11 November 2021

Democracy with the monarch as head of state

ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประโยคและวลีคลาสสิกที่คนไทยไม่มีใครไม่คุ้นเคย เพราะต่างถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เยาว์วัย แต่กลับลึกลับในความหมายที่ลื่นไหลอย่างน่าประหลาด

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้วิจารณ์ว่ามันเป็นวลีที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อสนอง “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” กันพอควร แต่ผมไม่เห็นด้วยนักนะ มันออกจะสื่อความหมายได้ชัดเจนและตรงประเด็นกว่าศัพท์ภาษาอังกฤษที่นิยมใช้กันอย่าง constitutional monarchy

เพราะการจำแนกระบอบการปกครอง ข้อสำคัญมันต้องอยู่ที่รูปแบบการบริหาร มากกว่าการดูแค่ว่าใครเป็นประมุขสิ อย่างบรูไนมีกษัตริย์ มีรัฐธรรมนูญ ถ้าตีความตามตัวอักษรก็เรียกเป็น constitutional monarchy ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ เพราะ constitutional monarchy มันหมายถึงประชาธิปไตยที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ วลีภาษาไทยที่ใช้กันจึงสื่อความหมายได้ดีกว่าศัพท์ภาษาอังกฤษที่หลงค้างมาตั้งแต่สามร้อยปีก่อน และเข้าท่ากว่าศัพท์บัญญัติกำปั้นทุบดินอย่าง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ชวนประดักประเดิดยิ่งนัก

เรื่องความภักดีต่อศัพท์บัญญัติชวนประดักประเดิดนี่ต้องยกให้วิกิพีเดียเขาล่ะ

ผมเองน่าจะเพิ่งประจักษ์กับความแตกต่างนี้เมื่อช่วงรัฐประหารปี 2006 ตอนนั้นในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษมีคนไปแก้กล่องข้อมูลในบทความ Thailand ที่ระบุระบอบการปกครองเป็น Constitutional monarchy โดยต่อท้ายเพิ่มว่า under military dictatorship ซึ่งก็ เออแฮะ พอเป็นวลีนี้มันก็มีความง่ายแบบแปลก ๆ ดี นัยว่าถึงจะยึดอำนาจเป็นเผด็จการทหาร แต่ระบอบกษัตริย์ก็ยังคงอยู่ไม่ได้ถูกล้มล้าง ซึ่งเฮ่ยไม่ได้สิ ในเมื่อมันล้มล้างประชาธิปไตยเห็น ๆ ถ้าใช้ภาษาไทยตามที่บอกข้างต้นก็จะไม่เกิดการเลือนความหมายแบบนี้

แต่ถึงแม้วลี ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะสื่อความตามหลักภาษาได้ชัดเจนว่าประชาธิปไตยสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนประมุขเป็นอันดับรอง ก็เหมือนว่าความหมายโดยนัยนี้กลับกำลังถูกบางขั้วในสังคมพยายามบิดให้กลายเป็น ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มากขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก ถ้าลองย้อนดูรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จะเห็นว่าตั้งแต่ พ.ศ. 2492 ถึง 2521 มาตรา 2 ไม่ได้เขียนไว้อย่างปัจจุบัน แต่ใช้ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

สังเกตการเว้นวรรคที่สื่อว่าประชาธิปไตยกับประมุขนั้นเป็นสองประเด็นแยกกัน

การเอาช่องไฟออกและเติมคำเชื่อม อัน เข้าไป เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 และ 2534 ตามลำดับ และคงอยู่ต่อมาแต่นั้น ซึ่งนึกดูก็น่าคล้อยตามว่าเป็นการสร้างความหมายใหม่ให้พระมหากษัตริย์กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แยกกันไม่ได้ของประชาธิปไตย (แบบไทย ๆ) ตามที่เขาว่า

แต่มาถึงวันนี้ ความหมายนั้นเหมือนจะกำลังถูกเปลี่ยนไปอีกขั้น พระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตยอาจจะกลับมาแยกกันได้อีกครั้ง

แต่เป็นการแยกให้เห็นว่ามีอย่างเดียวที่สำคัญ

และเขาก็ได้บอกอย่างชัดแจ้งแล้ว ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย

15 August 2021

ว่าด้วย ความในใจเด็กสายวิทย์ วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาท่องจำ

เอ็นทรีนี้ดัดแปลงจากโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 2015 ซึ่งอ้างถึงบทความ “ความในใจเด็กสายวิทย์ วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาท่องจำ” ที่เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ในโลกสี่เหลี่ยมของเตรียมอุดม เมื่อปี 2013 และเผยแพร่ซ้ำผ่านเพจ กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ในปี 2015

ผมเข้าใจประเด็นที่ผู้เขียนเสนอนะ ที่เขาบอกว่าฉันไม่ค่อยเก่ง จริง ๆ แล้วความหมายคือไม่เก่งเหมือนพวกเด็กโอฯ ที่มองอะไรก็เห็นไปถึงระดับอณูเหมือนนีโอใน The Matrix ส่วนที่เขาจำใจเรียนแบบท่องจำไปนั่นมันก็คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำนั่นแหละ แต่ที่แตกต่างคือเขาไม่สามารถทำใจหยุดยอมรับที่แค่นั้นได้

ไอ้คำถามอย่าง 1 คูลอมบ์แปลว่าอะไร หรือความหมายของหน่วยมูลฐานและมิติของปริมาณต่าง ๆ มันเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเข้าใจฟิสิกส์เป็นอย่างมาก แต่ครูก็ไม่เคยสอนจริง ๆ (ถึงจะอยู่ในภาคผนวกของหนังสือเรียน สสวท.ก็เถอะ) ซึ่งบางคนก็สามารถคิดเข้าใจเองได้ (ตอน ม.5 ผมเคยเถียงกับเพื่อนอยู่ว่าทำไมโมลถึงเป็นหน่วยมูลฐานทั้ง ๆ ที่เป็นปริมาณไร้มิติ) แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่

แล้วการที่ไม่มีใครสอนคอนเซปต์พื้นฐานพวกนี้มันเป็นปัญหาแค่ไหน อย่างที่เห็นจากโพสต์ต้นทาง มันไม่เป็นปัญหาต่อการสามารถคิดวิเคราะห์และทำโจทย์ที่อาศัยหลักการที่สูงขึ้นไปหรอก แต่มันบังคับให้ต้องทำโดยยอมรับบทบัญญัติหลาย ๆ อย่างไปโดยปริยาย หรือก็คือที่ผู้เขียนบ่นว่าต้องเรียนแบบท่องจำ

ซึ่งผู้เขียนเขาทำใจยอมรับตรงนี้ไม่ได้ เขาอยากจะสามารถสร้างมโนภาพถึงองค์ประกอบทุกอย่างขึ้นมา และเข้าใจที่มาที่ไปทุกอย่างของมันตั้งแต่ต้น เขาไม่อยากจำว่ามุมภายในของสามเหลี่ยมรวมกันได้ 180 องศา แต่เขาต้องการเห็นภาพว่าถ้าวาดเส้นขนานกับฐานของสามเหลี่ยม มุมแย้งของมุมฐานทั้งสองจะประกบกับมุมยอดของสามเหลี่ยมรวมกันได้เป็นมุมตรงพอดี เขาอยากเป็นเหมือนเด็กเก่งระดับเทพทั้งหลายที่ไม่ต้องท่องสูตร เพราะเข้าห้องสอบไปก็สามารถพิสูจน์สูตรเหล่านั้นขึ้นมาได้เองจากความเข้าใจ แต่เขายังไม่มีความสามารถมากพอที่จะเห็นเส้นที่ขนานกับฐานของสามเหลี่ยมนั้นได้เอง และอยากให้ครูสอนให้เห็นสิ่งเหล่านี้ แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง

ผมคิดว่าผมเข้าใจความรู้สึกของผู้เขียนนะ ในวิชาคณิตศาสตร์ ผมมีปัญหากับเรื่องฟังก์ชันตรีโกณมิติเป็นอันมาก เพราะคณิตศาสตร์ที่ผมเคยรู้จัก มันต้องเห็นที่มาที่ไปได้ชัดเจนพอที่จะสร้างมโนทัศน์ขึ้นในใจเองได้ เหมือนอย่างที่เราสามารถแรเงาพื้นที่ต่าง ๆ ในเซตที่อินเตอร์เซกกัน หรือนึกภาพลูกเต๋าในเรื่องความน่าจะเป็นได้โดยไม่ต้องยุ่งกับสูตรตัวเลขใด ๆ แต่กับตรีโกณมิติผมไม่สามารถทำได้

และพอไม่สามารถสร้างมโนทัศน์ได้ ก็เลยทำให้การเรียนเรื่องนั้น ๆ ดิ่งเหวไปเลย เพราะผมไม่สามารถท่องจำสูตรและสมการเหล่านั้นได้โดยปราศจากความเข้าใจ ในกรณีนี้ผู้เขียนข้างต้นยังประสบผลสำเร็จในการทำข้อสอบมากกว่าผม เพราะเขายังสามารถทนเรียนแบบท่องจำได้ ถึงแม้จะขัดใจตัวเองก็ตาม

ปัญหาก็คือเขาฉลาดพอที่จะเห็นว่าทุกอย่างมันควรเชื่อมโยงกันได้ แต่ยังไม่เก่งพอที่จะเห็นภาพความเชื่อมโยงเหล่านั้นได้เอง และแน่นอนว่าระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนไม่ได้มุ่งที่จะช่วยเขาในจุดนี้

ทั้งนี้จะขอยังไม่กล่าวถึงประเด็นแหล่งความรู้นอกห้องเรียน เพราะยุคสมัยที่ผ่านไปอาจจะทำให้เปรียบเทียบประสบการณ์กันได้ยากสักหน่อย

* * *

จริง ๆ แล้วผมว่ายังมีอีกคำถามที่สำคัญและน่าคิด ว่าความต้องการของผู้เขียน ที่จะเรียนฟิสิกส์ (ที่จริงก็รวมไปถึง formal sciences ทั้งหลายด้วย) โดยสร้างความเข้าใจทะลุปรุโปร่งในทุกด้าน มันเป็นไปได้จริงหรือเปล่า

สำหรับฟิสิกส์ระดับมัธยมปลาย ซึ่งแทบจะหยุดอยู่แค่ศตวรรษที่ 19 อาจยังไม่เห็นภาพชัดนัก แต่ก็มีอยู่เรื่อย ๆ ที่จะต้องพบเจอกับทฤษฎีบทที่ “เขาพิสูจน์มาแล้ว” แต่วิธีพิสูจน์นั้นต้องใช้ศาสตร์ที่ยังไม่ได้เรียน จึงต้องยอมรับไปก่อนโดยปริยาย แม้กระทั่งในเรขาคณิตระดับประถม เราก็ต้องท่องจำว่าปริมาตรของทรงกรวยเป็น 1/3 ของทรงกระบอก เพราะการพิสูจน์ที่มานั้นต้องใช้แคลคูลัส การท่องจำจากสิ่งที่มีคนคิดไว้ก่อนแล้วจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในบรรดาศาสตร์รูปนัย

กระนั้นแล้ว คนที่ได้ร่ำเรียนจนหมดมวลความรู้ของมนุษยชาติในสาขานั้น ๆ ก็ควรจะสามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งอย่างที่ผู้เขียนต้องการหรือเปล่า อันนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันก็ยากที่จะเชื่อเหลือเกินว่าสมองของมนุษย์จะทรงพลังขนาดนั้น แล้วอย่างไรเสีย ต่อให้อัจฉริยะระดับไหน ก็คงไม่สามารถคิดวิเคราะห์ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบได้โดยไม่ต้องแบ่งเป็นขั้นตอนเสียก่อน และในบรรดาขั้นตอนเหล่านั้น สุดท้ายแล้วยังไงมันก็มีสิ่งที่เราต้องจำไปใช้อยู่ดี แม้ว่าจะเคยคิดวิเคราะห์ไว้เองก็ตาม

15 January 2021

15... 20 years of Wikipedia

เอ็นทรีนี้คัดลอกจากโพสต์เก่าในเฟซบุ๊กเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อวาระที่วิกิพีเดียครบรอบ 15 ปี ไหน ๆ ตอนนี้ครบ 20 ปีแล้ว ก็ขอเอามาแปะในบล็อกด้วยแล้วกัน

เรามีชีวิตอยู่ในโลกที่มีวิกิพีเดียมานานกว่าที่ไม่มีแล้ว นึกดูก็แปลกดี จำได้ว่า google เจอ Wikipedia ครั้งแรกเมื่อปี 2003 ตอนหาข้อมูลทำพรีเซนต์เรื่องวัฒนธรรมแคนาดาของ'จารย์ Jacobsen

ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรหรอกว่ามันเป็น open content ที่ใครก็ร่วมเขียนได้อะไรยังไง มารู้จักจริงจังก็ช่วงปี 2005–06 ที่กระแส Web 2.0 กำลังมาแรง ซึ่งวิกิพีเดียนี่น่าจะนับได้เลยว่าเป็นผลิตผลของ Web 2.0 ที่ revolutionary ที่สุด

