แวะขึ้นไปดูพิพิธภัณฑ์ฯ หน่อยดีกว่า เดี๋ยวนี้หน้าตาเป็นยังไงแล้วนะ... ยังไงก็ต้องรอ สทป. เปิดบ่ายโมงอยู่ดี

ก็เลยได้มาแวะชม พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกครั้ง (เหมือนจะไม่เคยมาตั้งแต่ตอน สอวน. มั้งถ้าจำไม่ผิด)

ท่าทางเหมือน ๆ เดิมเลยแฮะ... (คือให้ความรู้สึก "พิพิธภัณฑ์" ตามความหมายที่คุ้นเคยในภาษาไทย ว่าเป็นที่เก็บวัตถุโบราณ มากกว่าที่ให้ความรู้ แต่นั่นก็อีกประเด็นที่ยังไม่ขอพูดถึงดีกว่า)

แต่กระนั้น [collection] แต่ละอย่างก็น่า [fascinating] ไม่น้อยอยู่ดี...

เอาเถอะครับ มาถึงประเด็นที่จะอวดใน blog post นี้ดีกว่า...

ข้างทางเข้า ก็มีโต๊ะสมุดเยี่ยมชมอยู่... เป็นสมุดเยี่ยมชมที่ดูใช้มาหลายปีแล้ว (ยังไม่เต็มสักที)

ลองพลิก ๆ ดู... อ๊ะ...

!

ตายละ ตอนนั้นใคร (อาจารย์อะไร) คิดผิดให้เราเป็นคนลงชื่อไว้เนี่ย จำไม่เห็นได้เลย...

(ว่าแต่เห็นชื่อกิตติศักดิ์ สิงห์พิทักษ์เมธา ด้วยแฮะ ที่เคยเห็นพูดถึงว่าเคยเข้าค่าย สอวน.ชีวะ คือค่ายนี้เองหรอกเหรอ อืมม...)

แต่พูดถึงเรื่องค้นชื่อเก่า ๆ ใน guest book นี่... เหมือนตอนไปพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเลยแฮะ...


3rd Anniversary

แถมอีกเรื่องพ่วงไว้ใน post เดียวกันแล้วกัน ไหน ๆ ก็หัวเรื่องว่า 6 February 2008 แล้ว...

Link: Zerothman: 3rd Anniversary

วันนี้ก็ครบรอบสามปีของบล็อกนี้เหมือนกันครับ

ขอพูดถึงซะหน่อย (เลียนแบบ NuttyGM Zerothman)*

แต่เนื่องจาก post แรก ยังไม่สมควรนับเป็นการเริ่ม blog ก็เลยเก็บ 3rd anniversary ไว้พูดถึงตอนครบรอบ post ที่ 2 ดีกว่า

(ถ้าจะได้พูดถึงน่ะนะ)


* Referring to: Placeholder...

Ugh. Just ugh.

I can hardly believe it.

Well, no. Actually, this is quite believable. This is Thailand, after all.

หมายเหตุ: ถ้ามีกระแส comments มากพอ อาจจะขยายความเพิ่มใน edit ถัด ๆ ไป

5 February 2008

On ชายหนุ่มที่แบก iMac กลางบุญมาครอง

ลองอ่าน ชายหนุ่มที่แบก iMac กลางบุญมาครอง (จาก Zerothman's Blog) ดูครับ...

อ่านจบแล้วสังเกตว่ามีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่าครับ

สังเกตไหมครับว่าอะไรแปลก ๆ นั้นมัน [systematic] ยังไง

ลองอ่านดูอีกครั้งนะครับ...


คือผมเองอ่านไปรอบแรกตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ได้สังเกตอะไรเลยครับ

ทำให้นึกถึงเรื่องเกี่ยวกับ language psychology ที่เคยเรียน/เห็น บางอย่าง

โดยเฉพาะ forwarded email ที่หลาย ๆ คนคงเคยได้รับ ที่ว่า

Aoccdrnig to a rscheearch at Cmabrigde Uinervtisy, it deosn't mttaer in waht oredr the ltteers in a wrod are, the olny iprmoetnt tihng is taht the frist and lsat ltteer be at the rghit pclae. The rset can be a toatl mses and you can sitll raed it wouthit porbelm. Tihs is bcuseae the huamn mnid deos not raed ervey lteter by istlef, but the wrod as a wlohe.