แต่ก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ใน 15 ปีที่ผ่านมานี้ พอจะเห็นได้ว่า 5 ปีแรกเป็นช่วงของการตั้งต้นเงียบ ๆ 5 ปีถัดมาเป็นการเติบโตพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว และ 5 ปีหลังนี้เริ่มนิ่งและอยู่ตัว แต่ในขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ว่าพลังงานและพลวัตของผู้ร่วมเขียนเว็บไซต์มันเริ่มแผ่วลงมานานแล้ว เราเองก็คงได้แต่สงสัยว่าในอนาคต เราจะยังมีแหล่งความรู้ของมวลมนุษยชาติที่กว้างขวางและเข้าถึงได้ง่ายอย่างวิกิพีเดียอยู่อีกหรือไม่ แต่ที่รู้แน่ชัดคือวิกิพีเดียได้ปฏิวัติการเข้าถึงข้อมูลและความรู้ของเราไปแล้วตลอดกาล

2 December 2020

ปัญหาของการบังคับเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ

ผมเคยกล่าวถึงประเด็นการบังคับเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือมาบ้างแล้ว และเคยได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเสนอให้กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไททาง Facebook Messenger แต่เหมือนว่าเขาจะไม่สะดวกเลยมิได้ตอบกลับ แต่ไหน ๆ แล้ว ขอเอามาแปะไว้ตรงนี้อีกที่หนึ่งแล้วกัน เผื่อใครสนใจ


สวัสดีครับ

ผมเห็นว่าที่ผ่านมา ELSiam ได้เสนอปัญหาเกี่ยวกับกิจกรรมลูกเสือฯ มาเป็นระยะ ๆ จึงอยากเสนอประเด็นที่อาจสนใจใช้เป็นแนวทางในการรณรงค์อีกอย่างหนึ่ง คือความสมัครใจในการเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ

ผมไม่แน่ใจว่า ELSiam เคยรณรงค์เรื่องนี้มาแล้วแค่ไหนบ้างนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าน่าแปลกใจเกี่ยวกับการลูกเสือในประเทศไทย คือการเป็นกิจกรรมภาคบังคับ ที่นักเรียนทุกคน “ต้อง” เข้าร่วมโดยปริยาย ซึ่งแตกต่างเป็นอันมากจากในประเทศต้นกำเนิด ที่เน้นความสมัครใจเข้าร่วมเป็นแก่นสำคัญอย่างหนึ่งของกิจการลูกเสือ (ผมจะขอกล่าวถึงเฉพาะลูกเสือนะครับ เพราะไม่ได้หาข้อมูลเกี่ยวกับยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ฯลฯ)

ทั้งนี้ธรรมนูญองค์การลูกเสือโลกเองให้นิยามกิจการลูกเสือไว้ว่า

The Scout Movement is a voluntary non-political educational movement for young people open to all without distinction of gender, origin, race or creed, in accordance with the purpose, principles and method conceived by the Founder and stated below.

ต้องยอมรับว่าในประเทศไทย กิจการลูกเสือมีสถานะพิเศษ มีกฎหมายรับรองการสนับสนุนจากรัฐโดยตรง สืบเนื่องจากที่มีรัชกาลที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้ง แต่กระนั้นก็ตาม ข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติก็ระบุชัดเจนว่า

ให้เด็กชายเป็นสมาชิกของกองลูกเสือตามความสมัครใจ

แนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกับกับหลักการความสมัครใจนี้ ผมพบปรากฏในเอกสารทางการคือ แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ.

ทั้งนี้หลักสูตรแกนกลางฯ กำหนดให้โรงเรียนจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งแบ่งเป็นกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ และระบุกิจกรรมนักเรียนไว้สองประเภท คือ (1) กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร และ (2) กิจกรรมชุมนุม ชมรม

จะเห็นว่าหลักสูตรแกนกลางฯ มิได้กล่าวถึงการบังคับเข้าร่วมแต่อย่างใด แต่คู่มือแนวทางการจัดกิจกรรม ของสพฐ. กลับเขียนไว้ว่า

นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมทั้งในข้อ 1 และ 2

ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งกิจการลูกเสือโดยตรง

การบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมลักษณะนี้ นอกจากเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักเรียนแล้ว ผมมองว่ายังเป็นผลเสียต่อกิจการลูกเสือในประเทศไทยอีกด้วย เพราะเมื่อผู้เข้าร่วมไม่เต็มใจ ตัวกิจกรรมก็ย่อมมีแนวโน้มจะถูกมองในแง่ลบ

และที่สำคัญ ยังจะทำให้คณะลูกเสือแห่งชาติขาดคุณสมบัติสมาชิกภาพตามบทบัญญัติของธรรมนูญองค์การลูกเสือโลกอีกด้วย เพราะธรรมนูญระบุคุณสมบัติไว้ข้อหนึ่งว่า

Establishment of the National Scout Organization as an independent, non-political, voluntary movement of probity and effectiveness.

ผมเคยได้รับทราบข้อมูลว่า มีองค์กรลูกเสือบางประเทศเคยถูกระงับสมาชิกภาพ เนื่องจากบังคับให้เยาวชนเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่ยังไม่มีโอกาสสืบค้นรายละเอียดว่าหมายถึงประเทศไหน เมื่อไร แต่หากข้อมูลที่ผมได้รับมานั้นถูกต้อง ก็น่าจะพออนุมานได้ว่าองค์การลูกเสือโลกเขามองเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ร้ายแรงทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้คงไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ และย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ผมนำข้อมูลนี้มาเสนอ เผื่อว่า ELSiam จะสนใจนำไปเรียบเรียงและใช้ประชาสัมพันธ์เพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายการศึกษาได้ตระหนักถึงความขัดแย้งนี้ และดำเนินการแก้ไขต่อไป

และหากผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศไทยจะมองว่าไม่สำคัญ การส่งเรื่องให้องค์การลูกเสือโลกช่วยตรวจสอบ อาจจะช่วยเป็นแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในทางที่ดีขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

ขอฝากให้พิจารณาด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ


28 October 2020

Thoughts behind the final farewell

View this post on Instagram

Waiting on a final farewell

A post shared by Paul_012 (@paul_012) on

เคยว่าอยากจะเล่าความคิดเบื้องหลังภาพด้านบนนี้มาสักพัก แต่ยังไม่ได้พยายามเรียบเรียงจริง ๆ จัง ๆ สักที วันนี้¹ ครบรอบสามปีแล้ว คงเป็นเวลาที่นานพอที่จะย้อนกลับไปมองในฐานะอดีตได้ (และปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วงไม่กี่ปีนี้ ก็ได้ช่วยให้ก้าวข้ามความลังเลที่จะเล่าเรื่องเหล่านี้ออกมา)

คนที่รู้จักผมอาจแปลกใจกับภาพนี้ที่โพสต์ในอินสตาแกรม อย่างผมเนี่ยนะ จะไปเบียดเสียดฝูงชนปักหลักรอขบวนพระบรมศพทั้งคืน ซึ่งก็ถูกแล้ว ผมไม่ได้ไปรอข้ามคืนหรอก และคงไม่ได้คิดจะไปร่วมพระราชพิธีในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์เลย ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านรู้จักกับโรงแรมแถวท่าเตียนและสามารถจองห้องเพื่อเป็นใบเบิกทางให้เข้าพื้นที่ได้ ว่ากันตรง ๆ แบบเห็นแก่ตัวเลยก็คือ ผมไม่ได้ตั้งใจไปเพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยในฐานะประชาชนที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เท่ากับที่จะไปเพื่อประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของตนเอง (กับอาจจะได้รูปไปลงวิกิพีเดีย) และไม่ได้คิดที่จะลงทุนแบบที่บรรดาผู้คนที่ฝ่ามาด้วยใจเขาต้องทำเลยด้วยซ้ำ

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดหรอก

ผมเติบโตในระบบโรงเรียนมาในทศวรรษ 1990s โดยเฉพาะในบรรยากาศการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ช่วงนั้นแนวคิดเกี่ยวกับชาติและการปกครองของไทยเริ่มตกผลึกนิ่งแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นที่เคารพนับถือในฐานะผู้ค้ำจุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสื่อรอบตัวต่าง ๆ ก็สะท้อนแนวคิดเหล่านี้ ผมไม่เคยเรียนว่าคนไทยมีหน้าที่รักในหลวง แต่คนไทยรักในหลวงเพราะทรงทุ่มเทอุทิศพระวรกายและพระปรีชาสามารถเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน อันที่จริงเรื่องเล่าเหล่านี้แทบไม่ได้อยู่ในหนังสือเรียนเลยด้วยซ้ำ แต่เราสัมผัสและซึมซับมันมาจากการบอกย้ำในโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันแต่งกลอนเทิดพระเกียรติ การบ้านวิชาศิลปะที่ให้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ การแปรขบวนรูปตราสัญลักษณ์กาญจนาภิเษกในพิธีปิดกีฬาสาธิตสามัคคี ตลอดจนการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและสดุดีมหาราชาตอนเข้าแถวหน้าเสาธงปีละสองครั้ง

ช่วงเวลานั้น จนถึงการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในปี 2006 เป็นช่วงที่หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเป็นจุดสูงสุดของฐานะความนิยมในสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล สำหรับผมเองก็เช่นกัน วันที่ 9 มิถุนายนนั้น ผมกับเพื่อน ๆ ไปชมการซ้อมใหญ่ขบวนเรือพระราชพิธี และตอนค่ำก็ได้ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ท้องสนามหลวง ผมยังจำบรรยากาศนั้นได้ ท่ามกลางความวุ่นวายและฝูงชนที่แน่นขนัด นาทีที่ทุกคนเริ่มร้องเพลงพร้อมกันนั้น มันสัมผัสได้ถึงการมีความรู้สึกร่วมกันกับคนแปลกหน้าทั้งหลาย ณ ที่นั้น (ถึงจริง ๆ แล้วเพลงจะไม่พร้อมเลย เพราะลำโพงอยู่ไกล) มันเป็นความตื้นตันที่เหนือกว่าการร้องหน้าเสาธงที่โรงเรียนทุกครั้ง

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้ร้องและรู้สึกอะไรกับเพลงเหล่านั้น

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่หลังจากนั้นความ “อิน” หรือการรู้สึกร่วมเวลาเห็นการเฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ สำหรับผมก็ค่อย ๆ ลดหายไป อาจเป็นเพราะบรรยากาศการเมือง ที่นับจากรัฐประหารที่ตามมาไม่นานก็เข้าสู่วังวนแห่งความขัดแย้ง หรือเพราะทิศทางของการเฉลิมพระเกียรติส่วนมาก ที่แปรเปลี่ยนจากการเชิดชูพระราชกรณียกิจเป็นการสรรเสริญเทิดทูนอย่างออกนอกหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้รู้สึกว่าภาพของสถาบันกษัตริย์ที่เห็นมันเริ่มต่างจากสิ่งที่เคยถูกปลูกฝังมามากขึ้นทุกที

หลายคนที่เสื่อมศรัทธากับสถาบันพระมหากษัตริย์ มักพูดถึงโมเมนต์ “ตาสว่าง” นัยว่ามีเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่เป็นเครื่องฉุดให้เห็นความจริง แต่ผมไม่เคยรู้สึกเช่นนั้น แม้ความรู้สึกร่วมจะลดลง แต่ในความคิดผมก็ยังพยายามรักษาภาพเดิมที่มีไว้ตลอด และมองเสมอว่าการอ้างตัวโหนสถาบันฯ เพื่อประโยชน์ส่วนตน ตลอดจนการเหยียบย่ำเสรีภาพต่าง ๆ ตั้งแต่บล็อคยูทิวบ์ บล็อควิกิพีเดีย หรือคดี 112 ต่าง ๆ นั้นเป็นความเลวของคนที่ทำ โดยไม่เกี่ยวกับสถาบันฯ

ที่จริงมันก็อาจเป็นกลไกป้องกัน ที่พยายามหาเหตุผลอ้างให้เรื่องต่าง ๆ สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากเชื่อ แต่เอาเป็นว่าสำหรับผม ผมไม่เคยมีประสบการณ์ของการตระหนักและเปลี่ยนความคิดอะไรที่ชัดเจน หากแต่ชุดความคิดเดิมมันค่อย ๆ จางไปตามกาลเวลามากกว่า

และเมื่อมุมมองเก่าจางไป ก็เหมือนเราจะเปิดรับมุมมองใหม่ได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแนวคิดที่ผมรับมาแต่เด็ก ว่าทรงเป็นมนุษย์ผู้อุทิศตน ไม่ใช่สมมุติเทพดั่งลัทธิเทวราชาที่ถือกันในสมัยโบราณ แนวคิดหรือข้อเขียนที่วิจารณ์การกระทำในฐานะมนุษย์จึงไม่ได้เป็นเรื่องรับไม่ได้สำหรับผมขนาดนั้น อันที่จริงผมไม่ได้เป็นคนอ่านหนังสืออะไรมากมาย (อย่าง The King Never Smiles ที่ผมเคยพูดถึงว่ามีบน Google Books นั่นผมก็แค่เห็นผ่าน ๆ ไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ) แต่ก็ไม่ได้พยายามปิดหูปิดตา และก็มีงานเขียนภาษาอังกฤษผ่านตาอยู่บ้าง ซึ่งมันก็คงค่อย ๆ สร้างความยอมรับใหม่ในความคิดของเรา อย่างตอนที่ Andrew MacGregor Marshall เขียน #Thaistory จนเป็นกระแสเมื่อปี 2011 ผมนั่งอ่านก็แอบงงนิดนึงว่ามันไม่เห็นจะมีอะไรน่าขัดแย้งขนาดนั้นเลยนี่นา ออกเคารพพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลด้วยซ้ำ และไม่ได้แตะประเด็นร้อนของจริงอย่างเรื่อง 6 ตุลาเลย