เรื่องราวเกี่ยวกับ forwarded email ฉบับนี้ Matt Davis จาก University of Cambridge เขียนอธิบายเพิ่มเติมไว้ที่นี่ครับ

ผมเองเข้าไปเจอผ่าน blog post ของ Just Aaron ที่เขียนสรุปไว้ (+ พูดถึงเรื่องอื่นที่น่าสนใจอีกเล็กน้อย)

จะว่าไป... เรื่องราวที่พูดถึง กับตัวอย่าง blog post ที่ยกไว้ข้างต้น จะเกี่ยวกันแค่ไหนก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ... ปรากฏการณ์คล้าย ๆ กัน แต่ดูกลไกก็ไม่คล้ายกันเสียทีเดียว

น่าสนใจ...

2 February 2008

Final Score: 365 วันฯ

อืมม... ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กะไว้ว่าว่าง ๆ อยากหาโอกาสดู แต่ก็ยังไม่ได้ดูสักที

พอดีวันนี้กลับมาจากไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วย (ขึ้นรถไฟฟ้าเอกมัย... ยังนึกอยู่ว่าจะแวะท้องฟ้าจำลองดีหรือเปล่า (แต่อย่าเลย)) เกือบบ่ายสอง ก็เปิด Outlook ใน Bangkok Post อ่านการ์ตูน แล้ว scan ดูโปรแกรมทีวี ก็เห็นว่าเป็นเวลาเริ่มพอดี (เลยทานข้าวกลางวันตอนบ่ายสามครึ่งได้ (ความจริงคือวิ่งไปเปิดทีวีทีเดียว))

ที่ว่าอยากดูก็ไม่ได้คาดหวังอะไรตั้งแต่ต้นเท่าไร แต่ก็เห็นว่า presentation น่าจะน่าสนใจดี...

ก็ดี... ชอบเหมือนกัน แต่ดูจบไปแล้วก็ยังไม่ค่อยรู้ว่าประเด็นที่หนังจะสื่อคืออะไรบ้าง

ทำนองว่าเรื่องราว 365 วันเอามาย่อเหลือ 95 นาที ความรู้สึกที่ได้เลยเหมือนเล่น VCD แบบ fast forward (คือ skip ข้ามเป็นห้วง ๆ) ไม่ค่อยมี flow ของเรื่องราว หรือประเด็นที่ชัดเจนให้เห็น

ส่วน nostalgia factor เรื่องนี้ก็ไม่ได้แรงมาก (อย่างน้อยก็ในความรู้สึกเรา... จะมีก็ตอนวันเรียนวันสุดท้าย)... ก็คงจะเพราะปัจจัยหลายอย่างรวมกัน (รวมทั้งการที่ไม่ได้ต้องลุ้นเรื่องเอนทรานซ์อะไรเท่าไร)

อืมม... แต่พูดถึงแล้ว... จำได้นะ ตอนนั้นเช้าวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2546 มาถึงโรงเรียนประมาณหกโมงห้าสิบ ช่วงนั้นคะแนนเอนท์มันก็ทำท่าจะออกมิออกแหล่มาหลายวัน เช้าวันนั้นก็ยังเปิดเว็บประกาศคะแนนดูอยู่ก่อนออกจากบ้าน ก็ยังไม่มีอะไรโผล่มา (คืนก่อนเว็บล่มไม่เป็นท่าอยู่นาน)...

เดินเข้าโรงเรียนมา เจอเป๋าเป่าตรงหน้าโรงอาหารหอประชุม เธอบอกว่าคะแนนเอนท์ออกแล้ว~!

ตอนนั้นเลยวิ่งหาคอมกันให้วุ่นเลย พอดีไปเจอปาพจน์ (จำไม่ได้แล้วว่าเจอยังไง หรือโทรหา?) แล้วสุดท้ายก็ไปนั่งลุ้นกันในห้อง Shell (สิทธิพิเศษ - มีเน็ตใช้ส่วนตัว)

ตอนนั้นมีใครบ้างจำไม่ได้แล้วเหมือนกัน แต่ตัวเองนี่ได้เปิดเป็นคนแรกหรือคนที่สองเนี่ยแหละ คลิกใส่เลขที่นั่งสอบแล้วก็รีบคว้าเมาส์ไปลาก border ของจอ IE (สมัยนั้นยังไม่มี Firefox) ขึ้นมาให้เหลือบรรทัดเดียวแทบไม่ทัน (คนอื่นเค้าเอากระดาษปิดกัน)...

เช้าวันนั้นเพื่อน ๆ แต่ละคน สีหน้าบอกคะแนนมาแต่ไกลเลยทั้งนั้น


(อะไรเนี่ยเรา หวนอดีตอีกแล้ว กลับมาด่วน ๆ~!)


Edit:

แต่ว่าไปแล้ว... ที่ว่าอารมณ์ของหนังมันรู้สึกลอย ๆ... ก็คงเหมาะกับการบรรยายจังหวะชีวิตปีสุดท้ายในโรงเรียนอยู่... ช่วงเวลาและความรู้สึกที่ fleeting... ผ่าน ๆ มาแล้วจบไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ไม่ทันจะตั้งตัว

Last edited 21:45, 24 February 2008

28 January 2008

50 years of LEGO bricks

วันนี้เป็นวันครบรอบ 50 ปี ของตัวต่อ LEGO® ครับ (official press release)

คิดว่าเพื่อน ๆ ที่โตมาใน socioeconomic class นี้หลายคนคงจะมีความทรงจำดี ๆ กับของเล่นชิ้นนี้อยู่ไม่มากก็น้อย

(นึกถึงงานวิทยาศาสตร์ตอน ม.3 ที่ณัชเอา Technic + ลูกปิงปองมาทำ anemometer)

เห็น Google holiday logo วันนี้แล้วคิดอยู่ว่า เอ... ไม่เห็นจะเคยเห็นตัวต่อ LEGO สีเขียวเท่าไรนะ...

วันก่อนไป (สยาม) พารากอน เห็นมี 4780 วางขายด้วย... มีสีเขียวด้วยแฮะ... ชักอยากได้ (เอ๊ะ ยังไง)

แต่เห็นราคา 10181 แล้วจะลมจับ... แพงกว่าที่สหรัฐฯ 4 เท่าได้... (นี่ภาษีมันเท่าไรเนี่ย)

แต่ที่ไปวันนั้นมีที่เตะตามากสุดคือนี่ครับ...

LEGO creation by Jumpei Mitsui on display at Siam Paragon

ปราสาทพระเทพบิดร ผลงานของคุณ Jumpei Mitsui (ดูบทความจาก the Nation)

ว่าไปแล้ว... Brickset มีรูป 10185 ออกมาให้เห็นแล้วด้วยแฮะ...

ส่วน 10184 ที่เป็นโมเดลฉลองครบ 50 ปีนี่ก็สุดยอด... (มีสีทองด้วย กรี๊ด)


ป.ล. ตอนนี้มีกล่องสมนาคุณของ LEGO ที่สามารถแลกตัวต่อ LEGO ได้ 870 cm³ ที่ LEGO Store ภายในวันที่ 31 มีนาคม... แต่ดันไม่มีร้าน LEGO อยู่ใกล้บ้าน (หรือในประเทศใกล้บ้าน)... ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนพอจะมีลู่ทางเอาไปทำประโยชน์ได้ก็ติดต่อมาแล้วกันนะครับ

ป.ป.ล. พูดถึงราคาแล้ว... NXT ที่วางขายตามห้างร่วมสองหมื่นบาท ที่สหรัฐฯ ขาย 249 เหรียญ ถ้าไม่นับค่าขนส่งนี่ราคามากกว่ากัน 250% ~ (เครื่องหมาย ~ ในที่นี้ทำหน้าที่เป็น emote)

Last edited for accuracy: 18:45, 2 February 2008

17 January 2008

Nostalgic. Badly.

เมื่อวานนี้วันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู

ด้วยความที่สบโอกาสว่าวันพุธบ่ายว่าง (วอร์ดเดียวในปีสี่ที่มีครึ่งวันว่าง) ก็เลยแวะ (ที่จริงเดินทางไปไกลพอควร) ไปสวัสดีอาจารย์ที่โรงเรียน

พอดีว่ากลับมาแล้วยังอาการหนักไม่หายเลย (ตาม post title) ก็เลยขอหาที่ระบายแบ่งให้คนอื่นรับรู้บ้างเถอะ... (ที่จริงเมื่อวานคิดจะเขียนแล้วเหมือนกันแต่ความคิดมันซับซ้อนวกวนไปหมด วันนี้ก็คงไม่ได้ต่าง ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

ความจริงบอกมาเท่านี้ก็น่าจะพอ [imply] ได้ว่าหมายถึงโรงเรียนอะไร ด้วยข้อมูลที่ว่า 1. ไม่หยุดวันครู และ 2. ต้องเดินทางไปไกลพอควร