แต่ขณะที่ผมไม่ได้ประสบภาวะวิกฤตทางศรัทธาหรือความเชื่อแบบบางคนที่รับอดีตไม่ได้จนต้องไล่ลบโพสต์ “ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙” กันนั้น ก็ใช่ว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่ได้ทิ้งช่องว่างไว้สำหรับผม หลังเพลงสรรเสริญพระบารมีในปี 2006 นั้น ผมเองยังคงหวังที่จะได้สัมผัสบรรยากาศเช่นนั้นอีก แต่ก็ไม่มีโอกาสอยู่หลายปี จนอีกทีถึงได้ตระหนักว่ามันไม่อาจกลับมาได้แล้ว แต่แท้จริงสิ่งที่เราโหยหาคือ “อดีต” เมื่อครั้งที่ยังสามารถ “ซาบซึ้ง” กับมันได้ต่างหาก

การไปร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่บอกว่าไปเพื่อประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิต จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เพียงเท่านั้นหรอก สำหรับผม มันคือการไปร่วมปิดฉากในเรื่องราวเล่าขานที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาหลายสิบปี

และบางที อาจมีสักช่วง แม้สักเสี้ยววินาทีก็ยังดี ที่เราจะได้ลืมทุกอย่าง และกลับไปรู้สึกและรำลึกถึงสถาบันฯ ในแบบที่เราเคยเมื่อครั้งยังเด็ก โดยไม่ต้องคิดอะไร

ก่อนที่มันจะลอยหายไปกับควันพระเพลิง และกลายเป็นอดีตไปตลอดกาล

* * *

ช่วงหลังสวรรคต ที่เสียงบรรเลงตามห้างร้านกลายเป็นเพลงเทิดพระเกียรติและเพลงพระราชนิพนธ์กันไปหมดนั้น ผมซื้อซีดีเพลงชุด “ต้นไม้ของพ่อ” มา ซึ่งถึงตอนนี้น่าจะได้เปิดเล่นไปแค่ครั้งเดียว

จริง ๆ แล้วผมไม่ได้สนใจเพลงอื่นในอัลบั้มเลยนอกจากเพลงแรกกับเพลงของขวัญจากก้อนดิน และที่อยากได้เก็บไว้ก็ไม่ใช่เพราะความหมายที่เพลงสื่อ

หากแต่เพราะเพลงสองเพลงนี้ เป็นเพลงที่ผมกับเพื่อน ๆ ใช้ร้องประกอบในกิจกรรมละครเทิดพระเกียรติภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนให้ทำเมื่อปี 1999 และช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นความทรงจำที่มีค่าของผม

จากนี้ไป มันก็คงมีค่าให้ผมเก็บไว้เพียงเท่านั้น

ส่วนเรื่องราวของสถาบันกษัตริย์ คงต้องปล่อยให้เป็นบทบันทึกของหน้าประวัติศาสตร์ ที่จะถูกเขียนขึ้นต่อไป


  1. เมื่อเริ่มเขียน

10 May 2017

ว่าด้วย ฉลาดเกมส์โกง

ไปดูมาละด้วยความกลัวถูกสปอยล์… ถึงทีของเราละ [SPOILER ALERT]

ชอบนะ ก็ดีมากแหละ ตามที่มีคนพูดถึงเยอะแล้ว (ที่จริงยังไม่ได้ตามอ่านรีวิวของใครเลย แต่ก็นั่นแหละ วิจารณ์หนังไม่เป็น ก็ถือว่าเชื่อตาม ๆ เขาละกัน)

แต่นึก ๆ ดูแล้วก็ยังมีประเด็นที่ค้างคาอยู่ คือตอนจบ ทีแรกก็ลุ้นกลัวว่าจะทิ้งลอยให้ไปคิดเอาเอง เอาเข้าจริงก็ขมวดซะแน่นเลย แต่ก็เฉพาะกับตัวละครหลักที่บทเลือกจะเก็บไว้คนเดียวคือลิน ขณะที่แบงค์ (ซึ่งเราในฐานะคนดู invest ความสนใจไปเยอะแล้ว) กลับถูกผลักทิ้งให้เหมือนเป็นแค่ plot device ที่เข้ามาสร้างปมให้ลินเท่านั้น

ซึ่งพอยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าปมนี้มันยังไม่คลายดีเลยด้วยซ้ำ คือตอนจบที่แบงค์เรียกลินมาคุย เราเห็นลินได้สะท้อนว่าตัวเองทำอะไรลงไป คือไม่ใช่แค่พาตัวเองหลงมาตามเส้นทางของการโกง (ที่ตอนนี้กลับใจแล้ว) แต่ยังลากแบงค์ (ซึ่งตั้งต้นด้วยความบริสุทธิ์) ตกลงมา to the dark side ด้วยอีกคน แต่ลินกลับไม่ได้ต้องทำอะไรเพื่อ redeem ตนเองจากการกระทำนี้เลย นอกจากเพียงแค่ปลงใจยอมรับคำขู่ของแบงค์ (ที่ยังติดอยู่ด้านมืด) ด้วยคำว่า “งั้นเราหายกัน” แค่นั้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ลินอาจจะแก้ปมที่ทำให้แบงค์เดือดร้อนแล้วโดยการทำให้แบงค์ได้เงินซื้อเครื่องซักผ้า แต่ลินยังไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลยกับการทำให้แบงค์แปดเปื้อนแต่แรก

นอกเสียจากว่าผู้ชมจะต้องเข้าใจนอกฉากเอาเองว่าการปิดประตูของลินนั้นมันเพียงพอที่จะกระชากแบงค์กลับมา ซึ่งผมดูแล้วรู้สึกว่ายังอ่อนเกินไปมาก

แต่ยังไงคือโดยรวมก็ถือว่าดีมาก โดยเฉพาะในเรื่อง mentality ของเด็กทำข้อสอบเก่ง อันนี้เป๊ะจริง ๆ

ประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น ๆ ก็มีเช่น

  • ใครสอนให้เล่น Für Elise ใช้นิ้ว 5-4-5 หือ?
  • บาร์โค้ด ตอนแรกคิดว่าเอ็งใช้ที่เปลืองขนาดนั้นดินสอมันจะยาวพอมั้ย แต่ไล่นับดูจริง ๆ แล้วไบต์นึงมันกว้างแค่ 0.25 mm เออก็พอแฮะ (ขืนทำเป็น binary มาลูกค้าก็อ่านไม่ออกอีก)
  • จำเลขข้อ A, B, C มาเรียงต่อกันง่ายกว่านะเออ
  • ทำเป็นเล่นไป Queen of the Night Aria เราฟังเล่นตอนเดินทางจริง ๆ นะ
  • การเอาข้อความมาเข้ารหัสเป็นโน้ตดนตรีก็เหมือนกัน ตอนเด็ก ๆ เคยคิดเล่น
  • เจมส์จะได้เล่นบทอื่นที่ไม่ใช่ลูกคนรวยโดนสปอยล์บ้างมั้ยเนี่ย
  • ฉาก ผอ.ทำไมเราเห็นแต่แม่ดาว

ป.ล.

  • เงินสองล้านบาทมันจะพอไปเรียนบอสตันได้ไง

6 August 2016

รำพึงรำพัน เรื่องรัฐธรรมนูญ

แป๊บ ๆ เก้าปีแล้วเหรอเนี่ย รู้สึกเหมือนเพิ่งจะเขียนถึงเหตุผลที่ไม่ไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญรอบที่แล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง

แต่คราวนี้คงอ้างเหตุผลแบบเดิมว่ายุ่งจนไม่มีโอกาสติดตามข่าวสารไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อมีคนแชร์ความเห็นฝั่งโน้นฝั่งนี้ผ่านตามาเต็มไปหมด ไหนจะคลิปไวรัลโยนหีบแตกนี่อีก เรื่องนี้ใครจะเกลียดจะด่า กกต.สมชัยว่าไงบ้างไม่รู้นะ แต่ในแง่การประชาสัมพันธ์สร้างกระแสนี่เอาถ้วยไปเลย

แต่ถึงจะมีข้อมูลตรงหน้ามากมายขนาดนี้เราก็ยังเพลียและไม่อยากจะสนใจมันอยู่ดี

เรื่องเดิม ๆ ที่ว่าการลงประชามติภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารนี่ยังไงก็รู้สึกว่าปาหี่นี่ก็ส่วนหนึ่ง คือท่านก็แต่งตั้ง-ร่าง-ชงมาให้เสร็จสรรพขนาดนี้ แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม (♪)… เอ่อ นั่นแหละ ราวกับว่าการลงประชามติจะสามารถชดเชยการที่ห้ามเลือกกรรมการหมู่บ้านมาสองปี แล้วบ้านเมืองจะกลับมาเป็นประชาธิปไตยอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งก็ทำใจเชื่อไม่ลง และจึงไม่ค่อยอยากจะมีส่วนร่วมด้วยอย่างที่เคยบอกตั้งแต่คราวก่อน

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น

สำหรับผม ความสนใจในรัฐธรรมนูญคงไม่อาจกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว

อย่างที่บอกไปในโพสต์รำพึงรำพันที่แล้ว ผมโตมาในบรรยากาศการเมืองยุคหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในยุคที่เราคิดและเชื่อกันจริง ๆ ว่าบ้านเมืองจะได้เป็นประชาธิปไตยเต็มตัวเสียที

ผมนั่งดูข่าวการอภิปรายมาตรา 211 สมัยรัฐบาลชวน 1 ทางโทรทัศน์ ตั้งแต่ยังไม่อาจรู้เรื่องด้วยซ้ำว่ามันมีความสำคัญอย่างไร

ผมนั่งอ่านเอกสารแนะนำการเลือก ส.ส.ร.ที่ส่งมาที่บ้าน และค่อย ๆ เรียนรู้ว่าทำไมเขาถึงจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ผมไล่อ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่าเป็นฉบับประชาชน ถึงแม้จะรู้เรื่องเพียงแค่บางส่วน และตื่นเต้นกับความจับต้องได้ของบทบัญญัติสูงสุดของการปกครองประเทศ

ตอนนั้นผมอยู่ ป.6

ผมยังจำได้ถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ยังจำได้ว่ามี ส.ส.คนหนึ่งพยายามสร้างจุดสนใจโดยบอกว่า “เห็นด้วย แต่ไม่ค่อยชอบ” จนประธานสภาต้องติงให้ระบุให้ชัดเจนว่าเห็นชอบหรือไม่

ยังจำได้ถึงบรรยากาศการรณรงค์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญโดยเครือข่ายประชาสังคมก่อนหน้านั้น จนนักการเมืองที่ก่อนหน้านี้พยายามอภิปรายให้ร่างฯ ไม่ผ่านเพราะข้อความ “พ.ศ. …” ยอมถอย

จนหลายปีผ่านไป สติกเกอร์สีเขียวตองที่เริ่มเก่าลอกและซีดจาง ก็ยังคงเป็นภาพที่คุ้นเคย ที่อาจพบเห็นติดอยู่ตามมุมนั้นมุมนี้ของโรงเรียนและที่สาธารณะต่าง ๆ

แต่บัดนี้คงเหลือเพียงความทรงจำที่รางเลือน

เช่นเดียวกับความฝันที่ว่าเรามีประชาธิปไตย แค่ 9 ปีถัดมา ความเชื่อว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบก็ถูกรอยตีนตะขาบรถถังเหยียบทำลายไปสิ้น

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ถูกฉีกทิ้งไปพร้อมกับความเชื่อ ความหวัง และความศรัทธาของเด็ก ป.6 คนนั้น

และต่อให้มีรัฐธรรมนูญใหม่อีกกี่ฉบับ ที่ต่อให้ดีเลิศเลอกว่าเดิมสักแค่ไหน ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีโอกาสปลุกความรู้สึกที่ถูกทำลายไปเหล่านั้นกลับมาได้อีก

ความจริงแล้วมองย้อนกลับไป ความดีงามของรัฐธรรมนูญ '40 ที่เราเชื่อนักหนานั้นก็รับรู้มาจากการที่คนอื่นบอกมาแทบทั้งสิ้น ยังไม่เคยจะคิดวิเคราะห์เอาจากตัวบทเองอย่างจริงจังเลย

และจริง ๆ แล้วเสียงของเหตุผลก็ยังกระซิบบอกเราอยู่ว่าจะตัดสินอะไรดีไม่ดี ก็ต้องไล่เนื้อหาดูเอาสิ ไม่ใช่ใช้แต่ความรู้สึก ไม่งั้นจะมีโอกาสพบเจอกับสิ่งใหม่ที่ดีกว่าได้ยังไง

แต่ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้จะไม่มีประเด็นให้กังขาและเคลือบแคลงเรื่องความเหมาะสมชอบธรรม ทั้งในหลักการ ตัวบท และที่มา ผมก็ยังคงไม่สามารถให้ความสนใจจริงจังกับมันได้อยู่ดี

เพราะยังช้ำใจกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้รัฐธรรมนูญจะดีแค่ไหน เป็นที่ยอมรับขนาดไหน ก็ไม่มีความหมาย หากเกมการเมืองเดินมาถึงจุดที่ผู้มีอำนาจจะไม่เคารพมัน

ทุกวันนี้ก็เลยได้แต่โหยหาอดีตอันหอมหวาน เพราะแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ถึงรัฐธรรมนูญ และอนาคตอันสดใสของประเทศนี้ ก็ยังไม่อาจที่จะทำ

31 January 2016

10,000 tweets?

และแล้วก็มาถึงวันนี้จนได้ วันที่โพสต์บน Twitter ครบ 10,000 ทวีต ซึ่งความจริงก็รู้อยู่แล้วแหละว่าพิมพ์โน่นบ่นนี่ไปเรื่อย ๆ สักวันมันก็คงถึง แต่ถ้าไล่ย้อนกลับไป เมื่อปี 2007 ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าทวิตเตอร์อะไรนี่มันดูไร้สาระจริง จะต้องไม่ยุ่งกับมัน แล้วเป็นไง...

ความจริงบล็อกฉลองยอดทวีตครบเลขกลม ๆ นี่กะจะเขียนตั้งแต่ตอน 1,000 แล้ว โดยวางแผนไว้ว่าจะทำสถิติทวีตทั้งหมดว่าเกี่ยวกับอะไรบ้าง และ/หรือยกทวีตบางอันขึ้นมาเล่าความหมายเบื้องหลัง ว่าภายใต้ขีดจำกัด 140 อักขระนั้นมีความคิดอะไรแฝงอยู่ แต่มาถึงตอนนี้คงไม่มีปัญญาไล่ดูหมดหมื่นทวีตละ (ความจริงใน archive ที่ดาวน์โหลดมามีแค่ 9,974 จาก 9,999 ไม่แน่ใจว่าที่หายไปนั่นคือ retweets ที่เจ้าของลบไปหรืออะไรบ้าง) งั้นสุ่มเลือกเอามาเล่าสัก 10 อันละกัน

มาดูกันเลยดีกว่า

คงจำกันได้มั้ง ทวีตนี้พูดถึงกรณีข่าว “ทายาทกระทิงแดง” ขับรถชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อเดือน ก.ย. ปี 2012 ซึ่งบริบทของเหตุการณ์มันดู [outrageous] ทีเดียว แต่กลับไม่เห็นชุมชนออนไลน์ลุกเป็นไฟเหมือนกรณีอุบัติเหตุโทลล์เวย์เมื่อ ธ.ค. 2010 ทั้งที่กรณีก่อนหน้า ผู้ขับรถคันเกิดเหตุไม่ได้ขับรถหรู ไม่ได้เมาเหล้า และไม่ได้ชนแล้วหนี

ในหมื่นทวีตที่ผ่านมา มีจำนวนมากที่เป็นคำถามปลายเปิดต่อข่าวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทวีตลอย ๆ ไปงั้นแหละ ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร (แต่ถ้าได้ก็ดี ซึ่งไม่ค่อยมีหรอก) บางอันก็ถามเองตอบเอง อย่างกรณีนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทวีตที่เป็น @ replies นี่เป็นสัดส่วนสักเท่าไหร่ของทั้งหมด* แต่ก็คงมีอยู่เยอะเหมือนกัน (โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ น่าจะเป็นการโต้ตอบกับ @chayanin เสียเกือบครึ่งได้มั้ง) ทวีตนี้ก็ไม่มีอะไร แค่ตอบที่ @mamuang พูดถึงการใช้สปริงปากกาดามคอสาย Lightning

*เช็คละ 47%

ฮ่า ๆ ปรากฏว่าเรื่องนี้ทวีตซ้ำหลายรอบเหมือนกันแฮะ ก็เป็นหนึ่งในทวีตวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษา สังคมไทย และความเข้าใจประวัติศาสตร์ ซึ่งแนวคิดระบบ mandala (จาก มณฺฑล ในภาษาบาลี/สันสกฤต) นี่เราก็ไม่เคยได้เรียนในโรงเรียนจริง ๆ ทั้งที่เป็นแก่นของประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อนสมัยใหม่ที่สำคัญมาก กลับได้เรียนแต่ประวัติศาสตร์แนวชาตินิยมที่เล่าผ่านแผนที่ของคุณทองใบ แตงน้อย (เรื่องนี้มีคนวิจารณ์ไว้เยอะแล้ว อธิบายสั้น ๆ มันคือการที่เมืองเล็กต่างปกครองตนเอง แต่ก็อยู่ในอาณัติของเมืองใหญ่ และเมืองใหญ่ก็อยู่ในอาณัติของเมืองใหญ่กว่าอีกที โดยทั้งหมดนี้แต่เดิมเป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งไม่ตายตัว และเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด)

อันนี้ก็เป็นทวีตคำถามลอย ๆ เหมือนกัน แต่เป็นคำถามต่อเรื่องราวทั่วไปในชีวิตประจำวัน ถ้าสังเกตอาจจะเห็นว่าพยายามเคร่งครัดกับการใช้ปรัศนีกำกับทวีตเหล่านี้มาก (ปกติไม่ได้ใช้ในการพิมพ์กรณีอื่น) แต่ก็มีที่ลืม ๆ ไปบ้างเหมือนกัน

แต่เรื่องผงชูรสนี่ก็น่าสงสัยจริง ๆ ค่านิยมว่าผงชูรสไม่ดีมาจากไหน ทำไมอาหารต้องโฆษณาว่าไม่ใส่ผงชูรส ทำไมเราชอบเรียกขนมบางอย่างแบบติดตลกกันว่า “ขนมผงชูรส” หรือ “ขนมผมร่วง” ทั้งที่ไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามันมีผลเสียแตกต่างไปจากโซเดียมที่ได้จากเกลือแกงเลย (นอกจากการเกิดภาวะ Chinese restaurant syndrome ซึ่งก็ไม่ได้ชัดเจน และเป็นปรากฏการณ์คนละอย่างกับที่คนไทยพูดกัน)

อันนี้ก็เป็นทวีต @ reply อีกอัน แต่น่าสนใจตรงที่คุณ @TonsTweetings เป็นบุคคลที่รู้จักแต่ในทวิตเตอร์

ความจริงนั่งนึกดู การใช้ทวิตเตอร์ของตัวเองก็แปลกดีเหมือนกัน คือพยายามมากที่จะจำกัดขอบเขตเรื่องที่ทวีต (ด้วยคำนึงว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ) แต่ในขณะเดียวกันส่วนใหญ่ก็ follow แต่คนที่รู้จักในชีวิตจริง มีน้อยมากที่จะงอกออกไปกว่านั้น และก็ยังจำกัดแค่คนรู้จักทุติยภูมิ (คนรู้จักของคนรู้จัก) หลายคนก็ฟอล ๆ อัน ๆ อยู่หลายรอบ เพราะอัตราการทวีตสูงจนท่วมไทม์ไลน์ (เป็นคนใช้ทวิตเตอร์แบบต้องอ่าน 100% ความจริง following ที่ active น่าจะมีอยู่ไม่กี่สิบคน มากกว่านั้นตามอ่านไม่ไหว)

ป.ล. เรื่องสายสีแดงว่าทำไมเป็น metre gauge ในทวีตข้างต้นนั่นบอกถูกแล้วนะ

การ @ reply หาตัวเองนี่แต่ก่อนอาจจะทำเวลาต้องการผูกโซ่ทวีต (ข้อจำกัดทางเทคนิคสมัยนั้น) แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อขยายความทวีตข้างต้น (ดังเช่นในกรณีนี้)

โผล่มาจนได้ ไล่ดูทวีตทั้งหมดนี่พบว่าเป็นการโต้ตอบกับ @chayanin ถึง 16% เลยแฮะ

อีกละ ฮ่า ๆ อันนี้เป็นบทสนทนาสืบเนื่องจากทวีตก่อนหน้าว่า เพลงขอความสุข...คืนกลับมา ที่ได้ยินอยู่ในโทรทัศน์แทบทุกชั่วโมงนี่ชักจะรู้สึกรำคาญขึ้นทุกวัน ซึ่งช่วง พ.ค.–มิ.ย. 2010 มันเป็นงั้นจริง ๆ คือเพลงเปิดกรอกหูจนสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่แค่ทำนองกับคำร้อง แต่ออกมาเป็นสารของเพลงเลยว่า แต่ก่อนพวกเธอคนบ้านนอกอยู่กันจน ๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ จะมาเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงอะไรให้วุ่นวายทำไม กลับบ้านนอกไปซะ

เออ ทวีต @ reply หาคนอื่นมันเยอะจริงแฮะ

มีอยู่ช่วงนึงที่สร้างแอคเคานต์ @Paul_012checker ขึ้นมาตอบอะไรแบบนี้โดยเฉพาะ แต่หลัง ๆ ขี้เกียจเลยเลิกไป

โห่ random ไงเนี่ย ไม่ representative เลย อันนี้ไม่รู้จะคอมเมนต์อะไร เหมือนที่พูดถึงคุณ @TonsTweetings ข้างบน

อืมม... 10 ทวีตนี้เล่าเรื่องราวอะไรบ้างไหมเนี่ย แต่ไหน ๆ แล้ว ขอ honourable mention อีกอันละกัน

ครับ ก็ขอจบโพสต์กับผลงานชิ้นโบว์แดง* ในทวิตเตอร์อันนี้ ขอเรียกว่าเป็นทวีตไวรัลที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าเคยสร้างสรรค์มา (และคงไม่สามารถทำได้อีกแล้ว) กับเกือบ 40,000 retweets ซึ่งเปิดโลกผู้ใช้ทวิตเตอร์ให้ได้เห็นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจมาก (โดยเฉพาะปริมาณติ่งเกาหลี**)

แต่ก็หวังว่าจะไม่ได้มีโอกาสโพสต์ฉลองครบ 100,000 หรอกนะครับ (อีก 45 ปี เราน่าจะมีเครื่องผลาญเวลาที่ดีกว่าทวิตเตอร์แล้วนะ)

*เออ สำนวนนี้มาจากไหน ทั้งที่ภาษาอังกฤษเป็น blue ribbon ต้องเอาไปทวีตละ
**ใช้ในความหมายที่ไม่ใช่เชิงดูถูก

1 December 2015

HIV Exceptionalism: Still a thing, 30 years on

ในช่วงทศวรรษ 1980 กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ และเชื้อเอชไอวีที่เป็นสาเหตุของโรค ต่างเป็นชื่อที่น่ากลัวและนำมาซึ่งความหดหู่และสิ้นหวัง เพราะในสมัยนั้นเรารู้เพียงว่าโรคมฤตยูที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้นำมาซึ่งความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีวิธีการรักษาใด ๆ ความกลัวนำไปสู่ความรังเกียจ และการตีตราและกีดกันผู้ติดเชื้อ วงการสาธารณสุขจึงตอบสนองโดยสร้างมาตรฐานที่เคร่งครัดเป็นพิเศษสำหรับการตรวจ การดูแลรักษา และการรักษาความลับของผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะ ทำให้เอชไอวี/เอดส์กลายเป็นโรคที่มีฐานะพิเศษกว่าโรคอื่นใด ๆ ในปัจจุบัน

ฐานะพิเศษนี้ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า HIV exceptionalism เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงการสาธารณสุขมานานแล้ว Ronald Bayer ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้แสดงทรรศนะซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ตั้งแต่ปี 1991 ไว้ว่า HIV exceptionalism กำลังมีแนวโน้มจะลดความสำคัญลง ขณะที่ความรู้และมาตรการการจัดการโรคต่างพัฒนาก้าวหน้าขึ้น¹ แต่แม้จะผ่านมากว่า 20 ปี และวิทยาการได้พัฒนาจนเปลี่ยนโรคมฤตยูในสมัยนั้นให้กลายเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ หลักการของ HIV exceptionalism กลับยังคงเป็นที่ยึดปฏิบัติอยู่ เช่นเดียวกับการตีตราและกีดกัน ที่ยังฝังรากลึกไม่ยอมหายไปแม้ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้ การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวียังกำหนดให้ต้องมีกระบวนการให้คำปรึกษาก่อนและหลังการตรวจ และเป็นการตรวจอย่างเดียวที่ต้องให้ผู้ป่วยลงชื่อให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร ในบางโรงพยาบาลผลการตรวจไม่สามารถเปิดดูผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้เหมือนการตรวจรายการอื่น แต่ต้องเดินไปรับผลซึ่งพิมพ์เป็นสลิปเอกสารลับโดยเฉพาะ อีกทั้งการให้คำปรึกษาและการจ่ายยา ก็มักมีขั้นตอนเฉพาะแยกต่างหากจากโรคอื่น เพื่อรักษาความลับของผู้ป่วย

ทั้งนี้ก็เห็นได้ไม่ยากว่าปัญหาการตีตราที่ยังแก้ไม่ได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ยังต้องคงมาตรการของ HIV exceptionalism ไว้ เพราะตราบใดที่สังคมยังมีความกลัวและรังเกียจผู้ติดเชื้ออย่างไม่สมเหตุสมผล การรักษาความลับของผู้ป่วยก็ยังต้องสำคัญเป็นพิเศษ บริการของคลินิกนิรนามจึงยังคงมีความจำเป็นอยู่นั่นเอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง HIV exceptionalism นี้เองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสนับสนุนให้การกีดกันและการเลือกปฏิบัติยังคงดำเนินอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายสาธารณสุขเพื่อต่อต้านการระบาดของเอชไอวีอีกด้วย เพราะมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ แม้จะมีขึ้นเพื่อรักษาความลับของผู้ป่วย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำถึงการเลือกปฏิบัติ และเป็นการยอมรับโดยนัยว่าการติดเชื้อเอชไอวีนั้นมีความพิเศษ (หรือน่ากลัว) กว่าโรคอื่นทั่วไป ซึ่งสัญญาณแฝงเหล่านี้อาจปลูกฝังความเชื่อในทั้งตัวผู้ป่วย สังคม และแม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์เอง โดยที่ไม่รู้ตัว นอกจากนี้ความยุ่งยากและ “เยอะ” ของมาตรการเหล่านี้ ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ เพราะยังทำให้รู้สึกว่าการตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องใหญ่หลวงที่ต้องคิดหนักก่อนจะปลงใจ แทนที่จะมองว่าเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้คนได้รู้สถานะการติดเชื้อของตนเองและได้รับการรักษาเพิ่มมากขึ้น