(แต่นอกจากนั้นแล้ว ถ้าเคยสังเกตดู... ปกติถ้าพูดถึงโรงเรียนเตรียมฯ เราก็จะเรียกว่า "โรงเรียนเตรียมฯ" ส่วน "โรงเรียน" เฉย ๆ จะเก็บไว้เรียกสาธิตเกษตร... ก็เป็นไปตามลำดับก่อน-หลัง แต่เริ่มเข้าอีกประเด็นแล้ว ไว้พูดถึงต่อด้านล่างแล้วกัน)

อันที่จริงที่ว่าไปเยี่ยมอาจารย์ก็เหมือนจะเป็นเพียงข้ออ้างส่วนหนึ่งที่จะกลับไปเยี่ยมโรงเรียนด้วย

ก็ตั้งเกือบ 3 ปีแล้ว ที่ไม่ได้ผ่านไปทางนั้นเลย...

คงเพราะว่าเราเองก็ [sentimental] เวอร์ ด้วยส่วนหนึ่ง แต่การกลับไปโรงเรียนนี่นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ [emotional] สุด ๆ แทบทุกครั้ง

ไปคุยกับอาจารย์หลาย ๆ ท่านถึงเพิ่งนึกได้ ว่านี่มันเกือบ 7 ปีมาแล้วที่จากมา...

7 ปี!!

มองไปรอบ ๆ ตัว เวลา 7 ปีที่ว่านั้นเหมือน rewind กลับไปถึงในพริบตาเดียว... นึกไม่ถึง... นึกไม่ถึงเลย...

ไม่อยากลืม...

ไม่อยากลืม...


ที่จริงวันเสาร์ที่แล้วไม่ได้ไปงานเลี้ยงรุ่น... ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปตั้งแต่แรกแล้ว คือเรากลัวด้วยส่วนหนึ่ง... กลัวว่าไปเจอเพื่อน ๆ แล้วจะช็อก จะตกใจกับเวลาที่ผ่าน กับความจริงที่เปลี่ยนไป...

รู้อยู่ ว่ามีอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้... ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน... ที่จะทำความเข้าใจการไหลผ่านของเวลา...

เวลา...

เวลานี่เอง ที่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่างเข้าใจ ช่างยอมรับได้ยากที่สุด...

ไปโรงเรียนครั้งนี้... หลายอย่างที่เห็นก็เป็นภาพเดิม ๆ ที่คุ้นตา... แต่เบื้องลึกใต้นั้นแล้วทุกอย่างเปลี่ยนไป...

น่าเสียดายที่ไม่พบอ.อัชฌา... ก็ทราบมาว่าอาจารย์เกษียณอายุราชการไปแล้ว เลยไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอ แต่พอรู้ว่าอาจารย์ยังมาทำงานอยู่ แต่มาไม่ทันพบอาจารย์ ก็เลยว่าน่าเสียดายขึ้นมาอีก...

อาจารย์หลาย ๆ ท่านเล่าให้ฟัง ถึงสังคมและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป... นั่นสินะ... เกือบ 10 ปีแล้ว... 10 ปี อาจจะเร็วจนประวัติศาสตร์มองไม่เห็น แต่เมื่อเทียบกับชีวิตสั้น ๆ ของคนหนึ่งคน ก็แทบไม่น่าเชื่อเลย ว่าอะไร ๆ จะเปลี่ยนไปเร็วเท่านี้...

ไปนี่ก็ถูก อ.พรรัตน์ ลากเข้าไปคุยกับน้อง ๆ ม.3/7 (ที่จริงจะบอกอาจารย์ว่าขอไม่รบกวนเวลาการสอน - -')... มีน้องจำเราจาก Fun Camp ได้ด้วย~

โอ... ซึ้ง...

(ที่จริงแวะไปดูน้อง ๆ รับสมัคร Fun Camp ตรงลานเงิน... มีน้องทักด้วยอีกนั่น... แต่ก็จำไม่ได้อยู่ดี~ ก็เป็นอย่างนี้ซะทุกที... เฮ่อ)

อีกอย่าง ก็เพิ่งสังเกตตัวเองเหมือนกัน ว่าไปอยู่ รร.เตรียมฯ แล้วนอบน้อม เกรงใจอาจารย์ขึ้นเยอะ...


อันที่จริง... ก็รู้สึกอยู่บ่อยครั้ง ว่าเวลา 9 ปีกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้ มันยังขาดอะไรไปเยอะ...

เหมือนเรื่องที่ติดตามอ่าน ติดตามดู มาตั้งแต่ต้น แต่เลิกไปเสียก่อนจะถึง climax...

ค่าย ม.4 - กีฬาสี - สาธิตสามัคคี ก็คงเป็นสิ่งที่เรา [would never] ได้พบ... ก็ยอมรับว่าเสียดายอยู่...

แต่ไม่เสียใจนะ กับทางที่เลือกเดินมา

อีกหลากหลายประสบการณ์ เพื่อน ๆ อีกหลายคน ที่เราคงไม่มีวันได้พบถ้าไม่ได้มา รร.เตรียมฯ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดทิ้งไปได้จากชีวิต

เคยมีหลายคนถาม ว่ารัก ผูกพัน กับโรงเรียนไหนมากกว่ากัน

(เราน่ะหรือก็บ้าสถาบันมิใช่น้อยอยู่...)

ก็ตอบไปทุกครั้งว่ามันไม่เหมือนกัน

ตลอดสามปีที่เตรียมฯ ความภูมิใจอย่างหนึ่งของเราคือการกลัดเข็มพระเกี้ยวองค์จริงที่ได้รับจากอาจารย์ในพิธีประดับพระเกี้ยว มาบนอกเสื้อนักเรียนด้านขวาทุกวัน โดยไม่เคยทำหาย หรือต้องเช่าพระเกี้ยวสำรองเลย

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือทุกวันที่ติดเข็มพระเกี้ยวอยู่นั้น เรามีเข็มพระพิรุณทรงนาคอยู่ข้างใจ ในกระเป๋าเสื้อนักเรียนเสมอ...

(บอกแล้วไหมล่ะว่าไอ้นี่มันบ้าสถาบัน~)

และตั้งแต่วันที่ก้าวออกจากรั้วโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสียงเพลงสาธิตเกษตรที่รัก ก็ก้องอยู่ในใจเสมอมา...

สาธิตเกษตร แหล่งความรักความภูมิใจ แม้ห่างไกลจะไม่ลืมพระคุณเอย

23 December 2007

Democracy: What does it mean to you?

เอาล่ะครับ... ก็เป็นฤกษ์อันเหมาะสมที่จะบ่นเรื่องการเมืองการปกครองอีกสักครั้ง... (ที่จริงแอบแก้วันที่ post ให้ย้อนหลังไปเล็กน้อย)

ความจริงจะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูก เพราะผมก็ยังเอือมระอาและไม่อยากสนใจการเมือง อย่างที่เคยบอกใน My (long-belated) take on politics อยู่นั่นแหละครับ

เรื่องที่ดูน่าคุยกว่าหน่อยน่าจะเป็นรัฐศาสตร์มากกว่า...

อืมม... แต่ถึงผมจะบ่นว่าเบื่อ เกลียด ไม่อยากยุ่งกับการเมืองยังไง วันนี้ผมก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนะครับ (แล้วก็ไม่ได้กาช่องงดออกเสียง) (ถึงแม้จะลืมไปเลือกสมาชิกสภาเทศบาลก็ตาม)

แต่ว่าที่ไปเลือกนั้น จะว่าทำด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยอันแรงกล้าใด ๆ นั้น หามิได้แล้วล่ะครับ

ตอนนี้ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย สำหรับผม เป็นเพียงหน้าที่ที่ยอมทำในฐานะที่อยู่ในสังคมที่เชื่อและยึดมันเป็นหลักในการปกครองเท่านั้นเอง

ประเด็นนี้ ส่วนใหญ่ก็พูดถึงแล้วใน post ที่อ้างถึงข้างต้น... จะพยายามไม่พูดซ้ำแล้วกัน...


เรามาดูคำถามประจำวันนี้ที่ผมอยากจะตั้งกันดีกว่าครับ

สำหรับคุณ ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร?