นี่ยังไม่กล่าวถึงผลของ HIV exceptionalism ต่อคุณภาพบริการทางการแพทย์ ในสถานพยาบาลหลายแห่ง การห้ามเปิดเผยสถานะการติดเชื้อของผู้ป่วยไปไกลจนถึงขั้นที่ “เอชไอวี” กลายเป็นคำต้องห้ามที่เอ่ยถึงไม่ได้แม้จะอยู่ลับหลังผู้ป่วยและญาติก็ตาม และต้องเลี่ยงไปใช้รหัสลับต่าง ๆ นานา ไม่ต่างจากที่ตัวละครในเรื่อง Harry Potter ไม่กล้าเอ่ยชื่อ Voldemort ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารเป็นอันมาก (และอาจไม่มีประโยชน์อะไร เพราะบ่อยครั้งที่เคยได้ยินพยาบาลส่งเวรด้วยรหัสลับดังกล่าว ก็เห็นว่ายังใช้น้ำเสียงกระซิบกระซาบเหมือนผู้ป่วยเป็นตัวประหลาดหรือไปทำความผิดอะไรมาอยู่ดี) นอกจากนี้ ในอีกหลายกรณีก็ยังมีความลักลั่นระหว่างหลักการกับการปฏิบัติจริงอยู่มาก ดังเช่นในโรงพยาบาลบางแห่ง ที่แม้การตรวจเอชไอวีตามปกติจะต้องขออนุญาตผู้ป่วยก่อน แต่เวลาตรวจเลือดก่อนผ่าตัดแพทย์ก็จะสั่งให้ตรวจเอชไอวีโดยที่ไม่ได้บอกผู้ป่วยแต่อย่างใด เพื่อพิจารณาใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อ (ซึ่งจริง ๆ แล้วตามหลัก universal precautions ควรจะปฏิบัติในผู้ป่วยทุกรายโดยไม่คำนึงถึงสถานะการติดเชื้อ)

ข้อปฏิบัติของ HIV exceptionalism เหล่านี้ จริง ๆ แล้วบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ดี (เช่นการตระหนักถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อ) แต่ก็ไม่ควรถูกจำกัดการปฏิบัติเฉพาะกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี มาตรการบางอย่างอาจไม่จำเป็นแล้วในปัจจุบัน แต่บางอย่างก็อาจยังต้องทำ ตราบที่สังคมโดยรวมยังมีความเชื่อและความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ไม่ถูกต้อง เพราะหากนายจ้างยังสามารถเอาสถานะการติดเชื้อมาเป็นเหตุผลไม่รับคนเข้าทำงาน การตรวจเอชไอวีก็ไม่อาจเป็นการตรวจคัดกรองทั่วไปได้ ทั้งนี้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานต้องตระหนักถึงความจำเป็นและเห็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว และเลือกใช้อย่างสมเหตุสมผล ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นการส่งเสริมให้ตนเองและคนอื่นมองผู้ติดเชื้อเป็นตัวประหลาดหรืออันตราย เป็นวัฏจักรไม่จบสิ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติก็ยังคงต้องเป็นการให้ความรู้และเสริมสร้างความเข้าใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งนี้การนำเสนอประเด็นดังกล่าวผ่านสื่อ ดังเช่นในซีรีส์ฮอร์โมนส์ตอนที่ผ่านมา² ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เมื่อพิจารณาว่าทุกวันนี้ยังมีข่าวชาวบ้านขับไล่ผู้ติดเชื้อออกจากหมู่บ้าน หรือผลสำรวจของกรมควบคุมโรคที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างถึง 51.2% บอกว่าไม่ยินดีว่ายน้ำในสระเดียวกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และ 40.9% บอกว่าไม่ยินดีให้ลูกเรียนหนังสือร่วมชั้นกับเด็กที่ติดเชื้อ³ ขณะที่ในทางกลับกันบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย กลับไม่ตระหนักถึงอันตรายของพฤติกรรมเสี่ยงเช่นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ก็เห็นได้ว่าหนทางในการแก้ปัญหาและสร้างความรู้ความเข้าใจนั้นยังคงอีกยาวไกล

ถ้าฮอร์โมนส์หนึ่งตอนจะเสนอเรื่องความหมายของการติดเชื้อเอชไอวีได้สู่ผู้ชมสักสองล้านคน โจทย์ที่น่าคิดต่อไปคงต้องเป็นว่าเราจะใช้สื่ออะไร หรือทำอย่างไรได้อีก เพื่อที่จะอธิบายเรื่องนี้และแง่มุมอื่น ๆ ให้กับคนที่เหลืออีกทั้งประเทศ

เพราะหากยังไม่สามารถทำได้แล้ว การเข้าถึงผู้ติดเชื้ออย่างทั่วถึงก็จะยังคงเป็นไปไม่ได้ และการเอาชนะเอชไอวี/เอดส์ ก็จะเป็นได้เพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ในสังคมไม่อุดมปัญญาเท่านั้นเอง


13 November 2015

Today's vs 2001 world leaders: Who can you name?

บางครั้งนั่งนึก ๆ ดูก็รู้สึกว่าตอนเด็ก ๆ เหมือนเราจะรู้เรื่องข่าวสารเหตุการณ์ต่าง ๆ มากกว่าในปัจจุบันเสียอีก ผู้นำประเทศต่าง ๆ ก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเพราะตอนนั้นต้องจำไปสอบหรืออะไร แต่เผลอ ๆ ทุกวันนี้จะยังจำชื่อหัวหน้ารัฐบาลตอนปี 2001 ได้มากกว่าในปัจจุบันด้วยซ้ำ

อย่ามัวกระนั้น มาไล่ดูกันให้เห็นกันไปเลยดีกว่า (เรียงตามระยะห่างระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองหลวงของประเทศนั้น ๆ)

ประเทศผู้นำ 2001ผู้นำ 2015
ลาวเป็นความทุเรศมากที่ไม่เคยรู้เลยว่าผู้นำประเทศลาวชื่ออะไร หรือแม้กระทั่งระบบการปกครองเป็นแบบไหน (เฉลย: ทองสิง ทำมะวง เป็นนายกฯ จูมมะลี ไซยะสอน เป็นประธานประเทศในปัจจุบัน)
กัมพูชาฮุน เซนฮุน เซน
พม่ารัฐบาลทหาร ไม่รู้ใครเป็นหัวหน้าNLD เพิ่งชนะเลือกตั้งนี่ (แต่ลืมชื่อ เต็ง เส่ง ไปแล้ว)
เวียดนามนี่ก็ไม่เคยรู้อีกเหมือนกัน (นายกฯ Nguyễn Tấn Dũng, ประธานาธิบดี Trương Tấn Sang)
มาเลเซียมหาเธร์ โมฮัมหมัดจำไม่ได้เลยใครเป็นต่อจากมหาเธร์บ้าง (Najib Razak)
สิงคโปร์เกือบลืมชื่อ โก๊ะ จ๊กตง ไปแล้วLee Hsien Loong (จำได้ก็จากข่าวตอนที่ลี กวนยู ตายนี่แหละ)
บังคลาเทศไม่คุ้นชื่อเลยสักคน ไหงงั้น เคยทำรายงานไม่ใช่เหรอ (นายกฯ ปัจจุบัน Sheikh Hasina ที่จริงเคยเห็นชื่อในข่าวช่วงนี้อยู่แต่จำไม่ได้)
ฮ่องกงนึกชื่อไม่ออกสักคน (แต่เคยจำ Tung Chee-hwa กับ Donald Tsang ได้)ส่วนคนปัจจุบัน (Leung Chun-ying) ไม่รู้จักเลยแฮะ
บรูไนสุลต่าน พระนามว่าไงไม่เคยรู้เลยแฮะ (สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์)
เนปาลไม่เคยรู้ว่าใครเป็นนายกฯ เลยแฮะ รู้แต่โศกนาฏกรรมปี 2001 กับปัจจุบันล้มระบบกษัตริย์ไปแล้ว (Khadga Prasad Sharma Oli)
ฟิลิปปินส์Gloria Macapagal-Arroyoจำได้แต่ชื่อ Noynoy Aquino (Benigno Aquino III)
อินโดนีเซียMegawati Sukarnoputriอ้าว Susilo Bambang Yudhoyono พ้นตำแหน่งไปแล้วเหรอ ยังจำชื่อไม่ทันได้เลย (Joko Widodo)
ศรีลังกาจำไม่ได้ แต่เห็นชื่อแล้วคุ้นอยู่ (Chandrika Kumaratunga)ไม่รู้จักเลย (ปธน. Maithripala Sirisena)
ไต้หวันChen Shui-bianMa อะไรสักอย่างเพิ่งออกข่าวอ่ะ (Ma Ying-jeou)
อินเดียจำไม่ได้แต่คุ้น (Atal Bihari Vajpayee)รู้ว่า Manmohan Singh พ้นตำแหน่งแล้วแต่จำชื่อนายกฯ คนใหม่ไม่ได้ (Narendra Modi)
มัลดีฟส์ไม่เคยรู้เลย (Abdulla Yameen)
จีนHu Jintao (ก่อนหน้านั้นก็เจียง เจ๋อหมิน)Xi Jinping
ปากีสถานPervez MusharrafNawaz Sharif
ติมอร์ตะวันออกรู้จักแต่หัวหน้าขบวนการต่อสู้เพื่อเสรีภาพอ่ะ ชื่ออะไรนะจำไม่ได้ละ (Xanana Gusmão เป็น ปธน.ก่อน แล้วเป็นนายกฯ ต่อ ส่วนคนปัจจุบันคือ Rui Maria de Araújo)
เกาหลีใต้Kim Dae-jungPark Geun-hye (จำผิดกับ Park Chung-hee อยู่เรื่อย)
เกาหลีเหนือKim Jong-ilKim Jong-un
มองโกเลียไม่มีไอเดียเลยสักนิด (นายกฯ Chimediin Saikhanbileg)
อัฟกานิสถานHamid Karzaiเปลี่ยนคนหรือยังนะ (Mohammad Ashraf Ghani)
ญี่ปุ่นJunichirō KoizumiShinzō Abe (ที่จริงระหว่างอาเบะสองสมัยมีใครบ้างก็ไม่รู้)
อิหร่านไม่เคยรู้เลยจำได้แต่ Mahmoud Ahmadinejad ใครมาแทนไม่รู้ (Hassan Rouhani)
ซาอุดีอาระเบียกษัตริย์อะไรนะจำไม่ได้ (Fahd bin Abdulaziz Al Saud)กษัตริย์อับดุลลอห์ เอ๊ะสวรรคตไปแล้วสิ คนปัจจุบันจำไม่ได้ละ (Salmanฯ)
อิรักSaddam Husseinตอนนี้มีระบบอะไรบ้างแล้วก็ไม่รู้ (นายกฯ ปัจจุบัน Haider al-Abadi)
ซีเรียตอนนั้นไม่รู้จักหรอกว่าใคร (คนปัจจุบันนี่แหละ)Bashar al-Assad
อิสราเอลAriel Sharon (ก่อนหน้านั้นจำได้ว่ามี Yitzhak Rabin ก่อนจะโดนลอบสังหาร แล้วก็เนทันยาฮูกับใครอีกสองคน)Benjamin Netanyahu อีกแล้ว อยู่ยาวเลยคราวนี้
ปาเลสไตน์Yasser ArafatMahmoud Abbas
รัสเซียVladimir Putin (ก่อนหน้านั้นก็ Boris Yeltsin)Vladimir Putin
อียิปต์Hosni Mubarak แต่ตอนนั้นไม่รู้จักหรอกมั้งหลังปฏิวัติกับรัฐประหาร เป็นใครแล้วไม่รู้ (Abdel Fattah el-Sisi)
ออสเตรเลียJohn Howardเขาเพิ่งเปลี่ยนคนไป ชื่ออะไรนะ (Malcolm Turnbull)
เยอรมนีเคยรู้ว่า Gerhard Schröder แต่จำไม่ได้ละ (จำได้แต่ Helmut Kohl)Angela Merkel
อิตาลีSilvio Berlusconi (เป็นหลายสมัยจังวุ้ย)ตอนนี้ใครไม่รู้ (Matteo Renzi)
ฝรั่งเศสJacques Chirac (นานจัง)François Hollande (คั่นโดย Nicolas Sarkozy)
สหราชอาณาจักรTony BlairDavid Cameron
นิวซีแลนด์ลืมไปแล้ว (Helen Clark)ไม่รู้ (John Key)
แคนาดาไม่คุ้นชื่อสักคนเลยแฮะข่าวเพิ่งลงว่าชนะเลือกตั้งอะ ใครนะ (Justin Trudeau)
สหรัฐฯGeorge W. BushBarrack Obama
คิวบาFidel CastroRaúl Castro
เวเนซุเอลาHugo ChávezChávez ตายไปแล้ว ไม่รู้ใครเป็นแทน (Nicolás Maduro)

สรุปคะแนน: จาก 42 ประเทศ จำชื่อผู้นำในปัจจุบันได้ 17 ประเทศ แต่จำชื่อผู้นำเมื่อปี 2001 ได้ 22 ประเทศ และเคยรู้ 28 ประเทศ

บางทีความรู้ที่จำมาแต่เด็กมันก็ยากที่จะอัปเดต...

10 January 2015

เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้อง...