ผมเข้าใจว่าสำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลาย ๆ ฝ่ายในประเทศตอนนี้ ประชาธิปไตยหมายถึงการเลือกตั้ง เพื่อแสดงเสียงข้างมากของประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาล

แต่จากมุมมองที่เป็นสากลกว่านี้หน่อย ประชาธิปไตย คงหมายถึงการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับชาวตะวันตกจำนวนมาก เสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็น เป็นแกนหลักอย่างหนึ่งของประชาธิปไตย ที่จะขาดไม่ได้

ในขณะที่ ณ ที่อื่นในโลก มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่จะบ่อนทำลายประชาธิปไตยในแบบที่ถือกันอยู่

สำหรับบางคนในอิรัก ประชาธิปไตยอาจเป็นคำคำหนึ่งที่มีใครก็ไม่รู้พยายามยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับทำให้ชีวิตของเขาพังทลายไป

แต่ก็น่าเชื่อว่า สำหรับอีกหลายคน การได้มาซึ่งประชาธิปไตย หมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริง ๆ


สำหรับผมตอนนี้ คำว่าประชาธิปไตย เหมือนเป็นแฟชั่นที่ใคร ๆ ต่างก็พยายามจะอ้างถึง โดยที่ลึก ๆ แล้ว จะมีสักกี่คนที่เข้าใจหลักการและความหมายที่แท้จริง ก็ไม่ทราบ

ผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่าตกลงประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นควรจะหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ตอนนี้อยากจะพูดถึงคำตอบแรกที่ผมยกตัวอย่างไว้ข้างต้น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเห็นโฆษณาประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งของ กกต.ผ่านทางโทรทัศน์ พอได้ยินท่อนสุดท้ายในเพลงประกอบที่ว่า "เข้าคูหากากบาทสร้างประชาธิปไตย" ผมก็อดสงสัยไม่ได้ครับ ว่ากากบาทมันมีความวิเศษอะไรที่จะสร้างประชาธิปไตยขึ้นมาได้

แต่นอกจากประเด็นที่ว่าข้อความดังกล่าวอาจจะส่งเสริมให้คนมองประชาธิปไตยผิวเผินแค่การเลือกตั้งนั้น ก็คงเถียงไม่ได้หรอกครับ เพราะการเลือกตั้งมันก็เป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยที่เราถือกันอยู่จริง ๆ

และก็คงเป็นอย่างที่พี่ก้อนอ้างถึงคำกล่าวว่า การโหวต ก็เหมือนเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็นนั่นแหละครับ

ผมแค่ไม่อยากให้มันจำเป็นอย่างที่ว่า

เพราะหลักการยึดเสียงข้างมาก นอกจากจะดูขัดกับหลักความเท่าเทียมของบุคคล อย่างที่ผมกล่าวตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองความสัมพันธ์แบบ lose-win อย่างชัดเจน

Lose-win ก็คือ ไม่เธอก็ฉันคนใดคนหนึ่งจะต้องแพ้ อีกคนถึงจะชนะได้

ไม่เป็นการคิดแบบ win-win ที่จะเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดที่จะเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

การหาคำตอบด้วยการลงคะแนนเสียงอย่างเดียว จึงสื่อให้เห็นถึงความไม่สามารถที่จะสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้

และถึงแม้ว่าความไม่สามารถสื่อสารกันนั้น จะเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่โตในสังคมที่เราอาศัยอยู่ และคงจะทำให้ voting เป็น necessary evil จริง ๆ นั้น

อย่างน้อย... อย่างน้อยในชีวิตประจำวัน... ถ้าเราต่างพยายามเริ่มด้วยการ พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น ก็น่าจะทำให้เกิดอะไรดี ๆ ขึ้นได้?


แล้วสำหรับคุณล่ะครับ ประชาธิปไตยหมายถึงอะไร?

1 December 2007

1 December 2007

วันนี้ (วันที่ 1 ตอนเริ่มเขียน) มีเรื่องให้กล่าวถึงหลายเรื่องทีเดียว... ก็เลยจะขอแยกพูดถึงเป็นหัวข้อ ๆ แล้วกันนะครับ

World AIDS Day 2007

บางคนอาจจะสังเกต ว่าปีที่ผ่าน ๆ มาผมจะติดริบบิ้นสีแดงในสัปดาห์ก่อนวันเอดส์โลก (1 ธันวาคม) จนเกือบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนบุคคลอย่างหนึ่งไปแล้ว ซึ่งปีนี้อย่างน้อยก็นับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์วันเอดส์โลกที่จะมาถึงอย่างได้ผลระดับหนึ่ง เพราะเกือบทุกคนที่เจอหน้ากันสัปดาห์ที่ผ่านมาล้วนถามว่าติดทำไม (สำเร็จ... 55+)

เรื่องความเข้าใจ เห็นใจผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อ HIV นี้ ผมเคยพูดกับเพื่อน ๆ อยู่หลายครั้ง ว่าการจะแก้ stigma เปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อของสังคมนั้นมันยากแค่ไหน ขนาดเราเองที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ที่เรียนอยู่โดยตรง ถึงจะรู้ดีแค่ไหน ก็ยังกลัว ยังหวาดจนเกินความพอดีอยู่ไม่น้อย เวลาที่ทำงานกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ HIV