วันเด็กอีกปี คำขวัญวันเด็กอีกหนึ่งคำขวัญ ที่ยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่ามีประโยชน์เพียงให้นักเรียนท่องไปตอบครู แล้วปีหน้าก็ลืม

แต่บางอันเราก็กลับไม่ลืมแฮะ สำหรับผมเอง มีคำขวัญวันเด็กที่ยังจำได้อยู่ 2 คำขวัญ คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย ของคุณชวน หลีกภัย กับ เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี ของคุณทักษิณ ชินวัตร

อันแรกที่จำได้น่าจะเพราะมันสั้นมาก (มี 9 พยางค์ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาคำขวัญวันเด็กตั้งแต่ พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา) กอปรกับใช้ซ้ำ 2 ปี (พ.ศ. 2541, 2542 ซึ่งสมัยนั้นก็ชื่นชมคุณชวนที่ช่วยให้ไม่ต้องจำคำขวัญใหม่บ่อย ๆ) ส่วนเนื้อความของตัวคำขวัญเองนั้นไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะก็ออกคล้อยตามคำขวัญอื่น ๆ ที่ล้วนแต่บอกให้เป็นเด็กดี มีวินัย ใฝ่ศึกษา ฯลฯ โดยยกคุณธรรมอย่างโน้นบ้างอย่างนี้บ้างขึ้นมาเป็นตัวเด่นในแต่ละปี

ต่างจากคำขวัญของคุณทักษิณที่ฟังดูแล้วรู้สึกได้ว่าผิดแปลกจากธรรมเนียมนั้น เพราะแต่ละประเด็นที่ยกมาล้วนแต่มิใช่หัวข้อประเพณีนิยมที่เห็นกัน เรื่องเรียน แม้ว่าเดิมจะมีพูดถึงก็เป็นในลักษณะว่าให้ขยันเรียนในห้องเรียน เทคโนโลยี ก็เป็นประเด็นร่วมสมัยที่เพิ่งกล่าวถึงครั้งแรก และที่เด่นที่สุดคือคำว่า คิด ที่เพิ่งจะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน (ที่จริงมี ใฝ่ดีมีความคิด ใน พ.ศ. 2527 แต่ความหมายดูไม่ได้ชัดเจนนัก)

ซึ่งเมื่อดูคำขวัญอื่น ๆ ของคุณทักษิณ ก็ยิ่งเห็นชัด ข้อความอย่าง กล้าคิด กล้าพูด และ ขยันอ่าน ขยันคิด นั้นแตกต่างจากคำขวัญเดิม ๆ อย่างชัดเจน (ซึ่งต่อมาคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ตั้งคำขวัญในแนวคล้ายกัน มีวลีอย่าง ฉลาดคิด จุดประกายฝัน รู้คิด และ คิดสร้างสรรค์)

ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจที่คุณทักษิณจะเป็นผู้ริเริ่มแหกประเพณีกับคำขวัญวันเด็ก เพราะเขาก็ไม่ได้เป็นคนชอบทำอะไรตามประเพณีนิยมอยู่แล้ว แต่การยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา โดยเฉพาะการบอกให้เด็ก ๆ รู้จักใช้ความคิด แทนที่จะสอนให้เป็นเด็กดีมีคุณธรรมเชื่อฟังผู้ใหญ่แบบเดิม ๆ มันก็เหมือนจะสะท้อนวิสัยทัศน์ (หรือการสร้างภาพลักษณ์?) เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาสังคมของนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นอยู่กลาย ๆ

และไม่ว่าคำขวัญเหล่านี้จะสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีที่แต่งหรือไม่ก็ตาม เราก็ควรตระหนักว่าสาระของคำขวัญเหล่านี้ ที่ว่าเด็ก ๆ ควรจะได้รู้จักเรียนรู้และมีความคิดเป็นของตัวเอง คือแนวคิดที่เราต้องเปิดรับเพื่อให้สังคมสามารถพัฒนาไปได้ในโลกปัจจุบัน

แต่ถึงกระนั้น ทางเดินก็คงยังอีกยาวไกล เพราะเช่นเดียวกับประเพณีคำขวัญวันเด็กที่เปลี่ยนยากเพียงไร แนวคิดอำนาจนิยมของผู้ใหญ่ในสังคมไทยก็คงฝังรากลึกไม่ต่างกัน ดังที่เพลงหน้าที่ของเด็ก (ที่ขึ้นต้นว่า เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน) ยังคงพร่ำสอนเด็ก ๆ ถึงคุณธรรมตามค่านิยมในการสร้างชาติเมื่อ 60 ปีที่แล้วอยู่ในปัจจุบัน


  • ความภูมิใจอย่างหนึ่งในการเป็นนักเรียนสาธิตเกษตรของผม คือการร้องเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีไม่เป็น (ที่โรงเรียนไม่เคยเปิดให้ฟัง พอได้ยินครั้งแรกก็โตพอที่จะกังขาข้อแรกที่ว่าต้องนับถือศาสนาแล้ว เลยไม่เคยสนใจจำมาจนถึงปัจจุบัน)
  • เพิ่งเห็นคนแชร์บทสัมภาษณ์ ณัฐนันท์ วรินทรเวช: คำขวัญวันเด็กต้องไม่มีคำว่า ‘ระเบียบวินัย’ จากเว็บ TCIJ – มีแนวคิดที่คาบเกียวกับเอ็นทรีนี้อยู่บ้าง ส่วนประเด็นระเบียบวินัย เคยกล่าวถึงแล้วในเอ็นทรี Standing in line (2): Order v discipline
  • ซีรีส์ Standing in line อีกสองบทความยังไม่ตายนะครับ อีกไม่นานคงจะมา

26 December 2014

Remembering the Tsunami

เอ็นทรีนี้ดัดแปลงจากโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปีที่แล้ว

31 ธันวาคม 10 ปีที่แล้ว...

อาคารศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติหลังเก่าเนืองแน่นด้วยผู้คน ทั้งผู้มาบริจาคโลหิต เจ้าหน้าที่ และบรรดาอาสาสมัครที่มาช่วยงาน ในจำนวนเหล่านั้น นิสิตแพทย์หลายสิบคนกระจายตัวปฏิบัติงานกันอยู่ในหลายส่วน ตั้งแต่ส่วนรับบริจาคโลหิต ที่ต้องเพิ่มเตียงขยายพื้นที่ออกมาหลายห้อง จนถึงห้องปฏิบัติการด้านหลัง โดยยังไม่รวมถึงคนอื่นที่ไปช่วยงานอยู่ที่สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ ซึ่งอยู่ห่างไปไม่มากนัก

บรรยากาศเต็มไปด้วยน้ำใจยินดี แม้จะรองด้วยอารมณ์วิตกเศร้าและหดหู่ เพราะบัดนี้ทุกคนรู้แล้วถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ แต่อย่างไรเสียต่างคนก็ยังหยิบยื่นกำลังใจส่งต่อไปด้วยความเชื่อที่ว่าอย่างไรเสียคนไทยก็ไม่ทิ้งกัน

ในห้องประชาสัมพันธ์ นิสิตคนหนึ่งนั่งต่อสายโทรศัพท์อยู่แยกจากเพื่อนคนอื่น ๆ เพื่อพยายามติดต่อและเชิญชวนผู้บริจาคโลหิตรายเก่าที่มีเลือดหมู่ Rh− ซึ่งกำลังขาดแคลนมากที่สุด เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์เกือบทั้งหมดเป็นชาวต่างชาติ เพราะหมู่เลือดนี้พบน้อยมากในคนเอเชีย คนที่ติดต่อได้สำเร็จมีไม่มากนัก แต่อย่างไรเสียได้บ้างก็คงดีกว่าไม่ได้เลย

แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ฟังเรื่องราวของเขาแล้วก็แทบไม่กล้าที่จะเอ่ยขออะไรอีก เขาบอกผ่านโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงอิดโรยว่าไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ และออกตัวขอโทษว่าคงยังไม่สามารถไปบริจาคเลือดได้ตอนนี้เพราะสภาพร่างกายไม่ไหวจริง ๆ ทั้งนี้สามวันที่ผ่านมาเขาไปตามหาเพื่อนที่หายไปในเหตุการณ์คลื่นสึนามิ ทั้งตามโรงพยาบาลและที่ปฏิบัติการภาคสนามซึ่งถูกใช้เป็นที่เก็บศพชั่วคราวทั้งหลาย แต่ก็ไม่พบอย่างใด และเห็นทีคงจะไม่มีความหวังแล้ว

คนฟังได้แต่ตอบกลับไปว่าไม่เป็นไร ขอโทษที่รบกวน และขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้ ก่อนที่จะวางสาย ความหนักอึ้งของเรื่องราวที่ได้ฟังค่อย ๆ จมลงในห้วงความคิด พลางตระหนักว่าความโหดร้ายของเหตุการณ์นั้นไม่ได้มาจากยอดตัวเลขความสูญเสียแต่อย่างใด หากแต่ตัวเลขนั้นคือจำนวนทุกเรื่องราวความสูญเสียซึ่งสำหรับแต่ละคนที่ประสบย่อมไม่สามารถเทียบกับอะไรอื่นได้

สำหรับคนที่กำลังประสบกับความสูญเสียเหล่านั้น เราคงได้แต่หวังว่ากำลังใจที่ส่งให้กัน จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยเป็นแรงให้เขาได้ก้าวเดินต่อไป

ภาพนี้ถ่ายบริเวณหาดท้ายเหมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากคลื่นสึนามิ แม้เวลาจะล่วงเลยไป และสภาพชายหาดและบ้านเรือนได้กลับสู่ปกตินานแล้ว บาดแผลในวันนั้นก็ยังทิ้งร่องรอยอยู่ในใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความสูญเสียที่ต้องยอมรับ หรือความจริงของชีวิตที่ได้เรียนรู้ ทุกอย่างต่างเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่มีค่า ที่ควรเก็บไว้และถ่ายทอดต่อไป

ดั่งเช่นป้ายเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยซึ่งบัดนี้ตั้งเป็นอนุสรณ์อยู่ตลอดแนวชายหาด จะเป็นเครื่องเตือนถึงบทเรียน และยืนยันกับอนาคตว่าความเจ็บปวดที่เราประสบในวันนั้นจะไม่สูญเปล่า


ขอเพียงอย่าล้อมคอกแล้วเปิดประตูทิ้งไว้

คงจะดีหากเราจะมีน้ำใจให้กันได้ไม่เฉพาะยามภัยพิบัติแต่ทุกเวลา

31 October 2014

Dumb Ways to Die?

ไม่กี่วันวันที่ผ่านมานี้มีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถยนต์หรือรถบรรทุก อันก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินอยู่หลายเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอยู่พอควร

ในบรรดาเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น หลายเสียงก็กล่าวกันถึงสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว บ้างก็โทษว่าเป็นเพราะความประมาทของผู้ใช้ถนน บ้างก็โทษว่าเป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการให้มีอุปกรณ์ความปลอดภัยตามที่ควร บ้างก็โทษกันไปมาว่าการดำเนินการนั้นเป็นความรับผิดชอบของใครกันแน่ บ้างก็โทษว่าเพราะสังคมนั่นแหละที่ทำให้ความประมาทนั้นกลายเป็นเรื่องปกติ

อุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเศร้าครับ แต่การเถียงกันโดยมุ่งชี้นิ้วโทษว่าเป็นความผิดของใคร คงไม่ช่วยแก้ไขความสูญเสียเหล่านั้นให้ย้อนคืนไปได้ สิ่งที่เราควรจะทำ คือมองด้วยเหตุผลว่าปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อุบัติเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นได้มีอะไรบ้าง และจะปรับปรุงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดในอนาคตอีกได้อย่างไร

ซึ่งสำหรับเรื่องความปลอดภัยรถไฟนี้ มีมุมให้มองหลัก ๆ อยู่สองด้านครับ

หากมองถึงปัจจัยจากมนุษย์ ว่าการกระทำของใครบ้างที่เป็นความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับว่าตัวผู้ใช้รถใช้ถนนนั้นเอง ที่มีผลมากที่สุด เพราะด้วยความเฉื่อยของรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่และธรรมชาติของระบบการควบคุม มันไม่มีอะไรให้ผู้ควบคุมรถไฟทำเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าเช่นนั้นได้ ผู้ใช้รถใช้ถนนย่อมต้องระวังไม่ให้ตนไปอยู่ในทางของรถไฟที่กำลังแล่นมา ทั้งนี้โดยต้องระวังรถไฟ รักษากฎจราจร และสัญจรโดยไม่ประมาท

แนวคิดที่ว่าการป้องกันอุบัติเหตุรถไฟชนต้องเน้นที่ตัวผู้สัญจรนี้เป็นแนวคิดที่อุตสาหกรรมรถไฟยึดกันอยู่เป็นหลัก วิดีโอ Dumb Ways to Die ข้างต้น ก็เป็นหนึ่งในสื่อโฆษณาที่มุ่งรณรงค์ให้ผู้คนระมัดระวังเมื่ออยู่ใกล้รถไฟ โดยยกตัวอย่างการกระทำที่เห็นได้ชัดเจนว่าอันตราย คือยืนชิดริมขอบชานชาลา ขับรถฝ่าคันกั้น และวิ่งไล่ลูกโป่งข้ามรางโดยไม่มองรถไฟ ใช้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความประมาทว่าเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ และด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ดึงดูดความสนใจ ก็กลายเป็นโฆษณารณรงค์ที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูง และได้รับรางวัลไปมากมาย

แต่อีกนัยหนึ่ง การรณรงค์ในลักษณะนี้ก็มองได้ว่าเป็นการโยนความผิดให้เหยื่อ (blaming the victim) เช่นกัน ใครที่เคยสูญเสียสมาชิกครอบครัวให้อุบัติเหตุรถไฟ คงไม่สบายใจเท่าไรกับโฆษณาชิ้นนี้ ที่เปรียบความตายของญาติเขาเหมือนคนเอาของลับไปเป็นเหยื่อล่อปลาปิรันยา ไม่ใช่เพียงเพราะกล่าวถึงความตายอย่างล้อเล่น แต่ผู้ที่เป็นเหยื่ออุบัติเหตุ คงไม่มีใครที่ตั้งใจเอาตัวเองไปไว้ในสถานการณ์นั้น การโทษว่าเป็นเพราะเขาทำตัวเองก็คงไม่ต่างจากการโทษเรื่องข่มขืนว่าเป็นความผิดของเหยื่อที่แต่งตัวโป๊เท่าไรนัก

ในประเทศตะวันตก ขณะที่อุตสาหกรรมรถไฟมุ่งรณรงค์เน้นเรื่องการเคารพกฎ ระมัดระวัง และไม่ประมาทนั้น ก็มีองค์การและเครือข่ายภาคประชาชนที่เรียกร้องว่าสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุเหล่านั้นไม่ใช่การกระทำของบุคคลใด แต่คือความล้มเหลวของระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุอย่างเพียงพอ แทนที่จะบอกแต่ให้คนยืนห่างขอบชานชาลา (ซึ่งบางครั้งอาจทำไม่ได้เพราะพื้นที่เบียดเสียดกันมาก) ทำไมไม่ทำประตูกั้นไปเสียเลย แทนที่จะคอยเตือนให้ระวังเวลาข้ามทางรถไฟ ทำไม่ไม่ทำสะพานลอยข้ามจะได้ปลอดภัย ในมุมมองนี้ การที่รถยนต์ยังสามารถตัดข้ามทางในขณะที่รถไฟกำลังจะผ่านได้ เกิดจากความผิดพลาดของระบบที่ไม่มีเครื่องกั้น การที่รถไฟยังมีโอกาสชนคนที่เดินอยู่ริมทางได้ เป็นความผิดพลาดของระบบที่ไม่มีรั้วกันคน

มุมมองนี้ หากถืออย่างสุดโต่งก็อาจกล่าวได้ว่าแม้จะมีกฎห้าม มีอุปกรณ์นิรภัย แต่คนยังฝ่าฝืนได้ ก็ต้องถือว่าระบบยังทำได้ไม่ดีพอ เพราะระบบที่ดีจะต้องไม่มีสิ่งจูงใจให้คนฝ่าฝืน ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องไม่ปล่อยให้คนสามารถฝ่าฝืนกฎที่มีเพื่อความปลอดภัยได้เป็นปกติ หากคนนิยมข้ามทางรถไฟบริเวณที่ไม่ได้กำหนดให้ข้าม แสดงว่าคนมีความจำเป็นต้องข้ามบริเวณนั้น ก็ต้องจัดทำทางข้ามที่ปลอดภัย หากคนเดินฝ่าเครื่องกั้นทางรถไฟได้ แสดงว่าเครื่องกั้นนั้นยังไม่ปลอดภัย ก็ต้องออกแบบใหม่

หากการรณรงค์ว่าตายจากรถไฟชนนั้นโง่ไม่เข้าท่าเป็นการโยนความผิดให้เหยื่อ การเรียกร้องให้มีระบบที่ปลอดภัยทางกายภาพ 100% ก็เป็นการโบ้ยความรับผิดชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเลือกแนวทางใดแนวทางเดียว ด้านหนึ่งจะบอกให้ทุกคนต้องระวังรถไฟตลอดเวลาก็คงพ้นวิสัยที่สังคมมนุษย์จะทำได้ อีกด้านหนึ่งจะสร้างรั้วกั้นเลียบตลอดแนวทางรถไฟทั่วทั้งประเทศก็คงไม่รู้จะหาเงินได้จากไหน แต่ทั้งคู่เป็นปัจจัยที่สังคมจะต้องร่วมกันส่งเสริมเพื่อให้เกิดความปลอดภัย คนก็ต้องไม่ประมาทและเคารพกฎ ส่วนระบบก็ต้องมีอุปกรณ์นิรภัยที่เหมาะสมในที่ที่ควรจะมี

หากหาจุดร่วมระหว่างสองข้อนี้และทำตามได้ ก็คงมีหวังที่เราจะไม่ต้องมาคอยวิพากษ์วิจารณ์ข่าวอุบัติเหตุเหล่านี้กันอีกในอนาคตสักวัน

22 June 2014

Review: Sex วัยรุ่น เลือกได้ @ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

ด้วยว่าในงานสัปดาห์หนังสือฯ เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้รับแจกเอกสารประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะของ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) กับนิทรรศการหมุนเวียน เซ็กส์วัยรุ่น...เลือกได้ ก็ว่าอยากจะไปลองเยี่ยมชมอยู่ พอดีว่ากำหนดการจัดนิทรรศการมีถึงวันนี้ (21 มิ.ย.) เป็นวันสุดท้าย ก็เลยได้หาเรื่องไปเสียที

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะนี่เป็นอาคารสำนักงานของ สสส. ที่ทำเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมและแสดงนิทรรศการ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่เป็นกิจกรรมและนิทรรศการของ สสส. และพื้นที่ที่เปิดให้หน่วยงานอื่นสามารถเข้ามาทำกิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพด้วย

ศูนย์ฯ อยู่ในซอยงามดูพลี แถวสาทร ซึ่งเข้าไปลึกพอสมควร มีรถกอล์ฟบริการรับส่งปากซอย แต่ก็ยังแอบไปยากอยู่

สิ่งแรกที่สัมผัสได้กับอาคารหลังนี้คือรูปลักษณ์ที่ตะโกนกู่ก้องมาก ๆ ว่าฉันเป็น green building นะ! อันนี้ที่จริงก็พอจะอ่านผ่านตามาก่อน แต่ถึงไม่ได้อ่านก็คงรู้สึกได้จากโถงชั้นล่างที่เปิดโล่งต่อกับพื้นที่ส่วนกลางของอาคารทั้งหมด ซึ่งก็ให้ความรู้สึกโอ่โถงโล่งสบายจริง ๆ

รูปลักษณ์การออกแบบของอาคารก็คล้อยตามกระแสการออกแบบอาคารเพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ในยุค Contemporary ซึ่งก็ตอกย้ำด้วยประติมากรรมยักษ์กลางสระน้ำในโถง และที่ตั้งอยู่อีกประปราย ตลอดจนการจัดวางโต๊ะเก้าอี้เครื่องเรือนต่าง ๆ

ทางด้านหลังของอาคารเป็นสวนและพื้นที่โล่งซึ่งใช้สอยจัดกิจกรรมได้ ตอนนี้ก็มีนิทรรศการเล็ก ๆ เกี่ยวกับกลุ่มโรค NCD ที่ สสส.รณรงค์อยู่ และพ้นเขตศูนย์ฯ ไปทางด้านหลังก็เป็นสวนสาธารณะ (สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟมาก่อน และตอนกลางวันร้อนมาก) ตรงนี้รู้สึกว่าบรรยากาศดีมาก และการออกแบบอาคารก็ดีจริง ๆ ถึงพื้นที่ส่วนใหญ่จะไม่ติดเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ไม่ร้อนเลย

มีเครื่องตอกย้ำให้เห็นอยู่เกือบทุกที่ ว่าใครเป็นเจ้าของอาคารหลังนี้

จะเห็นการรณรงค์ต่าง ๆ ของ สสส.อยู่ทั่วตึก

และก็แน่นอนว่าลิฟต์ที่นี่จะต้องมีข้อความไล่ไม่ให้คนใช้ (ภาพด้านบนถ่ายไม่ติดสัญลักษณ์ที่สื่อเป็นนัยว่าลิฟต์มีไว้สำหรับคนชราและผู้พิการ)

และทั้งตึกก็มีข้อความประเภท encouragement, empowerment แปะอยู่เต็มไปหมด ตรงบันไดภาพข้างบนนี้ก็เป็นการรณรงค์เรื่องกลุ่มโรค NCD อีกเช่นกัน

หรืออย่างโรงอาหาร ก็มีป้ายรณรงค์ "ลดพุง ลดโรค" อยู่

สื่อเหล่านี้ช่วยตอกย้ำการวางตัวของ สสส.ได้เป็นอย่างดี แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่านอกจากการแสดงภาพให้เห็นตรงนี้แล้ว ข้อความเหล่านี้มันส่งผ่านไปถึงการปฏิบัติจริงมากแค่ไหน อย่างโรงอาหารถึงจะมีร้านมังสวิรัติอยู่ แต่ร้านส่วนใหญ่ก็ขายอาหารตามสั่ง ซึ่งเมนูส่วนใหญ่ก็มักจะใช้น้ำมันอยู่ดี หรืออย่างข้อความหน้าลิฟต์นั้น ผมก็อยากรู้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ชั้น 4 ชั้น 5 เขาขึ้นบันไดกันเป็นนิสัยจริงหรือเปล่า (ซึ่งก็หวังว่าเขาจะทำ เพราะไม่งั้นแล้วก็ยากที่จะเชื่อว่า สสส.จะมีหน้าไปรณรงค์อะไรให้ใครอีก)

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อื่น ๆ ที่ชวนให้สนใจ ก็มีอย่างป้ายผังตึก ที่มีอักษรเบรลล์ด้วย (เห็นแล้วชอบ แต่ไม่แน่ใจว่า practical แค่ไหน)

และถ้าใครยังไม่เห็นความ green ของอาคารหลังนี้ เขาก็ทำจอแสดงการใช้พลังงานแปะไว้ตอกย้ำอีก (แต่จอนี่ก็ใช้พลังงานนี่นา)

ก่อนที่จะไปชมนิทรรศการ บริการหลักอย่างหนึ่งของที่นี่อยู่ที่ชั้น 2 คือศูนย์บริการข้อมูลข่าวสาร เป็นห้องสมุดที่บรรยากาศดีโคตร ๆ ซึ่งให้บริการสื่อเกี่ยวกับสุขภาวะอีกนั่นเอง บริเวณชั้น 2–3 ที่เหลือที่ไม่ได้เป็นพื้นที่นิทรรศการ ก็จะเป็นห้องประชุม ห้องอบรมต่าง ๆ

แต่มาดูนิทรรศการกันดีกว่า เริ่มจากทางเข้าบริเวณชั้น 1 จะเป็นนิทรรศการ "เริ่มต้นที่ตัวเราคุณทำได้ (Start with ME)"

ซึ่งเนื้อหาก็จะกว้าง ๆ เกี่ยวกับ self-empowerment เพื่อที่จะนำไปสู่การสร้างความสุข ซึ่งการสร้างสุข (ก็คือสุขภาวะ ทั้งกาย ใจ และสังคม) นี่เองก็เป็นแนวคิดหลักของนิทรรศการทั้งหมดที่นี่

นิทรรศการในส่วนนี้ก็จะมีการใช้ถ้อยคำ ข้อความ ตั้งคำถาม บวกกับฉายภาพยนตร์สารคดีแนวสร้างแรงบันดาลใจสั้น ๆ สองเรื่อง

จากห้องแรก ลงบันไดมาชั้นใต้ดิน จะถึงนิทรรศการส่วนถัดมา คือ "ร่วมคิดร่วมสร้าง (Together WE can)"

เนื้อหาก็จะกว้าง ๆ เหมือนกัน เกี่ยวกับการทำสังคมให้น่าอยู่ มีความสุข โดยเริ่มต้นที่ตัวบุคคล ซึ่งเสนอผ่านเกมคอมพิวเตอร์

ในนิทรรศการส่วนนี้มีฉากป้ายรถเมล์ ถังแยกขยะ กับเลนจักรยาน ที่จัดตั้งไว้เงียบ ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไรแต่ผมแอบคิดว่าตีความได้เยอะมาก

และเลยต่อมาก็จะเป็นส่วนที่นำเสนอความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ในสังคม กับงานรณรงค์สร้างสุขภาวะต่าง ๆ ของ สสส. ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องสุขภาพกาย

ซึ่งก็จะมีฉากต่าง ๆ ทั้งที่บ้าน สวนสาธารณะ ที่ทำงาน โรงเรียน แล้วก็ รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล)

แต่ละส่วนก็จะมีจอภาพให้เลือกดูงานโฆษณาทางโทรทัศน์ของ สสส.ได้

แล้วก็มีพื้นที่กิจกรรมเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการในอาหาร

ที่ชั้นใต้ดินเหมือนกัน ห้องที่สามจะเป็นนิทรรศการ "คนมีสุขภาวะทำให้โลกน่าอยู่ (Let's go GREEN)"

ซึ่งห้องนี้จะเป็นโถงโล่งกว้าง สำหรับทำกิจกรรม วันนี้ก็เห็นมีเด็ก ๆ ทำกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์จากพาสต้าอยู่บ้าง ส่วนนิทรรศการจะเป็นข้อความกับจอภาพ interactive เรียงรายอยู่ตามผนังรอบห้อง

เนื้อหาของนิทรรศการส่วนนี้ก็จะเกี่ยวกับที่มาและแนวคิดของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะแห่งนี้ (ถ้าอยากรู้เรื่องความ green ของอาคารก็ได้รู้เต็มที่เลย) ตลอดจนการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและสังคม

หมดส่วนของนิทรรศการถาวรสามห้อง ขึ้นมาชั้นสองจะเป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียน

ซึ่งด้านหน้าจะมีนิทรรศการเล็ก ๆ เรื่อง "สสส.ร้อยความสุขคนไทย" เป็นการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับตัวองค์กรและงานของ สสส.