ช่วงเดือนที่แล้ว ผมและเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยวชิราวุธล่าง ซึ่งก็ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จำนวนไม่น้อย (เกือบ 50% ในบางช่วง) และในการปฏิบัติงานนั้นก็มีการทำหัตถการที่ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ผมพบคือ ความกลัวที่ว่านั้น พอทำงานไปพักหนึ่งมันเริ่มชิน เริ่มลืมที่จะกลัวครับ (จนบางครั้งก็ยังต้องคอยเตือนตัวเองเรื่อง precaution อยู่) พอความกลัวเริ่มลดลง ก็เริ่มมีที่ให้กับความเห็นอกเห็นใจ และที่สำคัญ คือความหวัง ที่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่ต้องตายสถานเดียวเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว จะมีโอกาสดำรงชีวิตที่มีคุณภาพได้ในสังคม

แต่ [keyword] ก็คือสังคมนั่นเอง

ช่วยกันนะครับ ทุกคน

(ที่ว่ามาว่าการรักษามันดีขึ้น ไม่ได้เป็นเหตุผลให้ความป้องกันสำคัญน้อยลงนะครับ ในทางตรงข้าม การตระหนักถึงอันตรายนี้เป็นสิ่งที่สังคมเรากำลังสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว... ขอให้ช่วยกันอีกข้อ... นะครับ)

ป.ล. ทีแรกว่าจะพูดถึง compulsory license ด้วย... แต่ขี้เกียจละ

สอบภาษาอังกฤษ (CU-TEP) ภาษาไทย คอมพิวเตอร์ สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 4

คณะเราส่วนเอนทรานซ์+โอลิมปิกวิชาการ ก็มีอยู่เกือบร้อยเก้าสิบคน สมัครมาสิบกว่าคน ปรากฏว่าไปสอบกัน 5 คน - -'... แต่ก็ได้มาเจอเพื่อน ๆ โครงการกับพี่นิวแทรคที่โดนบังคับ (?) มาสอบ

สอบครั้งนี้สอบที่อาคารจุฬาพัฒน์ 4 ห้อง 421 ทีแรกก็เอ๋อไปเหมือนกัน ว่า จุฬาพัฒน์นี่มันอยู่ส่วนไหนของจุฬาฯ เนี่ย เปิดไปเปิดมาปรากฏว่ามันคือห้องเรียนวิชา Human Relations ตอนปี 1 นั่นเอง ก็เลยได้ไปทานข้าววิทย์กีฬารำลึกความหลังเมื่อยังเยาว์วัย (ทำไมมันเหมือนน้านนนน นานมาแล้วนะ?)

พูดถึง... เพิ่งได้มีโอกาสอ่านป้ายตรงสวนหินอ่อนหน้าอาคารจุฬาพัฒน์ 7 (สำนักงานสำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา)

นึก ๆ ดูก็ขำอยู่หน่อย... ตอนไปโรมเห็นเค้ามีของแบบนี้ที่เก่าสองพันปี ของเราเก่าร้อยปี

สอบ ก็... CU-TEP ก็ไม่มีอะไร เรื่อย ๆ (แต่ข้อ 100 โจทย์ผิดชัด ๆ) แต่ภาษาไทยนี่สิ... อ่าน-ฟัง-เขียน ไม่มีตัวเลือกสักข้อ ซีดเลย~ ยิ่งตอนที่ให้เขียนบทความนี่... เขียนอะไรก็ไม่รู้ที่นึกได้เกี่ยวกับหัวข้อที่ให้ไป โดยไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถทางภาษาไทยแม้แต่น้อย

ส่วนสอบคอมพิวเตอร์ ที่แต่ละคนต่างสงสัยกันว่าสอบยังไง... ปรากฏว่าข้อสอบนี่หลากหลายสุด ๆ... มาตอนแรกก็ถามวิธีใช้ Windows, Microsoft Office ทั่ว ๆ ไป พื้นฐานบ้าง [advanced] ขึ้นหน่อยบ้าง มากลาง ๆ เริ่มถามเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เน็ตเวิร์ค ฮาร์ดแวร์ จนถึงข้อ 80 กว่า ๆ (เต็ม 100) นี่เป็นเนื้อหาวิชาคอมพิวเตอร์ตอน ม.4-5 (ที่ลืมไปหมดแล้ว) ซะงั้น ทั้งเรื่องภาษา ระบบจัดการข้อมูล เล่นเอามึนไปเลย

เอาเถอะ... ถือว่าสอบขำ ๆ นี่เรายังห่างไกลการเรียนจบกว่าคนอื่นอีกกี่เท่าไม่รู้ (เอ๊ะ แต่ผลสอบนี่มันลง transcript หรือเปล่านะ~ แย่แล้ว...)

รักแห่งสยาม

ทีแรกกะว่าเอาเป็นหัวข้อ blog post นี้ดูจะตามแฟชั่นเค้าหน่อย แต่อย่าเลย ไม่ได้มีอะไรจะพูดถึงเท่าไร

ก็เป็นว่า วันนี้ยังไงก็รอพ่อแม่มารับ แล้วก็ไม่อยากเสี่ยงรอถึงปลายเดือน (ความจริงความอดทนไม่มี) หลังสอบว่าง ๆ... อยู่แถวนั้นด้วย ก็เลยตัดสินใจไปดูมันเปลี่ยว ๆ คนเดียวนี่แหละ (ไม่รู้จะชวนใคร - เหมือนคนที่กะจะดูก็ดูกันหมดแล้ว)

ก็เหมือนเดิมแหละนะ วิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์ไม่เป็น แต่ความรู้สึกที่ไปดูมาก็ว่า satisfying ดีมาก ๆ ถึงแม้จะมีประเด็นที่ไม่ค่อยเข้าใจอยู่มากพอควรเลยทีเดียว (ความจริงดูหนังก็ไม่ค่อยจะเคยเข้าใจอะไรทันอยู่แล้ว)

แต่โรงหนังก็ยังเสียงดัง... มาก... แถมหนาวสุด ๆ อีก (น่ะนะ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรก่อนไปดูเลยแม้แต่น้อย)

สรุป: ดี ๆ... ต้องรอทดสอบว่าถ้าดูซ้ำ (ไม่ดูในโรงหรอก) แล้วจะยังอยากดูรอบ 3 อีกหรือเปล่า...


มีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่านะ... นึกไม่ออกละ จบแค่นี้แล้วกัน สวัสดีครับ

25 November 2007

25 November 2007

วันนี้ไปดู Cats มา...

ก็สนุกดีนะ แต่ไม่ได้ถึงกับประทับใจอะไรมากเท่าไร (ที่จริงไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนแรกตั้งความคาดหวังไว้ว่าไงบ้าง) อาจจะกอปรกับความที่ที่นั่งไกล + งานค้างตรึม และอื่น ๆ ด้วยก็เป็นได้...

ดู ๆ ไปแล้วรู้สึกต้องใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะบังคับไม่ให้ไปมองไอ้จอคำบรรยายข้าง ๆ... แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เหมือนว่าความพยายามที่จะฟังให้ออกมันทำให้เสียอรรถรสในการชมไปอีกส่วนเหมือนกัน (อันที่จริงจะไปเพ่งขนาดนั้นทำไมก็ไม่รู้)

ตอนนี้อยากดูรักแห่งสยาม... แต่จะได้ดูไหมเนี่ย... วันที่ 1 มีสอบวัดความรู้พื้นฐานของ ATC, สอบ long case วันอังคารที่ 4 แล้วก็ยังไม่ได้ present case morning round หรือ advisor round เลยสักครั้ง... สงสัยต้องลุ้นให้กระแสแรง ๆ ให้อยู่ถึง 4 สัปดาห์... (ถึงตอนนั้นสงสัยชวนพ่อแม่ไปก็อาจจะจะไปดูกันมาแล้ว - -")

↑ ย่อหน้าข้างบนดูแปลก ๆ ตาเหมือนไม่น่าเป็นเรื่องที่จะเห็นพูดถึงใน blog นี้หรือเปล่าเนี่ย เอาเถอะ...

เมื่อวานซืน-เมื่อวาน ไปร่วมสัมมนาภาคอายุรศาสตร์มา... สุดท้ายแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าทำไมอาจารย์ถึงเรียกให้ไป... เอาเถอะ ไปดูอาจารย์หลาย ๆ ท่านร้องคาราโอเกะก็ถือว่าคุ้ม...

แถมช่วงนี้แลกเวรวุ่นไปหมด...

เฮ่อ... งานทับตายต่อไป~