แต่มาดูนิทรรศการหมุนเวียน ที่เป็นวัตถุประสงค์หลักที่มาวันนี้ดีกว่าครับ

นิทรรศการ "เซ็กส์วัยรุ่น...เลือกได้" ตรงนี้ จากโลโก้ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าที่ว่าเลือกได้นั้นหมายถึงอะไร สรุปเป็นสี่ข้อคือ "ติดโรค" "มีลูก" "ใส่ถุงยาง" กับ "รักแล้วรอได้" ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอในนิทรรศการก็มุ่งเน้นประเด็นตรงนี้ คือนำเสนอความเสี่ยงของการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน กับเสนอทางเลือกเป็น safe sex กับ no sex

ตัวนิทรรศการ ออกแบบมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยดำเนินเรื่องบางส่วนผ่านตัวละคร นิทรรศการนี้มีเจ้าหน้าที่พาชมและอธิบายสิ่งจัดแสดงทุกขั้นตอน ซึ่งดูตั้งใจรองรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะโดยเฉพาะ

ส่วนแรกของนิทรรศการ "รู้ตัว" จะกล่าวคร่าว ๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยรุ่น เดินเข้ามาก็จะเจอตัวละครหลักทั้งคู่ตอบคำถามที่วัยรุ่นอาจจะสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ในรูปแบบของ interactive video ลองสังเกตคำถามขวาสุดในภาพ "ช่วยตัวเอง ผิดมั้ย" (คำตอบ: ใคร ๆ ก็ทำกัน ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย)

ไม่ค่อยแน่ใจว่าสมาชิกกลุ่มเป้าหมายที่มาชมนิทรรศการจะเขินอายคิกคักกันกับคำถามเมื่อกี้หรือเปล่า แต่หันมาอีกทางก็จะโดนเผชิญหน้าเต็ม ๆ กับหุ่นติดนมปลอม/จู๋ปลอม ที่ให้ลองเลือกขนาดต่าง ๆ เอามาใส่ได้ นัยจะสื่อว่าร่างกายของเราไม่มีอะไรน่าอาย เช่นเดียวกับที่ห้ามใครอายในนิทรรศการนี้

และก่อนที่จะผ่านไปยังส่วนถัดไป ก็สรุปประเด็นที่ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร "หลั่งเมื่อไหร่ ท้องได้เมื่อนั้น"

ส่วนที่สอง "รู้อารมณ์" นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยรุ่น โดยเฉพาะความสนใจในเพศตรงข้าม (หรือเพศไหนก็แล้วแต่) ผ่านวิดีโอสถานการณ์ของตัวละคร

ส่วนที่สาม "รู้รัก" พูดถึงความรู้สึก ความต้องการทางเพศ ตลอดจนเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ (มั้ง เดาเอา พอดีเจ้าหน้าที่ไม่ได้เปิดห้องนิทรรศการให้ห้องนึง ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม)

และก็แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้ในนิทรรศการเรื่องเพศสำหรับวัยรุ่น คือการลองใส่ถุงยางอนามัย

ซึ่งนำไปสู่ประเด็นสำคัญ คือการตั้งครรภ์ (มีชุดครรภ์เทียมให้ลองใส่ด้วย ว่าช่วงใกล้ครบกำหนดเด็กในท้องหนักขนาดไหน พร้อมชุดคลุมให้ถ่ายรูป)...

...และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

และนิทรรศการก็ปิดด้วยส่วนที่สี่ รู้ใจ ซึ่งก็ชวนให้ถามใจถึงความฝัน ความเป็นตัวตนของแต่ละคน เพื่อเป็นเครื่องช่วยนำให้เลือกทางเดินที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง พร้อมกับชวนให้ร้องเพลงแสงสุดท้ายกับเพื่อน ๆ ในวิดีโอก่อนจะจบนิทรรศการ

สรุปก็คือ โดยแก่นแล้วสิ่งตายตัวที่นิทรรศการนี้บอกก็มีเพียงตามตัวเลือกที่กล่าวตอนต้นจริง ๆ คือบอกให้ตระหนักเรื่องท้อง เรื่องโรคติดต่อ และย้ำให้ตระหนักว่าตนสามารถเลือกระหว่างความเสี่ยงเหล่านั้น กับการป้องกันหรือไม่มีเพศสัมพันธ์ ผู้จัดนิทรรศการคงตั้งใจทิ้งประเด็นอื่น ๆ ไว้ให้เป็นปลายเปิด ทั้งสำหรับให้ผู้เข้าชมได้ใช้ความคิดเอง หรืออภิปรายร่วมกันโดยมีผู้นำชมคอยชี้แนะ

รูปแบบการจัดนิทรรศการนั้นดีทีเดียว มี interactivity และกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจและช่วยเปิดให้พูดคุยเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ก็คงขึ้นกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าชมกับผู้นำชมนิทรรศการด้วย ทุกนิทรรศการที่ชม จัดทำเนื้อหาในส่วนของป้ายบรรยายเป็นภาษาไทยควบคู่กับภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าช่วยสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแค่ไหน

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดที่ผมเห็น สำหรับนิทรรศการเซ็กส์วัยรุ่น...เลือกได้ คือความยากในการเข้าถึง (สถานที่จัด) กล่าวคือ ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะเนี่ยมันมาโคตรยาก นึกแล้วไม่เห็นโอกาสว่าเด็กวัยรุ่นที่กลุ่มเป้าหมายจะมีโอกาสชมนิทรรศการได้ยังไงถ้าโรงเรียนไม่พามา ตัวนิทรรศการนั้นโอเคแล้ว แต่น่าจะมี outreach มากกว่านี้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ สสส.ควรจะถนัดอยู่แล้ว) ผมไม่แน่ใจว่าทาง สสส.มีนโยบายที่จะทำอยู่หรือเปล่า แต่ผมอยากเห็นการนำนิทรรศการนี้ (หรือนิทรรศการอื่น ๆ ก็ตาม) ไปจัดในที่ที่จะมีโอกาสได้สัมผัสกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ซึ่งน่าจะช่วยให้สนองวัตถุประสงค์ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก


25 May 2014

รำพึงรำพัน เรื่องรัฐประหาร

คำชี้แจง: เนื้อความในเอ็นทรีนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันของประเทศไทย การกล่าวถึงรัฐประหารใด ๆ ในเอ็นทรีนี้หมายเฉพาะถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หรือกล่าวลอย ๆ ถึงกรณีทั่วไปเท่านั้น ความทั้งหมดในเอ็นทรีนี้ ไม่มีส่วนใดที่วิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 แต่อย่างใด และไม่ได้พาดพิงถึง คสช.หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอพักซีรีส์ Standing in line มาพร่ำเพ้ออะไรสักเล็กน้อยนะครับ

ทุกวันนี้เวลาพูดถึงรัฐประหารก็ต้องมีคำถามว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

คิดดูก็แปลกดี ถ้าเป็นสมัยก่อน (ก่อนปี 2005) คงไม่มีใครคิดว่าจะต้องตอบคำถามนี้

แม้ในปัจจุบัน เวลาเห็นคนบอกว่ารัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาเช่นนี้ ก็ยังพอเข้าใจ

แต่ที่ช่างเข้าใจยากนัก คือคนที่เรียกร้องรัฐประหารกันอย่างเต็มปากเต็มคำ

ก็คงเหมือนกับที่คนไปมอบดอกไม้ให้ทหารเมื่อปี 2006

ชีวิตของเราคงแตกต่างกันนัก จึงพามาให้มองเห็นโลกเบี้ยว ๆ นี้ได้ต่างกันขนาดนี้

ที่จริงถ้าถามคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารว่าทำไมจึงคิดเช่นนั้น หลายคนคงให้คำตอบที่เป็นเรื่องเป็นราว เกี่ยวกับเสรีภาพ การกดขี่ ความชั่วร้ายของเผด็จการ ฯลฯ

ถ้ามีคนถาม ผมก็อาจจะกล้อมแกล้มตอบไปในทำนองเดียวกัน

แต่ในความจริงแล้วคำตอบลึก ๆ ในใจคงไม่มีเหตุมีผลแบบนั้น

...

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กโตมาในทศวรรษ 1990s

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กตามพ่อแม่ไปเขตเลือกตั้ง ดูเขานับคะแนนในจอโทรทัศน์

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กดูถ่ายทอด ส.ส.อภิปรายปาหี่กันในสภา (ถึงมันจะดูไร้สาระกว่าละครน้ำเน่าก็เถอะ) ดูเขาตั้งรัฐบาลกับยุบสภาสลับกันไปมา จนเห็นมีรัฐบาลพลเรือนผลัดเปลี่ยนกันไปห้าสมัยในสิบปี ซึ่งน่าจะเป็นสถิติต่อเนื่องนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้แล้วมั้ง

ผมใช้ชีวิตวัยเด็กฟังผู้ใหญ่พร่ำสอนถึงความงามของประชาธิปไตย ถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยที่กำลังเติบโตทางการเมืองจนกลายเป็นผู้นำในภูมิภาค ถึงบทเรียนอันเจ็บปวดครั้งสุดท้ายที่เราได้เรียนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 1992

บทเรียนที่ผมเองยังคงจำได้...

อันที่จริงเมื่อคราวพฤษภาทมิฬนั้นผมคงยังไม่รู้เรื่องหรอก ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะก็อยู่ในวัยเพิ่งเข้าโรงเรียน

แต่ก็รู้ว่ามีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเกิดขึ้นอยู่ในกรุงเทพฯ น่ากลัวจนโรงเรียนต้องเลื่อนเปิดเทอม น่ากลัวอย่างที่เห็นภาพท้องฟ้าเต็มไปด้วยควันทะมึน น่ากลัวอย่างที่มีคนบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย

ตอนนั้นผมคงยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าความตายคืออะไร

แต่เรื่องราวของข่าวเหล่านั้นก็กลายเป็นหนึ่งในความทรงจำแรก ๆ ที่ผมมี เกี่ยวกับความเป็นไปของประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนแห่งนี้

และค่านิยมและความเชื่อที่เกิดสืบเนื่องมาจากความรุนแรงในครั้งนั้น ก็เป็นสิ่งที่ผมได้รับปลูกฝังมาดั่งศรัทธาในศาสนา ว่าทหารไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ว่าการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยทหารนั้นจะนำพาให้ประเทศชาติย่อยยับ ดั่งที่ได้เห็นกันมาแล้ว

ครับ มุมมองของผมที่มีต่อรัฐประหาร แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสั่งสอนมา เช่นเดียวกับที่ถูกสอนให้เคารพผู้ใหญ่ หรือถูกสอนว่าคนไทยต้องรักในหลวง

แต่คำสอนเหล่านี้ก็ชี้นำชีวิตเรามาตลอด

ผมยังจำเพลงรณรงค์เลือกตั้งปี 1992 นั้นได้

วันที่ 13 กันยายน
เราทุกคนจะไปเลือกตั้ง
ใช้สิทธิ์ของเราอีกครั้ง
เลือกคนดีเข้าสภา ♪

อาจจะไม่ทรงพลังเหมือน “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ” แต่สำหรับผมแล้วเพลงนี้เหมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความหวังทางการเมืองที่กำลังจะสดใสขึ้นแทบไม่ต่างกัน

แต่เหมือนท้องฟ้าสีทองที่ผ่องอยู่ได้ไม่ถึงสามปี ก็คงรู้กันดีว่าเกิดอะไรขึ้น

รัฐประหารเมื่อปี 2006 นั้น ถึงจะไม่เสียเลือดเนื้อ แต่สำหรับผมมันก็ช่างน่าตกใจ และสะเทือนใจไปมากทีเดียว

เป็น a nasty shock ที่ดึงให้เราต้องมาประจักษ์กับความจริงว่าสิบสี่ปีที่ผ่านมา ทหารไม่ได้หายไปไหนเลย

เป็นการทำลายความฝัน ที่เราเคยวาดไว้ว่าอยู่ในโลกที่ไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว

และที่เจ็บช้ำไปกว่านั้น คือภาพคนมากมาย ที่ออกมามอบดอกไม้ให้ทหารด้วยน้ำใจยินดี

ตกลงความเลวร้ายของเผด็จการทหารที่เคยถูกสอนมา มันไม่จริงอย่างนั้นหรือ?

สิบสี่ปีที่ผ่านมานั้นคือเราเข้าใจผิดมาตลอด?

หรือคนเหล่านั้นเขาเพียงแค่ลืม ในสิ่งที่เรายังจำ?

ผมอาจจะยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจความเลวร้ายของสังคมมนุษย์ ที่บังคับให้เราต้องยอมรับอะไรเช่นนี้

ผมอาจจะยึดติดกับเหตุการณ์ในอดีตมากเกินไป จนไม่ทันเห็นว่าโลกหมุนผ่านไปจนอดีตเหล่านั้นมันไม่จริงแล้ว

ผมอาจจะหลงผิด อยู่กับความเชื่อที่ถูกสั่งสอนมาโดยไม่ได้นึกถึงเหตุผล

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง อย่างน้อยก็ช่วยบอกกันให้เข้าใจหน่อยได้ไหม

ว่าทำไมจึงร้องหา

รัฐประหาร